ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบที่กำลังจะตาย
นิยาย Dek-D
อัพเดต 27 พ.ค. 2568 เวลา 10.58 น. • เผยแพร่ 01 เม.ย. 2568 เวลา 13.51 น. • หลินหลินสามน้อยนักผจญภัยข้อมูลเบื้องต้น
สวัสดีค่ะนักอ่านที่รักทุกท่าน วันนี้ หลินหลินขอเปิดเรื่องใหม่ แนวจีนยุค80s
แต่นิยายเรื่องนี้ ไรท์ขอนำแค่กลิ่นอายของยุคมาดัดแปลงตามจินตนาการของไรท์ สถานที่ ชื่อ ตัวละคร ค่าเงิน ตำแหน่ง เรียกได้ว่าทุกอย่างเกิดขึ้นจากจินตนาการของไรท์ไม่อ้างอิงนะคะ และนางเอกของเรายังชื่อเหยาเหยา เพราะไรท์ชอบชื่อนี้มูฟยังบ่ได้5555+
ไรท์ไม่เคยแต่งแนวนี้มาก่อนเลยค่ะอยากลอง นี่เป็นเรื่องแรกหากผิดพลาดตรงไหนไรท์ต้องกราบขออภัยคร้า (พนมมือไหว้ย่อ)
นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายยาว แนวสบายๆไม่ดราม่าปัญหาแค่ฝุ่นผงเข้าตา5555+ จำนวน 70ตอน 143,000คำ สถานะ : แต่งจบแล้วไม่มีเท
นิยายเรื่องนี้มีฉากบรรยายกิจกรรมทางเพศ NC18+ ใครไม่ชอบ ปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปได้เลยนะคร้า เพราะพระเอกเขาปักหมุด ล๊อคเป้า นางเอกตั้งแต่ต้น ค่อนข้างใหญ่ เอ้ย!ค่อนข้างคลั่งรักค่ะ+กับนางเอกอายุเดิมก็ปาไป35แล้ว ดังนั้นเครื่องฟิตนิดนึงค่ะ
หากชอบสไตล์งานเขียนของไรท์รบกวนฝากนิยายเรื่องอื่น ๆ ไว้ในอ้อมอกด้วยนะคร้า
บทที่1
กลิ่นสมุนไพรหอมอบอวลกรุ่นกลิ่นขลังแห่งอดีตกาล ลอยวนเวียนอยู่ภายในร้านขายยาเก่าแก่ที่ตกทอดกันมานับหลายชั่วอายุคน
ร้านสมุนไพรตระกูลหลิน เป็นร้านที่ขึ้นชื่อเรื่องสมุนไพรหายาก ทุกชนิด หากต้องการสมุนไพรบำรุงทุกคนต่างก็จะเลือกมาที่ร้านนี้ก่อนเป็นอันดับแรก
ชั้นวางไม้โบราณที่ถูกขัดจนมันวาว เรียงรายด้วยขวดแก้วและโถกระเบื้องลายครามซึ่งบรรจุสมุนไพรหายากหลากหลายชนิด หลินเหยาเหยายืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ไม้เนื้อแข็งเก่าแก่ ดวงตาเรียวสวยแฝงแววครุ่นคิดอย่างลึกซึ้งขณะทอดมองสมุนไพรล้ำค่าเหล่านั้น
"สมุนไพรพวกนี้ล้วนมีค่า หากขายออกไป ฉันคงมีเงินทองเหลือเฟือใช้ชีวิตอย่างสงบสุขยันชาติหน้าเลยทีเดียว"
เธอพึมพำกับตัวเองเบา ๆ อย่างขบขัน
แต่แท้จริงแล้วเธอไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงินทองแม้แต่น้อย คนในครอบครัวต่างจากโลกนี้ไปหมดแล้ว มีเพียงเธอที่ยังสืบทอดร้านขายยานี้ตามเจตนารมณ์ของผู้เป็นปู่
แต่การได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข หลีกหนีจากความวุ่นวาย ไปนั่งจิบชาร้อน ๆ พร้อมอ่านนิยายอย่างที่ชื่นชอบ นับเป็นเรื่องที่เธอใฝ่ฝันมาตลอดหลายปี
ยิ่งยุคสมัยเปลี่ยนผ่าน ยิ่งเข้าสู่ปี 2026 เช่นนี้ แพทย์แผนจีนกลับค่อย ๆ เลือนหาย คนไข้มากมายหันไปนิยมการรักษาแผนปัจจุบันที่เห็นผลรวดเร็ว แม้จะรู้ดีว่ามีผลข้างเคียงตามมามากเพียงใด
เหยาเหยาเงยหน้าขึ้นมองใบประกาศนียบัตรบนฝาผนังที่ระบุว่าเธอจบทั้งแพทย์แผนจีนและแพทย์แผนปัจจุบันอย่างสง่างาม ก่อนถอนหายใจเบา ๆ อย่างระอา
เธอใช้เวลาเรียนแพทย์ไป6ปี ต่อด้วยการเรียนแพทย์เฉพาะทางอายุรกรรมอีก3ปี พอเรียนจบแล้วก็มาเรียนแพทย์แผนจีนต่อ กว่าจะเรียนจบอายุก็ปาไป32แล้ว
"เฮ้อ… แล้วที่เรียนหนักมาทั้งหมดนี่ ฉันเรียนมาเพื่ออะไรกันแน่นะ?"
เหยาเหยาส่ายหน้าไม่เข้าใจตัวเอง เธอจ้องมองเงาสะท้อนของตัวเองผ่านกระจกไม้โบราณ รูปร่างของเธอสูงโปร่ง ผิวขาวเนียนละเอียดดุจหยกชั้นดี ผมดำยาวเงางามราวเส้นไหม ดวงตากลมโตเป็นประกายสดใส ทว่าในยามนี้กลับแฝงไปด้วยความเหงาที่มิอาจซ่อนไว้ได้
บางคราเธอรู้สึกเหมือนมีสายตาคู่หนึ่งคอยเฝ้ามองติดตามเธออยู่ตลอดเวลา แต่ทุกครั้งเธอก็ปลอบใจตัวเองว่า อาจเป็นคุณปู่หรือพ่อแม่ที่คอยเฝ้าดูและปกป้องเธอจากโลกที่เธอต้องเผชิญ
ดวงตาเรียวสวยยังคงจ้องมองใบหน้าตนเองในกระจกก่อนจะถอนหายใจออกมาแผ่วเบา
ทั้งที่ตัวเธอนั้นมีพร้อมทุกอย่าง ทั้งรูปร่างหน้าตา ฐานะ และความสามารถ แต่ชีวิตรักกลับเป็นสิ่งที่ว่างเปล่าราวกับถูกสวรรค์แกล้ง
ผู้ชายทุกคนที่เข้ามาล้วนแต่มองเห็นเธอเป็นเพียงถังข้าวสารให้เกาะกิน คนล่าสุดที่เพิ่งเลิกไปนั้นถือว่าคบนานที่สุดก็ยังไม่ถึงเดือน
เพราะ เธอทนสายตาที่เปี่ยมด้วยความละโมบโลภมากของเขาไม่ได้จริงๆ
"เห้อ… คนสวยอย่างฉันนี่ต้องอยู่เป็นโสดไปจนตายเลยหรอ?ไม่น่ามั้ง?"
เธออดไม่ได้ที่จะพร่ำบ่นออกมาเบา ๆ อย่างขบขันและปลงตกกับชะตาชีวิตที่พลิกผันอย่างรวดเร็วเหลือเกิน
หากย้อนเวลากลับไปในอดีต เธอคงเลือกที่จะใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่ง ในตอนเรียนมีชายหนุ่มที่ดีมากมายเข้ามา แต่เธอกลับปฏิเสธเพราะมัวแต่ตั้งใจเรียนให้จบโดยเร็ว
พอเรียนจบ เธอกลับสนุกกับการทำงานและมุ่งมั่นสร้างฐานะ เผลอเพียงพริบตาอายุของเธอก็มากเสียแล้ว ครั้นจะหาสามีในตอนนี้ก็ยากเย็นเต็มที
"อายุ 34 คืนนี้ก็จะย่าง 35 แล้ว แต่กลับไม่มีใครสักคน… !”
