‘ศิลปะแห่งความตาย’ หมอ ชวนวางแผนช่วงชีวิตสุดท้าย - ลาโลกแบบแฮปปี้ ลูกหลานไม่ต้องตีกัน!
‘ศิลปะแห่งความตาย’ หมอ ชวนออกแบบชีวิตผู้ป่วยช่วงสุดท้าย – ลาโลกแบบแฮปปี้ ลูกหลานไม่ต้องตีกันให้ปวดหัว!
เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ที่สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ เครือมติชน ผนึกกำลังพันธมิตรสุขภาพทั้งภาครัฐ-เอกชน จัดมหกรรมสุขภาพยิ่งใหญ่สุดในประเทศThailand Healthcare 2023 “เกษียณสโมสร” งานแฟร์สุขภาพอันดับ 1 ของประเทศ ตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน – 2 กรกฎาคมนี้
บรรยากาศเวลา 16.40 น. นพ.คณพล ภูมิรัตนประพิณ CEO & Co-founder Health at home ขึ้นกล่าวบรรยายช่วง Health knowledge ในหัวข้อ “Death Talk ศิลปะแห่งความตายและการใช้ชีวิต”
นพ.คณพลกล่าวว่า คนที่สามารถออกแบบชีวิตที่ดีได้ ทุกคนต้องคำนึงว่าตอนสุดท้ายเราจะวางแผนตัวเองอย่างไร ตนว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้คิดถึงความตายสักเท่าไหร่ ถ้าเราไม่ป่วย ก็จะคิดว่าตัวเองอมตะแล้วลืมไป
เมื่อพิธีกรถามว่า คนไข้ควรคำนึงถึงศิลปะแห่งความตาย หรือการวางแผนชีวิตของตัวเองหรือไม่ ?
นพ.คณพลกล่าวว่า ควรจะคิดแน่นอน คนป่วยที่รู้สึกว่าตัวเองเข้าใกล้กับความตายมากขึ้น เช่น โรคมะเร็ง โรคที่รักษาไม่หาย โรคสมองเสื่อม โรคเรื้อรัง ก็จะเห็นขอบความตายชัดเจนกว่า คนไข้กลุ่มนี้ก็มักจะมีโอกาสคุย
“แต่ความสำคัญกว่าคือคนทั่วไปทุกๆ คน ที่เราอยากจะคุยเป็นการบ้าน ว่ากลับไปอยากให้ทำอะไรกัน เรื่องอย่างนี้คุณพ่อ คุณแม่เราเป็นเจ้าของสิทธิ เราไม่ค่อยได้คุยกัน พอเราไม่ได้แง้มบทสนทนานี้ลูกเขาคุยด้วยไม่ได้หรอก แล้วเราคิดว่าเราขี้เกียจคุย ไม่รู้จะคุยตอนไหน แต่ถ้าไม่คุยความสัมพันธ์ของลูกๆ เขาทะเลาะกันเรื่องนี้ บางทีมันเรื้อรัง กลายเป็นปัญหาของพี่น้อง ซึ่งผมคิดว่ามันน่าเสียดาย
“ผมคิดว่าเรากลับไป เปิดบทสนทนา จริงๆ แค่กลับไปพูดว่า ถ้าแม่ไม่ไหวปล่อยเลยนะ ไม่ต้องกังวล ถ้าไม่ไหวไม่ต้องยื้อ คือถ้าไหวไม่ต้องกังวล เพราะคุณหมอจะช่วยเต็มที่ ถ้าโรคไหนมันยังดีหมอเขาไม่มาถามหรอกว่าคิดอย่างไร แต่ถ้าคุณหมอเริ่มมาขอความเห็นให้ทางญาติช่วยกันตัดสินใจ มักจะวิกฤตแล้ว”
“ส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยได้วางแผน เจอบ่อย ยิ่งหน้าห้องฉุกเฉินคลาสสิกมาก ดราม่า เราก็ไม่รู้จะพูดยังไง” นพ.คณพลชี้
เมื่อถามว่า มีมุมมองอย่างไรต่อศิลปะแห่งความตายและการใช้ชีวิต ?
