โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หลากเฉดสีหลายทางเลือกของผู้หญิงจาก The White Lotus SS3

Mirror Thailand

อัพเดต 10 เม.ย. 2568 เวลา 14.09 น. • เผยแพร่ 10 เม.ย. 2568 เวลา 14.09 น.
ภาพไฮไลต์

เราต่างเห็นผู้คนใน The White Lotus season 3 ขับเคลื่อนชีวิตของพวกเขาด้วยความอยากเอาชีวิตรอดต่อไป ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และผู้กำกับอย่าง Mike White ก็บาลานซ์น้ำเสียงในเรื่องเล่าของแต่ละคนได้อย่างกลมกล่อม โอบกอดทุกตัวละครของเขาเอาไว้อย่างงดงาม และนั่นจึงทำให้เหล่าตัวละครหญิงในซีรีส์โดดเด่นไม่แพ้ตัวละครชาย มีชีวิตจิตใจและทางเลือกเป็นของตัวเอง และเป็นมนุษย์เท่าที่จะเป็นได้

ท่ามกลางเรื่องราวที่ค่อยๆ ทวีความบีบคั้น สิ่งหนึ่งที่เราได้เห็นคือผู้หญิงใน The White Lotus season 3 ต่างได้มีทางเลือกเป็นของตัวเอง แม้จะเป็นทางเลือกที่ถูกบางคนตั้งคำถาม หรือกระทั่งเป็นตัวพวกเธอที่ตั้งคำถามกับทางเลือกของตัวเอง แต่ไม่ว่าจะอย่างไร พวกเธอก็ได้เลือก และเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจในชีวิตและร่างกายของตัวเองอย่างเต็มที่ และพวกเธอเองก็จะเป็นคนที่ต้องรับผิดชอบกับทางเลือกเหล่านั้น

เราลองไปย้อนดูทางเลือกของพวกเธอแต่ละคนกัน

*มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของซีรีส์

โดยไม่รู้ตัว เชลซีได้กลายเป็นตัวละครที่หลายคนหลงรัก ไม่ใช่เพียงเพราะเธอเป็นสาวน่ารักผู้มักพูดถึงดวงดาวและราศีหรือมุมมองแบบ spirtual อย่างหน้าซื่อตาใส เรายังได้เห็นเธอยิ้มรับและพยักหน้าหงึกหงักไปกับสถานการณ์และผู้คนแปลกประหลาดตรงหน้าเสมอๆ

ความน่ารักที่เห็นได้ชัดคือเธอแทบไม่ตัดสินใครในแง่ลบ ไม่ว่าคนตรงหน้าจะมีมุมมองต่อโลก ต่อเซ็กซ์ หรือต่อคนอื่นแบบไหน เธอเลือกที่จะมองเห็นแง่งามในตัวผู้คนเสมอ แต่เมื่อได้เปิดบทอย่างตรงไปตรงมา เช่นกับแซ็กซอน ที่พยายามตื๊อจะมีเซ็กซ์กับเธอให้ได้ เธอก็เลือกจะบอกตรงๆ ว่าเธอมองเขาอย่างไรโดยไม่ใช้น้ำเสียงกล่าวโทษ เพราะเธอเชื่อว่าการบอกตรงๆ นั่นคือความจริงใจต่อกัน และสำหรับตัวเธอเอง เธอก็ไม่ถือสาด้วยซ้ำเมื่อมีใครตัดสินว่าเธอเลือกคบกับริคเพราะเขาร่ำรวย เธอเพียงแต่อธิบาย แต่ก็ไม่ได้เรียกร้องว่าอีกฝ่ายจะต้องเชื่อ

ที่สำคัญเธอเชื่อในการ ‘เชื่อมต่อ’ กันในเชิงจิตวิญญาณ ดังนั้น แม้ใครๆ จะมองว่าเธอคบกับริคเพราะเขารวย แต่เธอก็ยืนยันชัดเจนทั้งผ่านคำพูดและการกระทำ ว่าเธอต้องการเยียวยาเขาจากความเจ็บปวด ซึ่งเชื่อว่าคนดูต่างก็ลุ้นใจจะขาดให้เธอทำสำเร็จได้จริงๆ…

“เธอซวยเหรอ หรือเธอเลือกทำตัวเอง” เป็นคำถามที่แจ็กลินฝากไว้กับเพื่อนรักอย่างลอรี่ตอนที่ทั้งคู่ระเบิดอารมณ์ใส่กันเบาๆ บนโต๊ะอาหาร และนั่นก็น่าจะกระแทกใจลอรี่อย่างแรง เพราะท้ายที่สุดเธอก็ยอมรับออกมาต่อหน้าเพื่อนๆ ว่าเธอกำลังกระเสือกกระสนเหลือเกินกับเส้นทางที่ตัวเองเลือก