“แต่จะพูดแบบนั้นไม่ได้หรอกนะจ๊ะคนสวย”
เหยาเหยาพูดกับตัวเองในกระจกประดุจคุยกับเพื่อนสนิท
“ สามีในนิยายของฉันน่ะเยอะจนแทบนับไม่ถ้วนแล้วล่ะ"
เสียงหัวเราะน้อย ๆ หลุดออกจากปากบาง ความคิดที่กำลังปั่นป่วนอยู่ในหัวถูกหยุดลงทันที เมื่อกระดิ่งที่ประตูร้านดังขึ้นกรุ๊งกริ๊ง
เหยาเหยาสะดุ้งเล็กน้อย พลันหลุดจากภวังค์ความคิด ก่อนจะหันไปมองร่างเพรียวระหงของหญิงสาวผู้มาเยือนด้วยชุดที่งดงาม รอยยิ้มละมุนอันอ่อนหวานและน้ำเสียงสุภาพดังขึ้นอย่างนุ่มนวล
"สวัสดีค่ะ คุณหมอหลิน"
หลินเหยาเหยายิ้มรับด้วยความอ่อนโยน ดวงตาเปล่งประกายอบอุ่น ต้อนรับคนไข้ด้วยน้ำเสียงไพเราะ
"สวัสดีค่ะ เชิญเข้ามาก่อนค่ะ"
“มีอะไรให้ช่วยคะ?”
“คือฉันอยากให้คุณหมอไปรักษาคน ๆ หนึ่งค่ะ”
หลินเหยาเหยายิ้มตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“ต้องขอโทษนะคะ ฉันไม่ได้รับรักษานอกสถานที่เลยค่ะ ถ้าคนไข้ไม่สะดวกมา ฉันพอจะรู้จักแพทย์แผนจีนท่านอื่นที่ออกตรวจนอกสถานที่ได้นะคะ”
เธอพูดพลางหยิบนามบัตรของเพื่อนร่วมอาชีพขึ้นมายื่นให้
หญิงสาวตรงหน้ารับนามบัตรไปดูครู่หนึ่ง แต่กลับไม่เก็บลงกระเป๋า
“ขอบคุณค่ะ แต่…คุณปู่ของฉันเป็นเพื่อนเก่าของคุณปู่ของคุณ ท่านต้องการให้คุณเป็นคนรักษาค่ะ ถ้าคุณไม่สะดวก ไม่เป็นไรนะคะ ฉันจะเรียนท่านตามนั้น”
ได้ยินคำว่า เป็นเพื่อนของคุณปู่ หลินเหยาเหยาชะงักมือ ทันที
“ขอทราบชื่อคุณปู่ของคุณได้ไหมคะ?”
“ท่านคือ หานหย่งไห่ค่ะ”
ทันทีที่ได้ยินชื่อ หัวใจของหลินเหยาเหยากระตุกวาบ
“คุณปู่หานเป็นอะไรไปคะ? ฉันจะไปเดี๋ยวนี้!”
หญิงสาวตรงหน้าอมยิ้มบาง ๆ เป็นอย่างที่คุณปู่บอกไม่มีผิด ถ้าบอกว่าเป็นท่าน คุณหมอไม่มีทางปฏิเสธแน่นอน
หลินเหยาเหยาไม่รอช้า รีบปิดร้าน คว้ากระเป๋าอุปกรณ์แพทย์แผนจีนแล้วเดินออกจากร้านไปพร้อมกับหญิงสาว
คฤหาสน์ตระกูลหาน
รถยนต์แล่นเข้ามาจอดหน้าคฤหาสน์ตระกูลหานอันโอ่อ่า หานชิงยูลงจากรถก่อนพลางเชิญหลินเหยาเหยาตามเข้าไป
“เชิญค่ะ คุณหลินเหยาเหยา”
“เรียกฉันว่าเหยาเหยาก็ได้ค่ะ คุณชื่ออะไรคะ?”
“ฉัน หานชิ่งยูค่ะ”
“คุณปู่มีอาการอะไรบ้างคะ?”
“ไปถึงคุณจะรู้เองค่ะ”
เมื่อเปิดประตูเข้าไปในห้องนอนกว้างใหญ่ที่มีกลิ่นยาจีนจาง ๆ ลอยอบอวล หลินเหยาเหยาก้าวเดินเข้าไปอย่างเร่งรีบ เธอแทบพุ่งตรงไปยังเตียงไม้สักที่ประดับด้วยม่านสีขาว ไม่แม้แต่จะทักทายใครในห้อง
“คุณปู่! เหยาเหยาเองนะคะ!”
น้ำเสียงสั่นเครือ มือเรียวรีบคว้ามือเหี่ยวย่นขึ้นมาแล้วจับชีพจรอย่างรวดเร็ว
ชายชราบนเตียงยิ้มอ่อนโยน
“อาเหยา มาแล้ว”
น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นจากดวงตาของหญิงสาว เธอก้มลงมองใบหน้าของชายชราที่เคยดูแลเธอเมื่อยังเด็ก คนตรงหน้าเป็นเพียงผู้ใหญ่คนเดียวที่เธอเหลืออยู่บนโลกนี้
“ค่ะ หนูมาแล้ว คุณปู่เป็นยังไงบ้างคะ?”
“ตามประสาคนแก่ เจ็บป่วยธรรมดา”
“ให้หนูฝังเข็มให้ไหมคะ?”
“ไม่ต้องหรอก ปู่เรียกหนูมาเพราะมีของสิ่งหนึ่งที่ต้องให้”
หลินเหยาเหยาขมวดคิ้ว
“ของหรือคะ?”
ชายชราหัวเราะเบา ๆ
“เป็นของที่เฒ่าหลินฝากไว้ให้หนู”
ในห้องเงียบกริบ หานซิงหยูปรายตามองแม่ของตัวเองที่เม้มปากแน่น แต่ไม่ได้พูดอะไร
ชายชราหยิบกล่องไม้เก่าออกมา เปิดเผยให้เห็น กำไลหยกสีเขียวเข้ม ส่องประกายลึกลับ
“ฉันนึกว่าของสิ่งนี้ถึงมือหนูไปนานแล้ว แต่เพิ่งรู้ว่าลูกสาวฉันแอบเก็บมันไว้ ไม่ส่งต่อให้หนู”
บรรยากาศภายในห้องเงียบสงัด ทุกสายตาล้วนจับจ้องมาที่หญิงสาวสองคนอยู่ในหัวข้อสนทนาอย่างไม่กล้าส่งเสียงแม้แต่น้อย
ทุกคนต่างทราบดีว่าคุณผู้หญิงหาน ผู้เป็นบุตรสาวของหานหย่งไห่ ไม่เคยชอบพอหลินเหยาเหยาเลยแม้แต่นิดเดียว ความขุ่นเคืองใจนั้นเกิดจากการที่เธอหลงรักบิดาของเหยาเหยา แต่กลับต้องเจ็บปวดเพราะเขามีคนรักอยู่ก่อนแล้ว
ทั้งสองแต่งงานมีความสุขจนกำเนิดหลินเหยาเหยาเป็นพยานรัก ยิ่งเมื่อทั้งคู่เสียชีวิตไปพร้อมกัน ราวกับจะตอกย้ำความรักอันลึกซึ้งที่เธอไม่อาจได้ครอบครอง ยิ่งทำให้คุณผู้หญิงหานเกลียดชังเหยาเหยาเข้าไส้อย่างยากจะลบเลือน
ท่ามกลางความเงียบ หานหย่งไห่เอื้อมมือออกไปจับมือขาวผ่องของหลานสาวด้วยความอ่อนโยน พลางค่อย ๆ สวมกำไลหยกอันล้ำค่าให้กับเธออย่างทะนุถนอมและเปี่ยมด้วยความเมตตา
“เฒ่าหลินเคยเล่าถึงความลับวิเศษของกำไลหยกชิ้นนี้ ตอนนั้นปู่เพียงฟังแล้วขำขัน แต่ตอนนี้ปู่ปรารถนาอยากให้มันกลายเป็นเรื่องจริง”
เหยาเหยาเอียงคอมองด้วยสายตาสงสัยระคนใคร่รู้ หานหย่งไห่ยิ้มเอ็นดูแล้วกล่าวต่อ
“กำไลวงนี้จะทำให้เจ้าของได้พบกับสิ่งที่ปรารถนา”
หญิงสาวเผยรอยยิ้มกว้าง ดวงตากลมโตส่องประกายระยิบระยับอย่างตื่นเต้นและประหลาดใจในคราวเดียวกัน ทำให้เฒ่าหานหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ เหยาเหยาเองแม้จะไม่เชื่อในคำพูดนั้นนัก แต่เธอก็ยังแสดงท่าทางเช่นนี้เพื่อให้ผู้เป็นปู่มีความสุข
“ของชิ้นนี้เป็นของหลานตั้งแต่แรกแล้ว เฒ่าหลินฝากปู่ให้ดูแลจนถึงวันที่หลานควรได้รับ ซึ่งวันนี้มันก็ล่าช้ามานานเกินไปแล้ว”
หลินเหยาเหยาก้มลงมองกำไลหยกที่ประดับอยู่บนข้อมือของตนอย่างละเอียด พลันดวงตาเบิกกว้างตกตะลึงด้วยความอัศจรรย์ใจ เพราะกำไลหยกที่เธอสวมอยู่นั้นเหมือนกับภาพวาดที่คุณปู่เคยติดไว้ที่ร้านไม่มีผิด
“ขอบคุณค่ะคุณปู่”
หานหย่งไห่ทอดสายตามองหลานสาวที่นั่งอยู่ข้างเตียง ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน แต่ในแววตานั้นซ่อนความเศร้าลึก ๆ เอาไว้
“ทำไมไม่มาหาปู่บ้างเลย อาเหยา?”