นพ.คณพลกล่าวว่า อย่างแรก เราก็ควรมองว่าเราจะต้องตาย แต่ต้องมองเป็น 3 ระยะ เราต้องคิดก่อนว่าเมื่อตอนที่เราตาย เราจะเป็นอย่างไร บรรยากาศสุดท้ายเราอยากให้คนจดจำเราอย่างไรบ้าง มันเหมือนเขียนบทหนังให้จบ แล้วเราอยากให้เขาจดจำตัวละครอย่างไร เราก็วางแผนไว้คร่าวๆ หรือเป็นแผนระยะยาว
“อีกระยะหนึ่งคือ เรายังไม่ใกล้ตายหรอก แต่เราอยู่ในภาวะที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ที่เราเรียกว่า ภาวะพึ่งพิง เช่น อ่อนแรง เราวางแผนอย่างไร นอกไปจากนั้น คนไม่ค่อยคิดกันเรื่องภาวะสมองเสื่อม คือ ไม่ได้เป็นโรคที่อ่อนแรง มันสามารถเจอได้เรื่อยๆ สิ่งที่สำคัญคือเรื่องการทำพินัยกรรม เพราะบางทีสมองเสื่อมแล้ว การทำพินัยกรรมมันจะยุ่งยาก บางทีมันเป็นความลำบากของลูกเหมือนกันว่าจะทำอย่างไร เดี๋ยวเขาจะไปทะเลาะกันอีก” นพ.คณพลกล่าว
“ระยะสุดท้าย คือ ระยะสั้น ถ้าเราต้องคิดทบทวนว่าถ้าเราจะต้องจากไปภายใน 1-2 วัน ชีวิตวันนี้เราจะเป็นอย่างไร มันเป็นเหมือนการทบทวน ถ้าทางพุทธเขาก็เรียกว่า มรณสติ ก็เป็นเรื่องดีที่เราจะมองความตายแบบเป็นจริง ไม่ใช่มองในมุมที่แย่” นพ.คณพลอธิบายเพิ่มเติม
เมื่อถามว่า การรักษาแบบประคับประคอง (Palliative Care) เป็นอย่างไร ?
นพ.คณพลกล่าวว่า เป็นการมองในเรื่องของคุณภาพชีวิตของคนไข้ และพยายามทำให้คนไข้มีคุณภาพชีวิตดีที่สุดเท่าที่สามารถทำได้ โดยเฉพาะด้านจิตใจของคนไข้และครอบครัว ของคนไข้ที่อยู่ในภาวะหลังๆ หรือภาวะลุกลามมาก
การรักษาแบบประคับประครองต่างจากการการุณยฆาตอย่างไร ?
นพ.คณพลกล่าวว่า การการุณยฆาตเป็นการไม่อยากอยู่ อยากกำหนดเวลาตายตัวเอง
“แต่เราถาม จริงๆ คนไข้เขาไม่อยากไปนะ เขากลัวการทรมาน ซึ่งจะบอกว่าก่อนไปถึงการการุณยฆาตได้ มันมีการผ่านการรักษาแบบประคับประคอง อาจจะไม่ต้องรักษาโรคให้หายแล้ว แต่ทำให้คนไข้มีคุณภาพชีวิตช่วงสุดท้ายอย่างมีความสุข” นพ.คณพลกล่าว
เมื่อถามถึงค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษาแบบประคับประคอง
นพ.คณพลเผยว่า จริงๆ แล้ว ถ้าพูดตามหลัก มันเป็นการไม่ยื้อ เป็นสิ่งที่ดี ยิ่งในช่วง 6 เดือนสุดท้าย เราต้องไปอยู่ในห้อง ICU วันหนึ่งจ่ายเป็นหมื่น เป็นแสน แต่คุณภาพชีวิตก็เจอใครไม่ได้ แต่ถ้าเราได้กลับบ้านเจอหน้าลูกหลาน มันดีกว่าเยอะ
ถามว่า ในระยะสุดท้ายของผู้ป่วย ญาติมักจะตัดสินใจยื้อ หรือ เอาเท่าที่ไหวพอ ?