ลอรี่เป็นเวิร์กกิงวูแมน 100% เธอเป็นสาวแกร่งที่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว และดูจะยืนหยัดด้วยตัวเองได้เสมอ แม้จะดูเหนื่อยอยู่บ้างก็ตาม แต่บทสนทนา (ลับหลังเชิงเป็นห่วง) ของเพื่อนๆ ก็ได้เผยให้เห็นว่า เธอไม่ได้เจอกับกลุ่มเพื่อนสนิทนานถึง 4 ปี เธอหย่าร้างกับสามี ต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูให้เขาหลังจากที่โดนเขาเกาะกินมาหลายปี ลูกสาวของเธอก็ถูกไล่ออกจากโรงเรียนสองรอบ

ขณะที่เพื่อนอย่างแจ็กลินเป็นดาราดาวค้างฟ้าด้วยการเลือกเข้าสู่วงการบันเทิง ส่วนเคทก็เป็นผู้หญิงในครอบครัวแสนอบอุ่นด้วยการเลือกแต่งงานและย้ายตามสามีไปอยู่เท็กซัส แต่ลอรี่กลับยังต้องลำบากลำบนในวัย 40 อาจเพราะเธอเลือกแต่งงานกับผู้ชายห่วยๆ เลือกทำงานบริษัทด้วยความอุทิศตน แต่ก็ยังย่ำอยู่กับที่ ลูกสาวที่ต้องดูแลก็กลายเป็นเด็กก้าวร้าว เธอกำลังพบว่าตัวเองล้มเหลวในทางที่เลือก และยิ่งเห็นภาพงดงามของเพื่อนอีกสองคน ก็ยิ่งผลักดันให้กลายเป็นความเศร้ากับตัวเองอยู่ลึกๆ

ดังนั้นเมื่อลอรี่ตัดสินใจพูดทั้งหมดออกมามันจึงสวยงามมากๆ แม้มันอาจจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรในชีวิตเธอให้ดีขึ้น แต่อย่างน้อยมันก็ยืนยันว่าเธอยอมรับแล้ว และอย่างน้อยก็ยังมีคนที่คอยเติบโตไปกับเธอเสมอ อย่างน้อยก็แกงค์เพื่อนสามสาว ที่แม้จะอดนินทากันบ้างไม่ได้ แต่ที่สุดแล้วพวกเธอก็รักกันนั่นแหละ

ขณะที่ผู้หญิงในอเมริกาจำนวนมากจะไม่พิศมัยทรัมป์เอาเสียเลย เพราะเขามาพร้อมกับนโยบายที่ริดรอนสิทธิผู้หญิงอย่างเช่นการคว่ำกฎหมายทำแท้งอย่าง Roe V. Wade และหลายครั้งเขาก็เผยถึงทัศนคติที่เกลียดชังผู้หญิง ดังนั้น การที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะโหวตให้ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ และเคทก็ดูเหมือนจะโหวตให้ทรัมป์ ซึ่งทำให้เพื่อนๆ อึ้งไปตามๆ กัน

เคทอาศัยอยู่กับครอบครัวสามีที่รัฐเท็กซัสซึ่งเลื่องลือในความเป็นรัฐอนุรักษ์นิยมสุดขีด และสามีของเธอก็เป็นรีพับลีกันเต็มตัว เธอยังชอบการไปโบสถ์ทุกๆ วันอาทิตย์ เพราะเธอได้พบแต่ครอบครัวน่ารักๆ ที่นั่น แม้โบสถ์นั้นจะเป็นตัวแทนของศาสนาที่ต่อต้านวิธีคิดเสรีนิยมก็ตาม…

เคทคือ ‘ผู้หญิงที่ดี’ คนหนึ่ง ขณะที่เพื่อนๆ เมาเหล้าเคล้าผู้ชายกันอย่างสุดเหวี่ยง เธอคือคนเดียวในกลุ่มที่ไม่ได้ปล่อยตัวปล่อยใจ แต่ขณะเดียวกันเธอก็ไม่ได้ห้ามที่เพื่อนจะเลือกทำตามหัวใจตัวเอง เธอชอบบรรยากาศที่ทุกคนสนิทสนมกลมเกลียวและหากเลี่ยงได้ก็จะเลี่ยงความขัดแย้งหรือการปะทะซึ่งหน้าเสมอ และแม้จะดูเฟคและขี้เมาท์อยู่บ้าง แต่ที่สุดแล้วเคทก็หวังให้กลุ่มเพื่อนกลับมารักสมัครสมานกันจริงๆ