น้ำเสียงของชายชราอ่อนโยน ทว่ากลับแฝงไปด้วยความน้อยใจและคิดถึงอย่างปิดไม่มิด
หลินเหยาเหยายิ้มบาง เธอไม่ได้ตอบคำถามตรง ๆ เพราะรู้ดีว่า หากพูดความจริงออกไป คนที่อยู่ในห้องนี้บางคนคงไม่พอใจแน่
“หนูงานยุ่งค่ะ ต้องขอโทษคุณปู่ที่หนูไม่ได้มาหา”
เธอเลือกตอบเพียงเท่านี้ แม้ในใจจะอยากเอ่ยความจริงว่าที่ผ่านมา เธอถูกขัดขวางไม่ให้เข้าพบ ไม่ใช่เพราะเธอไม่อยากมา แต่เพราะเธอ ไม่ได้รับอนุญาต ให้มา
หานหย่งไห่จ้องมองหลานสาวด้วยสายตาที่อ่านทะลุทุกอย่าง เขาไม่ใช่คนโง่ และรู้ดีว่าเป็นฝีมือของลูกสาวตัวเองที่ขัดขวางไม่ให้หลานสาวที่เขารักมาเยี่ยมเยียน
ชายชราถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ก่อนจะหยิบเอกสารบางอย่างขึ้นมาจากโต๊ะข้างเตียง มือเหี่ยวย่นยื่นมันให้
“นี่คือที่ดิน ที่ปู่ชดเชยให้หนูนะ อาเหยา”
หลินเหยาเหยามองซองเอกสารในมือของปู่ ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ
“ไม่เป็นไรค่ะ หนูมีที่ดินเยอะแยะแล้ว”
เธอปฏิเสธด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย ริมฝีปากยังคงมีรอยยิ้มบางเบา แต่ในใจกลับรู้สึกหนักอึ้ง ของร้อนเช่นนี้ ใครจะกล้ารับกันเล่า!
หากเธอรับไป มีหวังได้ถูกตามล่าแน่! เธอไม่อยากให้ตัวเองต้องตกเป็นเป้าหมายของคนในตระกูลหานไปมากกว่านี้….
แต่ก่อนที่เธอจะเอ่ยปฏิเสธเป็นครั้งที่สอง เสียงของหญิงวัยกลางคนก็ดังขึ้นขัดจังหวะ
“คุณพ่อคะ คุณหมอให้พักผ่อนมาก ๆ ควรพักได้แล้วค่ะ”
หลินเหยาเหยาหันไปมองต้นเสียง หญิงวัยกลางคนที่ยืนอยู่ไม่ใช่ใครอื่น คุณนายหาน มารดาของหานซิงหยู และเป็นผู้ที่ขัดขวางไม่ให้เธอเข้าพบปู่มาโดยตลอด
เธอรับรู้ถึงบรรยากาศเย็นเยียบที่แผ่กระจายออกมา ในสายตาของตระกูลหาน หากไม่ใช่เพราะคุณปู่หาน เธอสาบานจะอยู่ให้ไกลคนพวกนี้!
หลินเหยาเหยาไม่พูดอะไร เพียงแค่จับมือของชายชราขึ้นมาแนบแก้ม ดวงตาของเธออ่อนโยนแต่แฝงด้วยความตื้นตัน
“คุณปู่คะ… ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง ขอบคุณที่คอยดูแลและเอ็นดูหนูมาตั้งแต่ยังเล็กๆ หนูมีความสุขมากจริงๆ ค่ะ”
น้ำเสียงของเธอแผ่วเบาแต่กลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและจริงใจ คำพูดเหล่านี้คือความปรารถนาที่เธอคิดไว้เสมอมา เธอมักจะจินตนาการอยู่บ่อยครั้งว่า หากวันหนึ่งสวรรค์เมตตาให้เธอได้พบคุณปู่อีกสักครั้ง เธอจะบอกกล่าวความในใจออกไปเช่นนี้ และวันนี้ก็มาถึงแล้ว
หานหย่งไห่หัวเราะเสียงดัง แม้ร่างกายจะอ่อนแรง แต่เสียงหัวเราะของเขากลับเต็มไปด้วยความสุข
หลังจากออกจากคฤหาสน์ตระกูลหาน หลินเหยาเหยากลับมาถึงบ้าน เธอถอนหายใจเฮือกหนึ่งมือเรียวเอื้อมไปที่ข้อมือ หวังจะถอดกำไลหยกที่คุณปู่เพิ่งสวมให้ออก…แต่…
“หืม? ถอดไม่ออก?”
เธอขมวดคิ้ว กำไลดูเหมือนจะติดแน่นไปกับข้อมือของเธอ
เธอลองออกแรงดึงอีกครั้ง แต่ไม่ว่าทำอย่างไร มันก็ไม่ขยับแม้แต่น้อย
หลินเหยาเหยาถอนหายใจ ก่อนจะยิ้มบาง ๆ พลางพึมพำกับตัวเอง
“ใส่ไว้ก่อนก็แล้วกัน ถือว่าเป็นของขวัญวันเกิดจากคุณปู่ พรุ่งนี้ค่อยใช้ผ้ามาพันถอดออกแบบในคลิป”
เธอพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงแฝงแววขบขัน แล้วเดินขึ้นไปยังห้องนอนชั้นบน อาบน้ำก่อนจะล้มตัวลงบนเตียงใหญ่ที่ปูด้วยผ้าปูเนื้อดี เหยาเหยาหยิบนิยายเล่มโปรดที่วางอยู่ข้างเตียงขึ้นมาอ่านเพื่อผ่อนคลาย
“พรุ่งนี้ก็สามสิบห้าแล้วสินะ…”
เธอพึมพำเบา ๆ ด้วยรอยยิ้มจาง ๆ พลางพลิกหน้าหนังสืออย่างเพลิดเพลิน
ในความเงียบสงบของราตรี เวลาค่อย ๆ ล่วงเลยผ่านไปอย่างรวดเร็ว กระทั่งเสียงนาฬิกาตีบอกเวลาเที่ยงคืน ดวงตาคู่สวยจึงเริ่มปรือขึ้นด้วยความเหนื่อยล้า เหยาเหยาวางหนังสือเล่มโปรดลงข้างกาย พลางเผยรอยยิ้มหวานอบอุ่น
“สุขสันต์วันเกิดนะ หลินเหยาเหยา…”
น้ำเสียงอ่อนหวานเอ่ยกับตัวเองอย่างแผ่วเบา ทันใดนั้นสายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นกำไลหยกสีเขียวสดใสที่สะท้อนแสงไฟระยิบระยับอยู่บนข้อมือเรียวบาง
“หยกที่ทำให้เจ้าของสมปรารถนา…งั้นเหรอ?”