นพ.คณพลชี้ว่า ในสังคมไทย คนไข้เราไม่ค่อยคุย ไม่ค่อยได้วางแผน ก็จะไม่มีประวัติอะไร จึงต้องถามการตัดสินใจของญาติ แต่ถ้าเมืองนอกเขามี Advance care plan พอจะต้องรักษาแล้วเขาต้องเช็กตาม Protocol ของคนไข้ที่แจ้งไว้แล้ว ก็จะไม่ได้มาฟังความเห็นของลูก โดยเฉพาะในไทยหากผู้ช่วยไม่ได้สติแล้วก็จะเป็นการตัดสินใจของคนใกล้ชิด
นพ.คณพลกล่าวถึง การรักษาสภาพจิตใจช่วงสุดท้ายของคนไข้ เพื่อลดการทรมานว่า อยากให้คนไข้ใช้ชีวิตช่วงสุดท้าย
“กินไปเถอะ อยากกินอะไรก็กินให้ได้พลังงาน บางคนอยากเล่นกีตาร์ เล่นหุ้น ก็เชียร์อยากทำอะไร ทำอะไรได้ก็ทำ”
คิดอย่างไร กรณีความเห็นของลูกหลานที่ไม่ตรงกันต่อการรักษาผู้ป่วยช่วงสุดท้าย ?
นพ.คณพลกล่าวว่า ตนคิดว่าอยู่ที่การสื่อสาร สำคัญที่สุดคือการวางแผนรักษา คนไข้ควรเป็นคนตัดสินใจ ปัญหาที่มักจะเจอคือลูกมักไม่บอกคนไข้ว่าเป็นอะไร
“พอเราไม่บอก ลูกไม่บอก จะทำอะไรทีหมอก็ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรกับคนไข้ จะให้ยา จะฉายแสงมันก็ติดๆ ขัดๆ อย่างนี้ก็จะมีปัญหาได้ หากคนไข้อยู่ในแผนการรักษา แล้วเราพูดคุยกัน อันนี้จะไม่ค่อยมีปัญหากัน” นพ.คณพลชี้
- อ่านข่าว : ‘สำลัก’ อันตรายถึงชีวิต – หมอย้ำ กินอย่างมีสติ แชร์เทคนิคช่วยสูงวัย แก้อาหารติดคอ
- คิวยาวไม่แผ่ว! เช็กลิสต์ 5 อันดับสุดฮิต ตรวจสุขภาพฟรีในงาน ‘เฮลท์แคร์ 2023’
- อภัยภูเบศร ฮอต ปชช.รอรับ ‘เนียมหูเสือ’ 100 ต้น ในงานเฮลท์แคร์ 2023 เผยวันแรกแจกหมดใน 20 นาที
- เปิดลายแทง! เวทีสุขภาพ “เฮลท์แคร์ 2023” วันที่ 2 วัยเกษียณแห่เข้างานพรึบ
- แม่บ้าน-ฟรีแลนซ์ มุงบูธ ‘ตรวจกระดูก’ สูงวัยจองที่นั่ง โกยสาระแน่นหน้าเวที ‘เฮลท์แคร์2023’
- เฉลยกลางเวทีเฮลท์แคร์! จูนเบาหวานให้เข้ากับหัวใจ หมอ-นักกำหนดอาหาร แนะปรับ 8 พฤติกรรมสุขภาพ
- ‘ปวดตา’ ท้าให้ลอง! แจกโพยสมุนไพรฤทธิ์เย็น ‘พอกตาง่ายๆ’ หายล้าแน่