หลินเหยาเหยาพึมพำกับตัวเองอย่างขบขัน กลั้นหัวเราะเบา ๆ ดวงตากลมโตเปล่งประกายแวววับด้วยความซุกซน เธอมองกำไลหยกสีเขียวบนข้อมือด้วยความสนอกสนใจ ก่อนจะขยับตัวขึ้นนั่งหลังตรง พลางประสานมือเข้าหากันอย่างตั้งอกตั้งใจ สีหน้าจริงจังราวกับกำลังอธิษฐานขอพรจากเทพเจ้า
“ขอสามีได้ไหม?…ขอแบบด่วนที่สุด เจอพรุ่งนี้แต่งพรุ่งนี้เลย! อายุฉันก็เยอะแล้ว เดี๋ยวจะมีลูกไม่ทัน อ่อๆ เกือบลืม ที่สำคัญขอหล่อมากๆ แบบพระเอกในซีรีส์เลยนะ ขอขาว สูง รวย ร้ายกับคนทั้งโลกแต่รักฉันคนเดียว แบบนี้พอจะมีให้ไหมเนี่ย?”
พูดจบ เธอก็หลุดหัวเราะร่วนออกมาอย่างอดไม่ได้ หญิงสาวถอนหายใจเบาๆ พร้อมรอยยิ้มขันปนเขินอาย
“เฮ้อ… ใครจะไปคิดล่ะว่าผู้หญิงสวยรวยเก่ง เพียบพร้อมทุกอย่างอย่างฉัน ต้องมานั่งขอพรวันเกิดในสิ่งที่ตัวเองไม่มีแบบนี้ รู้ถึงไหนอายถึงนั่นเลยจริงๆ”
เหยาเหยาส่ายหน้ากับตัวเองอย่างขำๆ แม้จะรู้ว่าพรที่ขอนั้นไร้สาระจนแทบเป็นไปไม่ได้ แต่คืนนี้เธอจะถือว่ามันเป็นของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ที่เธอมอบให้ตัวเองก็แล้วกัน!
คิดได้ดังนั้น เธอก็หัวเราะคิกคักเบาๆ อีกครั้ง ก่อนจะหันไปมองหนังสือนิยายที่วางอยู่ข้างตัว
“เก่งมากเหยาเหยา เหลืออีกครึ่งเรื่องเอง พรุ่งนี้ค่อยอ่านต่อก็ได้ ยังไงพรุ่งนี้ร้านก็ปิดอยู่ดีนี่นา…”
เธอพูดปลอบใจตัวเองเบาๆ พร้อมกับหาวเล็กน้อย จากนั้นจึงเอื้อมมือเรียวไปดับโคมไฟที่หัวเตียง แต่ก่อนที่ปลายนิ้วจะสัมผัสถึงโคมไฟนั้น…
“พรึ่บ!”
แสงสีขาวสว่างจ้าก็พุ่งวาบออกมาจากกำไลหยกบนข้อมือ ราวกับว่ามีพลังบางอย่างถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอย่างกะทันหัน!
เหยาเหยาสะดุ้งสุดตัว ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตกใจ เธอพยายามขยับกายหนี แต่ร่างกายกลับรู้สึกหนักอึ้งจนขยับไม่ได้แม้เพียงนิ้วเดียว
“นี่มันอะไรกัน…!”
“อย่าบอกนะว่า….”
บทที่2
ความรู้สึกแปลกประหลาดก่อตัวขึ้นทั่วร่าง แรงดึงดูดมหาศาล พุ่งเข้าใส่ราวกับพายุ ดูดกลืนสติสัมปชัญญะของเธอจนสิ้น หลินเหยาเหยาไม่มีโอกาสแม้แต่จะกรีดร้อง ร่างกายของเธอถูกฉุดกระชากไปในความเวิ้งว้าง
“อึก…!”
แล้วทุกอย่างก็จบลง… เสียงลมหายใจเฮือกใหญ่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ
“เฮือก!!”
ปอดของเธอเหมือนถูกจุดขึ้นใหม่ รีบโกยอากาศเข้าไปอย่างเร่งรีบ มือเรียวกำเสื้อของตัวเองแน่น ดวงตากลมโตเบิกกว้าง ขณะที่ร่างกายสั่นสะท้าน
“ที่นี่…ที่ไหน!?”
ภาพตรงหน้าแตกต่างจากทุกสิ่งที่เธอรู้จัก ห้องปูนสีขาว เครื่องเรือนเก่าแก่ ของใช้ล้าสมัยวางอยู่ข้างหัวเตียง โต๊ะเครื่องแป้งที่มีผ้าปักลายดอกเหมยปกคลุม ทุกอย่าง…ให้ความรู้สึกเหมือนเธอหลุดเข้าไปใน ยุคอดีต
“โอ๊ย!”
ความปวดแปลบแล่นเข้าสู่ศีรษะราวกับคมดาบแทงทะลุ ข้อมูลหลั่งไหลเข้ามาในหัวของเธอ ภาพของใครบางคน ฉากชีวิตที่ไม่ใช่ของเธอพุ่งเข้ามาราวกับน้ำหลากเมื่อทุกอย่างสิ้นสุด หลินเหยาเหยาแทบอยากจะกรีดร้องเธอรู้แล้วว่าตัวเองอยู่ที่ไหน
“ให้ตายเถอะ! ฉันทะลุมิติเข้ามาในนิยาย!”
เสียงหวานของหลินเหยาเหยาร้องออกมาด้วยความตกใจปนหงุดหงิด ดวงตากลมโตเบิกกว้างเต็มไปด้วยความสับสน เธอมองรอบห้องด้วยสายตาหวาดระแวงและมึนงง ก่อนจะยกมือเรียวบางขึ้นกุมขมับด้วยความปวดหัวรุนแรง
“แล้วทำไม…ต้องเป็นเรื่องนี้ด้วย!? ถ้ารู้ว่าจะทะลุมิติมาอยู่ในนิยายได้จริง เมื่อคืนฉันจะเลือกอ่านนิยายแนวฮาเร็ม 30+ ไปเลย! นี่มันบ้าชะมัด!?”
หญิงสาวบ่นอย่างหัวเสีย แต่สวรรค์ช่างไม่เข้าข้าง ในคืนวันเกิดแทนที่เธอจะหยิบนิยายสนุกสุดแซ่บมาอ่าน กลับดันเลือกอ่านนิยายรักยุค 80s ที่ดราม่าปวดหัวจนน่าปวดใจไปแทนเสียอย่างนั้น!
“ใจเย็น ๆ ก่อนเหยาเหยา ตั้งสติแล้วหาทางกลับไปให้ได้ก่อน…”
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พลางลุกขึ้นอย่างช้า ๆ และเริ่มเดินสำรวจภายในห้องอย่างระมัดระวัง ดวงตาของเธอหยุดอยู่ที่กำไลหยกสีเขียวสดที่อยู่บนข้อมือ ซึ่งยังคงเปล่งแสงอ่อน ๆ ราวกับจะบอกอะไรบางอย่าง
“แกใช่ไหมที่พาฉันมาน่ะ? แบบนี้แกต้องรับผิดชอบชีวิตฉันด้วยนะ!”
เธอยกข้อมือขึ้นพูดกับกำไลอย่างจริงจัง แต่กลับไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ
“ฉันขอพรเป็นสามี! สามีสุดหล่อสุดรวย ไม่ได้ขอให้ส่งฉันทะลุเข้ามาในนิยายแบบนี้สักหน่อย! พาฉันกลับไปเดี๋ยวนี้เลยนะ!”
แต่แน่นอนว่ากำไลหยกยังคงนิ่งสนิท ไม่มีการตอบสนองใด ๆ เหยาเหยาขมวดคิ้วแน่นก่อนจะเม้มปากด้วยความหงุดหงิดและกังวลในคราวเดียวกัน
เธอพยายามคิดหาเหตุผล หรือบางทีนี่อาจจะเป็นแค่ความฝัน…
“ใช่ ๆ นี่อาจจะแค่ฝันก็ได้ เหยาเหยาเธอต้องตื่นได้แล้ว!”
หญิงสาวสูดลมหายใจลึก ก่อนจะตัดสินใจตบหน้าตัวเองอย่างแรง เสียงเพี๊ยะ! ดังชัดจนใบหน้าขาวใสของเธอแดงระเรื่อ ความเจ็บแสบแล่นริ้วไปทั่วแก้มเรียว
“ฮืออ….!”
มือรีบลูบแก้มป้อย ๆ เพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวด ก่อนจะถอนหายใจอย่างหนักอึ้ง
“ความเจ็บระดับนี้…คงไม่ใช่ความฝันแล้วล่ะ นี่มัน…ของจริง!”
หญิงสาวทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงด้วยความรู้สึกหนักใจอย่างที่สุด เธอพยายามตั้งสติประมวลข้อมูลที่เพิ่งได้รับจากความทรงจำของร่างนี้ ทว่ากลับยิ่งสร้างความสับสนให้มากขึ้นไปอีก
“ทำไมความทรงจำที่ฉันได้รับมา มันถึงมีแต่ส่วนที่เกี่ยวข้องแค่กับเนื้อเรื่องในนิยายล่ะ แล้วก่อนหน้านั้นล่ะ…?”
เธอหลับตานึกถึงใบหน้าของพ่อแม่ เรื่องราววัยเด็ก ทุกอย่างกลับเลือนรางราวกับถูกหมอกควันบดบังไว้จนแทบจะจำอะไรไม่ได้ มีเพียงแค่ความทรงจำที่ขาด ๆ หาย ๆ เกี่ยวกับครอบครัวซ่งที่พอจะปะติดปะต่อได้บ้าง
“ให้ตายเถอะ…นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย!”
เหยาเหยาสลัดความทรงจำของร่างทิ้งไปทันที เธอรีบเรียบเรียงสิ่งที่เธอรู้ใหม่
นิยายเรื่องนี้… เป็นเรื่องราวของความรักแสนหวานระหว่าง ซ่งฮ่าวเฉิน ทหารหนุ่มแห่งกองทัพ กับ ว่านเจินจู หญิงสาวจากชนบทที่ดิ้นรนจนกลายเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ทั้งสองต่อสู้เพื่อความรักของกันและกัน
แต่นั่นมันคืออนาคต!อีกหนึ่งปีข้างหน้าพวกเขาถึงจะค่อยพบกันเพราะตอนนี้ ซ่งฮ่าวเฉินยังเป็นเพียงนักเรียนมัธยมปลาย อายุเพียง 18 ปีเท่านั้น ส่วนเธอ…
หลินเหยาเหยารู้สึกหนาวเยือกขึ้นมาทันทีเมื่อคิดถึงบทบาทของตัวเอง เธอเป็นแค่ ตัวประกอบที่ถูกปูทางให้มาตาย
ใช่แล้ว… เธอเป็นคู่หมั้นของซ่งฮ่าวเฉิน พระเอกของเรื่อง
เด็กสาวที่ถูกครอบครัวของเขารับเข้ามาเลี้ยงดูเมื่อหนึ่งปีก่อน พ่อแม่ของร่างนี้ตายเพราะปกป้องพ่อแม่ของพระเอก มันเป็นโศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ราวกับนักเขียน เขียนเรื่องราวส่ง ๆ ให้จบไว ๆ
ในวันนั้น พ่อแม่ของเธอเลือกจะยืนหยัดเพื่อช่วยเหลือเพื่อนรัก ยอมแลกชีวิตของตนเพื่อรักษาอีกสองชีวิตไว้ และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอถูกตระกูลซ่งรับมาอุปการะเธอทันที
และเพราะคำมั่นสัญญาลอย ๆ ในอดีต ที่พวกเขามีไว้ให้ซึ่งกันและกัน เธอกับซ่งฮ่าวเฉินจึงถูกกำหนดให้แต่งงานกันตั้งแต่เด็ก ในวันที่เธอสูญเสียทุกอย่าง ตระกูลซ่งจึงยื่นเข้ามาช่วยเหลือทันที
ป้าหรงอี้ เป็นคนแรกที่โอบกอดเธอเอาไว้ ไม่เคยคิดรังเกียจ ไม่เคยแสดงออกถึงความไม่เต็มใจ ซ้ำยังให้เธอย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านอย่างเต็มใจ
แต่นั่นไม่ใช่สำหรับ ซ่งฮ่าวเฉิน สำหรับเขาการที่เธอย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ไม่ต่างอะไรกับการถูกบังคับให้แบกรับสิ่งที่เขาไม่เคยต้องการและที่เลวร้ายไปกว่านั้น…ร่างนี้ดันยึดติดกับเขาอย่างหนัก!
ในนิยายบรรยายวีรกรรมของหลินเหยาเหยาคนเดิมไว้ว่า เคยเดินตามเขาราวกับเงายามเขาเดินไปโรงเรียนเธอจะรีบคว้ากระเป๋าแล้ววิ่งตาม ยามเขาพูดคุยกับเพื่อนผู้หญิงคนอื่น เธอจะเข้าไปแทรกกลาง ยามเขาพยายามตีตัวออกห่าง เธอจะร้องไห้ฟูมฟายเพื่อเรียกร้องความสนใจ
เธอเคยสร้างปัญหาให้เขามากมายจนเพื่อนของเขาต่างไม่กล้าเข้าใกล้ เพราะไม่อยากมีปัญหากับว่าที่คู่หมั้นจอมเอาแต่ใจนั่นจึงทำให้ซ่งฮ่าวเฉิน… เกลียดคู่หมั้นของตัวเองเข้าไส้
หลินเหยาเหยาในตอนนี้เม้มริมฝีปากแน่นเธอเข้าใจแล้วว่า…ทำไมในนิยายตัวละครนี้ถึงต้องถูกเขียนให้ตายไปในเร็ววัน เพราะการมีอยู่ของเธอจะเป็นอุปสรรคต่ออนาคตของพระเอกกับนางเอก
และการตายของเธอจะเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้ซ่งฮ่าวเฉิน รู้สึกผิดและเขาบอกกับตัวเองว่าหากเขามีคนรักหรือคู่หมั้นอีกครั้งเขาจะดูแลมันอย่างดี
ซ่งฮ่าวเฉินค่อย ๆ เปิดใจให้กับว่านเจินจู นางเอกของเรื่อง และเมื่อพวกเขารักกัน เส้นทางชีวิตก็ถูกขีดเขียนไว้อย่างสมบูรณ์ตามฉบับนิยายรักแม้เธอจะยังอ่านไม่จบ…แต่นิยายรักมันก็ประมาณนี้ทั้งนั้น
“แน่นอน แต่…แล้วฉันล่ะ!?”
หลินเหยาเหยากำหมัดแน่น ความหวาดหวั่นก่อตัวขึ้นในใจ ทำไมเธอถึงต้องเป็นเหยื่อของเส้นเรื่องนี้ ใครจะรักกันก็รักกันไปสิ! เธอไม่อยากถูกใครมากำหนดชีวิต
ไม่อยากเป็นเพียงแค่ตัวละครที่ต้องถูกกำจัดเพื่อเปิดทางให้กับพระเอกนางเอก และที่สำคัญที่สุด เธอไม่อยากตายในอีกไม่กี่วันข้างหน้า!
เธอจำได้ขึ้นใจ นักเขียนกำหนดให้ตัวละครหลินเหยาเหยา จบชีวิตลงอย่างอนาถในฉากที่เธอพุ่งเข้าไปรับแรงกระแทกแทนซ่งฮ่าวเฉินจากอุบัติเหตุรถชน
เหตุการณ์นั้นเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้พระเอกรู้ซึ้งถึงความรัก หากไม่มีการเสียสละของเธอ ก็คงไม่มีแรงกระตุ้นให้พระเอกรู้ว่าควรจะรักษาคนรักไว้ ปกป้องคนที่รักสุดหัวใจ แต่เดี๋ยวก่อน….คนตายอีกคนไปรักอีกคน!
“โอ้ แม่เจ้า! ตรรกะละอะไรเนี้ย… แล้วแบบนี้ฉันจะหาทางรอดชีวิตได้ยังไง!?”
เมื่อเริ่มคิดหาทางออก หลินเหยาเหยาตระหนักขึ้นมาได้ว่าวันนี้เป็นวันที่มีระบุในนิยาย หลินเหยาเหยาจะต้องร้องไห้โวยวายเพราะซ่งฮ่าวเฉินออกไปเรียนโดยไม่รอเธอ
นั่นเป็นฉากหนึ่งในนิยายที่ตอกย้ำว่าพระเอกรังเกียจตัวประกอบอย่างเธอแค่ไหน
“แต่ถ้าฉันไม่โวยวายล่ะ!?”
ใช่แล้ว! ถ้าเธอเปลี่ยนการกระทำของตัวเอง เธอก็อาจจะเปลี่ยนเส้นเรื่องได้!
เหยาเหยาลุกพรวดจากเตียง รีบวิ่งไปที่กระจกข้างโต๊ะเครื่องแป้ง สะท้อนภาพของหญิงสาวที่มีใบหน้างดงาม ผิวขาวละเอียดราวหยก ดวงตากลมโตเปล่งประกาย ริมฝีปากสีชมพูระเรื่อสวยราวดอกไม้แรกแย้ม
“โอ้ว…เด็กคนนี้ฉันสวยชะมัด!”
แต่ยังไม่มีเวลามัวชื่นชมตัวเอง เธอต้องรีบแต่งตัวไปเรียนให้ทัน ก่อนที่ฉากเดิมจะเกิดขึ้น!
สองขารีบก้าวลงบันไดมุ่งไปยังชั้นล่าง แต่เมื่อสายตาเหลือบเห็นแผ่นหลังกว้างของซ่งฮ่าวเฉินกำลังก้าวออกจากบ้าน เธอกลับชะงัก
ฉันไม่ควรเรียกเขาไว้! เธอต้องปล่อยให้เขาออกไปสวย ๆ โดยที่เธอไม่พูดอะไร ไม่ร้องไห้ ไม่โวยวาย แค่เงียบ ๆ และทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่….ทำไม…ทำไมน้ำตาเธอถึงไหลออกมาล่ะ!?
“ฮึก…”
น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลลงมาอย่างควบคุมไม่ได้ เธอกัดริมฝีปากแน่น พยายามสะกดกลั้นอารมณ์ แต่น้ำตามันกลับไหลออกมาเองโดยที่เธอไม่ต้องการให้มันเป็นแบบนั้น
‘ไม่! ฉันไม่ยอมทำตามบทแน่!’
เธอพยายามบอกตัวเอง แต่ร่างกายกลับไม่ฟังคำสั่ง เสียงสะอื้นดังขึ้นเรื่อย ๆ จนสุดท้ายเธอก็ร้องไห้ออกมาเสียงดังลั่น
“ฮือออออ!!”
เสียงร้องไห้ของเหยาเหยาดังไปทั่วบ้าน
ร่างสูงของซ่งฮ่าวเฉินหยุดเดินชั่วครู่ราวกับรับรู้ได้ถึงเสียงนั้น แต่สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะเดินออกไปโดยไม่หันกลับมาเลยสักนิด
ไม่นานนัก ร่างของซ่งหรงอี้ก็ปรากฏขึ้น หญิงวัยกลางคนผู้เป็นมารดาของฮ่าวเฉินรีบวิ่งเข้ามาทันที
“อาเหยา มาหาป้าเร็ว!”
หลินเหยาเหยาที่พยายามจะฝืน กลับโผเข้ากอดซ่งหรงอี้ทันที เธอกัดปากแน่น พยายามสะกดคำพูดเอาไว้ เพราะรู้ดีว่าแค่เธอเผลอหลุดปากอะไรออกไป เรื่องมันจะยิ่งเลวร้ายขึ้นอีก
แต่ไม่พูดก็ไม่มีประโยชน์ เพราะ…ซ่งหรงอี้เข้าใจไปเองเรียบร้อยแล้ว! หญิงวัยกลางคนกวาดตามองหาลูกชายของตนทันที
“อาเฉินใช่ไหม!? เขาไม่รอหนูไปโรงเรียนใช่ไหม!? ป้าจะจัดการเขาให้เอง!”
หลินเหยาเหยาพยายามจะพูดออกไปว่า ไม่ใช่นะ! ไม่เกี่ยวกับเขา! แต่ไม่ว่าจะพยายามขยับริมฝีปากแค่ไหน เสียงกลับไม่หลุดออกจากลำคอ ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างกำลังบีบบังคับให้เธอเงียบ
ร่างกายของเธอแข็งค้างอยู่กับที่ ดวงตาสั่นระริกขณะที่หัวใจเต้นรัว
‘นี่เธอกำลังถูกควบคุม!’
เธอพยายามตะโกนก้องอยู่ในใจ อยากจะปฏิเสธ อยากจะบอกให้ป้าหรงอี้หยุด แต่เสียงกลับติดอยู่ที่ลำคอ ทำได้เพียงอ้าปากพะงาบ ๆ อย่างหมดหนทาง แต่แล้วในที่สุด…
“เป๊าะ”
เสียงดีดนิ้วแผ่วเบาดังขึ้นในอากาศ ราวกับเป็นสัญญาณบางอย่าง
ทันใดนั้น ร่างของหลินเหยาเหยาก็กลับมาควบคุมได้อีกครั้ง!
“เดี๋ยวค่ะ ป้า!! “
เธอพยายามจะห้าม แต่มันสายไปแล้ว เย็นวันนั้น ทุกอย่างยังคงเป็นไปตามเนื้อเรื่อง ซ่งฮ่าวเฉินถูกแม่ของตัวเองตำหนิจนหน้าดำหน้าแดง และเขาหันมามองเธอด้วยสายตาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
คืนนั้น…หลินเหยาเหยาพยายามตั้งสติ คิดหาทางรอดอย่างรวดเร็ว ฉากที่เธอจะต้องตาย…กำลังใกล้เข้ามาทุกขณะ เธอจำมันได้ดี เธอจะต้องพุ่งเข้าไปรับแรงกระแทกจากรถแทนพระเอก เธอจะถูกชนกระเด็นไปกลางถนน เลือดอาบพื้น และซ่งฮ่าวเฉินจะมีตราบาปติดตัวไปตลอดชีวิต
หลังจากนั้น…เมื่อเขามีคนรักอีกครั้ง เขาจะรักว่านเจินจูสุดหัวใจ เขาจะไปเคารพหลุมศพของเธอทุกปี และเอ่ยคำขอโทษที่ไม่มีวันได้ยินคำตอบ
“ไม่! ฉันไม่ให้อภัย เพราะฉันก็จะไม่ยอมตายเด็ดขาด!”
เธอต้องหาทางรอดให้ได้ แต่จะทำยังไงดี? ถ้าเนื้อเรื่องมันเปลี่ยนไม่ได้
“หากฉันถูกควบคุมอย่างวันนี้ นั่นหมายความว่าฉันจะต้องเดินออกไปให้รถชน”
อ๊าก! แล้วเธอจะรอดจากโชคชะตานี้ยังไง!?
“คิดค่อย ๆ คิดใจเย็น ๆ เหยาเหยาเธอต้องคิดได้!”
บทที่3
หลินเหยาเหยาตั้งใจอยู่ห่างจากซ่งฮ่าวเฉินให้มากที่สุด หลังจากวันที่เธอพบว่าตัวเองถูกควบคุมโดยไม่สามารถขัดขืนบทของนิยายได้ เธอเริ่มสังเกตบางอย่าง
ทุกครั้งที่เธอไม่ได้อยู่ในฉากสำคัญของนิยาย หรือเรียกง่าย ๆ ว่าไม่บทของตัวประกอบอย่างเธอ ทุกอย่างก็จะปกติ
เธอจะสามารถควบคุมร่างกายและการกระทำของตัวเองได้อย่างอิสระ นั่นหมายความว่า…เธอจะถูกบังคับให้เล่นตามบทก็ต่อเมื่อมีการบรรยายเหตุการณ์สำคัญในนิยายกำลังเกิดขึ้น
สายตาของเธอลดต่ำลงไปยังปฏิทินบนโต๊ะ หากเธอจำไม่ผิด อีกสองวันข้างหน้าคือ วันสอบสุดท้าย และวันนั้นก็คือวันตายของเธอ!
เธอพยายามปรับตัว รีบออกจากบ้านก่อนซ่งฮ่าวเฉินและกลับบ้านโดยไม่ดักรอเขาอีกต่อไป ทว่าพฤติกรรมเช่นนี้กลับทำให้ซ่งฮ่าวเฉินแปลกใจอยู่บ้าง แต่เขาก็เชื่อว่า…นี่คงเป็นแผนเรียกร้องความสนใจของเธออีกตามเคย
ในครัว หลินเหยาเหยากำลังช่วยป้าหรงอี้เตรียมอาหาร ช่วงหลังมานี้ เธอรับหน้าที่ทำอาหารให้ทุกคน นี่เป็นส่วนหนึ่งของแผน เธอตั้งใจจะออกจากบ้านหลังนี้หลังจากฉากสำคัญจบลง
และเมื่อถึงวันนั้น เธอจะไม่ถูกควบคุมอีกต่อไป ดังนั้น…สิ่งที่เธอสามารถตอบแทนได้ในตอนนี้ เธอจะทำให้ดีที่สุด
ความจริงเหยาเหยามีเรื่องสงสัยอยู่เรื่องหนึ่งคือ ร่างนี้มีเงินเก็บอยู่ในกล่องเหล็กถึงหนึ่งร้อยหยวน เงินนี้ถือว่าเยอะมากสำหรับเด็กอายุสิบแปด ทั้ง ๆ ที่ครอบครัวซ่งรับเธอมาเลี้ยงดู แต่เวลาที่ไปเรียนเธอกับไม่เคยได้เงินไปเรียนสักวันเดียว แล้วเงินนี้มาจากไหน? หรือพวกเขาให้เงินเธอไว้ล่วงหน้า? หากถามไปคงดูไม่ดีและอาจจะถูกสงสัยได้
มือเรียวเอื้อมไปหยิบจานผัดผักที่เพิ่งทำเสร็จ แต่ทันใดนั้นเธอกลับชะงักเปลี่ยนใจ
“เก็บ…ไว้ก่อน…ดีกว่า”
เสียงพึมพำแผ่วเบาลงเรื่อย ๆ ขณะที่ร่างกายของเธอสั่นสะท้าน
จานผัดผักที่เธอถือมัน…หายไป! ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้น เมื่อครู่มันยังอยู่ตรงนี้!
“เหยาเหยา เป็นอะไรหรือเปล่า?”
“เปล่าค่ะ…คุณป้า”
เธอตอบพลางปรับสีหน้าให้เป็นปกติ แต่ในดวงตามีประกายวูบไหวแทรกเข้ามา มันต้องใช่แน่ๆ… ขอให้ใช่เถอะ! เธอรีบหันหลัง ตั้งสมาธิแล้วคิดถึงผัดผักที่เพิ่งหายไป
“ผัดผัก!”
พรึ่บ!
จานผัดผักที่หายไปเมื่อครู่ ปรากฏขึ้นมาในมือของเธออีกครั้ง!
หลินเหยาเหยาแทบอยากกรี๊ดออกมา เธอก้มลงมองกำไลหยกบนข้อมือ ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้นปนซาบซึ้งใจ
“คุณป้าคะ หนูทำผัดผัก ต้มจืด กับปลาสามรสไว้เรียบร้อยแล้ว วันนี้หนูรู้สึกไม่ค่อยสบาย ขอตัวไปพักก่อนนะคะ”
“ไม่กินข้าวก่อนเหรอ อาเหยา?”
“ไม่ค่ะ หนูอิ่มแล้ว”
พูดจบ เธอก็รีบเดินขึ้นห้องไปทันที ไม่แม้แต่จะเหลียวมองซ่งฮ่าวเฉินที่เดินสวนลงมา
เธอปิดประตู ล็อกแน่นหนา ก่อนจะรีบหันกลับมามองกำไลในมือด้วยแววตาเป็นประกาย
“นี่มันต้องเป็นมิติวิเศษแน่ๆ!”
เธอเคยอ่านนิยายมาหลายเรื่อง แต่กลับลืมไปได้ยังไงว่ามีบางเรื่องที่พวกทะลุมิติจะได้รับมิติลับแบบนี้!เธอลองจับกำไลแน่น แล้วเอ่ยเสียงหวานด้วยรอยยิ้ม
“เข้ามิติ”
เหยาเหยาลืมตาขึ้นด้วยความตื่นเต้น แต่สิ่งที่เห็นยังคงเป็น…ห้องของเธอ คิ้วสวยขมวดเข้าหากัน เธอทำอะไรผิดหรือเปล่า?เธอลองหยิบหมอนใบหนึ่งขึ้นมา
“เก็บ!”
พรึ่บ!
หมอนตรงหน้าหายไปในอากาศอย่างไร้ร่องรอย!
“หมอน!”
พรึ่บ!
หมอนปรากฏขึ้นตรงหน้าทันที! เธอครุ่นคิด หรือว่าเธอจะไม่สามารถเข้าไปได้ มิตินี้อาจเป็นเพียงที่เก็บของธรรมดา?
ร่างเล็ก ๆ ห่อเหี่ยวขึ้นมาเล็กน้อย น่าเสียดายจริง ๆ นึกว่าจะได้มีมิติวิเศษเหมือนนางเอกคนอื่น ฉันอยากได้…
“สบู่!”
พรึ่บ!
“ยาสีฟัน!”
พรึ่บ!
“แปรงสีฟัน!”
พรึ่บ!
“กระเป๋าแพทย์!”
พรึ่บ!
หลินเหยาเหยาคว้าหมอนมาอุดปากแล้วกรี๊ดลั่น
“ ฮ่า ๆๆๆๆ!”
เสียงหัวเราะของเธอดังสนั่นไปทั่วห้อง
ด้านนอก ซ่งฮ่าวเฉินยืนอยู่หน้าประตูด้วยสีหน้าครุ่นคิด ในมือยังถือถาดอาหารที่ถูกตักแบ่งไว้ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันทันทีเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะร่าเริงดังลั่นออกมาจากในห้องของเหยาเหยา
ดวงตาลึกคมของเขาหรี่ลงเล็กน้อย ประกายแห่งความสงสัยปนขุ่นเคืองฉายชัดออกมา
“ถ้าหัวเราะได้ขนาดนี้…ก็คงไม่ได้ป่วยหนักอย่างที่แม่บอกสินะ”
ความหงุดหงิดและไม่พอใจค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจเขา ซ่งฮ่าวเฉินถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ปรับสีหน้าให้เรียบนิ่งดังเดิม แล้วจึงเคาะประตูอย่างเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก”
หลินเหยาเหยารีบเก็บของทุกอย่างเข้าไปในมิติ แล้วตรงไปเปิดประตู เมื่อเห็นซ่งฮ่าวเฉินยืนอยู่ตรงหน้าพร้อมถาดข้าว เธอรีบรับมาอย่างเร็ว แล้วพูดขอบคุณเสียงเบา ก่อนจะปิดประตูใส่เขาทันที
เธอไม่ได้สนใจอาหารที่เขานำมาเลย ตอนนี้สิ่งที่เธอสนใจมีเพียงกำไลมิตินี้!
เหยาเหยาลองคิดถึงจักรยานที่จอดอยู่ในบ้านของเธอ
“จักรยาน!”
พรึ่บ!
เธออ้าปากค้าง นี่มันจักรยานของปู่ที่จอดอยู่ในบ้าน
“เก็บ!”
จักรยานหายไปอีกครั้ง!
เธอพอจะเข้าใจแล้วว่ากำไลนี้เชื่อมกับของที่เธอเคยมีอยู่ในบ้านของตัวเอง! ดวงตาของเธอส่องประกาย รวยแล้วสมุนไพรในร้านมีราคาทั้งนั้น เธอคิดถึงของกินที่ซื้อตุนไว้ในตู้เย็น
“ซาลาเปาไส้หมู!”
พรึ่บ!
“น้ำส้ม! แอปเปิ้ล! สตรอว์เบอร์รี่! น้ำเปล่า! ไข่ไก่! หมู! ผัก!”
พรึ่บ! พรึ่บ! พรึ่บ!
ของทั้งหมดกองพะเนินตรงหน้าเธอ เธอแทบอยากก้มลงกราบสวรรค์!
มือเรียวหยิบแอปเปิ้ลขึ้นมากัดหนึ่งคำ ดวงตาเต็มไปด้วยความสุข แต่ไม่นาน… เธอก็ชะงัก
“ฉันยังต้องถูก รถชน ใช่ไหม? แล้วจะให้รถชนยังไง…ให้ไม่ตาย!?”
แสงอาทิตย์ยามเช้าค่อย ๆ ทอดแสงสีส้มอมทองอ่อนละมุนบนขอบฟ้า ย้อมบรรยากาศยามรุ่งอรุณให้สว่างสดใส ขับไล่ความมืดมิดที่ปกคลุม ให้จางหายไปอย่างช้า ๆ
หลินเหยาเหยากอดอกแน่น ขณะที่สายตาจับจ้องไปยังท้องฟ้าที่ค่อย ๆ สว่างขึ้น วันนี้คือวันสำคัญ วันนี้คือ วันตาย ของเธอในนิยาย แต่ให้ตายเถอะ! เธอจะไม่ยอมให้มันเป็นแบบนั้นแน่นอน!
จากที่เธอจำได้ บทบาทของเธอในนิยายกำหนดไว้ว่า หลังสอบเสร็จในตอนเย็น ซ่งฮ่าวเฉินจะรีบเดินกลับบ้าน โดยไม่ทันสังเกตเห็นรถที่ขับมาด้วยความเร็ว แล้วก็เป็น เธอ นี่แหละ ที่พุ่งไปผลักเขาออกจากถนนก่อนที่รถจะชน
แต่ไม่! คราวนี้แม่จะรอดให้ดู!!ทุกอย่างถูกเตรียมพร้อมแล้ว!
เช้านี้หลินเหยาเหยาเดินเข้าห้องสอบด้วยจิตใจที่มั่นคง การที่ผ่านมาเธอทำมันได้ดีทุกวิชา วันนี้เป็นการสอบครั้งสุดท้ายของภาคการศึกษาคณิตศาสตร์ ใช้เวลา 2 ชั่วโมงในการทำข้อสอบ
มือของเธอเริ่มเย็นขึ้นเล็กน้อย แต่นั่นเป็นเพราะเธอ ตื่นเต้นไม่ใช่เพราะเธอทำไม่ได้
เธอกวาดสายตามองข้อสอบที่เต็มไปด้วยตัวเลขซับซ้อน ริมฝีปากยกยิ้มก่อนจะหยิบปากกาขึ้นมา ข้อสอบชุดนี้มันง่ายเกินไปสำหรับเธอ มือเรียวขยับด้วยความรวดเร็ว ราวกับสมองของเธอเป็นเครื่องคิดเลขระดับสูง
หนึ่งข้อ…สองข้อ…ห้าสิบข้อ…ข้อที่หนึ่งร้อย
เมื่อเวลาผ่านไปเพียง 25 นาที หลินเหยาเหยาก็ลุกขึ้นอย่างไม่ลังเล เสียงขยับเก้าอี้ของเธอทำให้เพื่อนทั้งห้องหันขวับมามอง
อาจารย์ผู้คุมสอบขยับแว่นขึ้นช้า ๆ ก่อนจะมองเธอด้วยสายตาไม่อยากเชื่อสายตา
“หลินเหยาเหยา?”
“ค่ะ”
“เธอจะส่งข้อสอบแล้วเหรอ?”
“ค่ะ”
อาจารย์รับกระดาษข้อสอบมา ขณะที่ทั้งห้องพากันอ้าปากค้าง ชุดข้อสอบมีถึง 100 ข้อ! เธอทำเสร็จเร็วขนาดนี้ได้ยังไง!?
บางคนคิดว่าเธอคงส่งกระดาษเปล่าแน่ ๆ แต่อาจารย์คุมสอบกลับขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม เพราะทุกข้อมีคำตอบครบถ้วน!
แผ่นหลังเล็กรีบเดินออกจากห้องสอบไปโดยไม่หันกลับมามองใคร ซ่งฮ่าวเฉินที่มองอยู่ขมวดคิ้วทันที เธอจะไปไหน?
แต่หลินเหยาเหยาไม่สนใจอะไรทั้งนั้น เธอมีเวลาอีกไม่กี่ชั่วโมงก่อนฉากสำคัญของนิยายจะเริ่มขึ้น เธอต้องเตรียมตัวให้พร้อม!
เธอรีบตรงไปยังที่เกิดเหตุ เลือกหามุมเงียบ ๆ นั่งลงอย่างใจจดใจจ่อ ดวงตากลมโตจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของรถยนต์ที่ขับผ่าน
แม้รถจะผ่านน้อยและไม่เร็วนัก แต่หัวใจของเธอกลับเต้นแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน มือเรียวกำแน่น บอกกับตัวเองซ้ำไปซ้ำมาว่า เธอจะต้องรอด!
เมื่อใกล้ถึงเวลา เหยาเหยาหาที่ลับตาคน ก่อนจะเริ่มหยิบของสำคัญออกจากมิติ
สนับเข่า สนับศอก หมวกกันน็อค ชุดและถุงมือกันกระแทก
“จัดเต็มไปเลย!”
เธอรู้ว่ายุคนี้รถไม่ได้เร็วเท่ากับยุคของเธอ ความเร็วสูงสุดในเขตเมืองไม่น่าจะเกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นั่นหมายความว่าถ้าเธอเตรียมตัวดี ๆ เธอจะไม่เป็นอะไรแน่นอน!
มือเรียวหยิบสนับศอกขึ้นมาสวม ก่อนจะรัดให้แน่นที่สุด ตามด้วยสนับเข่า ถุงมือกันกระแทก และชุด
“โอเค! เท่านี้ก็น่าจะช่วยได้แล้ว”
โชคดีที่ยุคนี้ยังมีทหาร และการสวมหมวกเหล็กไม่ได้ดูแปลกอะไร ดังนั้นการที่เธอสวมหมวกกันน็อคก็คงไม่แปลกมากไปใช่ไหม?..แต่ใครจะไปสนใจเล่า ขอแค่ไม่ตายก็พอ!
หลินเหยาเหยาเดินไปที่ป้ายรถโดยสาร ขณะเดียวกันก็สำรวจความเร็วของรถที่แล่นผ่านเพื่อให้มั่นใจอีกครั้ง
“หึ! ความเร็วแค่นี้ฉันไม่ตายแน่นอน!”
เธอจับสายรัดหมวกกันน็อคให้แน่นก่อนจะขยับร่างกายเพื่อเช็กอุปกรณ์ป้องกันทุกชิ้น
“ดีมาก! ทุกอย่างพร้อมแล้วแม่จะรอดให้ดู!”