และแม้ในบทสนทนาเรื่องการเมือง ทุกคนจะพุ่งเป้ามาที่เธอก็ตาม เธอก็พยายามจบมันลงอย่างละมุนละม่อม แน่นอนว่าเอเนอร์จี้ยิ้มหวานตลอดกาลของเคท ก็อาจต้องแลกมากับการหลับหูหลับตากับบางเรื่องบางประเด็น ซึ่งบางคนอาจมองว่าเธอเป็นอิกนอแรนท์ก็ย่อมได้ แต่ซีรีส์ก็ตั้งใจให้เราได้เห็นว่าเธอแทบจะดูมีความสุขที่สุดในบรรดาเพื่อนสามคน เธอไม่ต้องปวดหัวเรื่องงาน ไม่ต้องเหนื่อยใจเรื่องผัว และเธอก็ยังมีสังคมอบอุ่นๆ อย่างสังคมชาวคริสต์คอนซัพพอร์ตกัน ในแง่หนึ่ง ทางเลือกของเธอมันเวิร์กสำหรับชีวิตเธอจริงๆ และแม้แต่เพื่อนที่ไม่เห็นด้วยก็จำเป็นต้องละไว้ในฐานที่เข้าใจและเลือกที่จะไม่ตัดสินเธอ ซึ่งนี่อาจเป็นหนึ่งในวิธีการอยู่ร่วมกันที่ดีที่สุดก็ได้

ที่แอลเอ แจ็กลินคือดาราดังที่แม้จะอายุสี่สิบแล้วแต่เธอก็ยังคงสวย แต่ที่โรงแรม The White Lotus เธอคือผู้หญิงคนหนึ่งที่เลือกจะเป็นตัวเองอย่างเต็มที่ต่อหน้าแกงค์เพื่อนสาวที่โตมาด้วยกันตั้งแต่สมัยเรียนโดยไม่จำเป็นต้องรักษาภาพใดๆ

แจ็กลินกล้าที่จะแสดงความคิดเห็นกับเพื่อนๆ อย่างตรงไปตรงมา อย่างเช่นเรื่องศาสนาที่ถูกประกอบสร้างโดยมีผู้ชายเป็นศูนย์กลาง “ฮีโร่คือผู้ชาย ส่วนผู้หญิงก็แค่ร้องไห้อยู่ข้างๆ” ขณะเดียวกันเธอก็พยายามใช้เวลาอย่างสุดเหวี่ยงให้เต็มที่ ออกไปเที่ยว โลดแล่น ไปมีเซ็กซ์กับคนที่อยากมี และแม้จะปากไม่ตรงกับใจอยู่บ้าง แต่ที่สุดแล้วเธอก็ไม่ได้ปิดบังสิ่งที่เธอต้องการต่อหน้าเพื่อนๆ เธอยอมรับตรงๆ และไม่คิดว่ามันจะมีปัญหาอะไร

ซึ่งแง่หนึ่งอาจดูเหมือนเธอไม่แคร์เพื่อนเท่าไหร่ แต่อีกแง่หนึ่ง ใช่หรือไม่ว่าเพื่อนสองคนนี้คือพื้นที่ปลอดภัยอย่างที่สุด เธอจึงสามารถแสดงความคิดเห็นออกมาตรงๆ ได้? และคำพูดของเธอบนโต๊ะอาหารมื้อค่ำในวันสุดท้ายก็ยืนยันได้เป็นอย่างดี ว่าสำหรับเธอที่เป็นดาราดังพื้นที่ในการเป็นตัวเองของเธอกลับมีไม่มากไม่มาย และในกลุ่มเพื่อนสามคนนี้ก็อาจเป็นเพียงพื้นที่เดียวด้วยซ้ำ

ตัวแม่ประจำซีซั่นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคุณแม่วิคตอเรีย แรตลิฟฟ์ที่มาถึงเมืองไทยพร้อมกับครอบครัวและกระปุกยาลอราซีแพม ยาต้านอาการ Anxiety ที่มักจะมาเยือนทุกครั้งเวลาที่เธอรู้สึกไม่ปลอดภัยเวลาต้องไปในที่ใหม่ๆ หรือต้อง ‘สุงสิง’ กับคนใหม่ๆ ที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้า

ตลอดทั้งซีซั่นเราจะได้เห็นเธอลอยละล่องแทบจะตลอดเวลา เธอดูจะพอใจกับชีวิตตัวเองอย่างที่สุดแล้ว สามีผู้ร่ำรวยและรักเธอ ลูกๆ ที่ต่างเติบโตเป็นหนุ่มสาวสวยหล่อ เธอเชื่อว่าเธอเกิดมาเพื่อสิ่งนี้และควรแก่ชราไปพร้อมๆ กับสิ่งนี้ อย่างที่เธอเคยบอกกับสามีว่าในอายุเท่านี้ เธอมองภาพตัวเองใช้ชีวิตอย่างไม่สะดวกสบายไม่ออกเลยจริงๆ ซึ่งเธอไม่ได้เชื่อในตัวเองแต่อย่างใด เธอเชื่อในโชคชะตาและสามีของตัวเองต่างหาก (ในแง่หนึ่ง ความคาดหวังที่เธอโยนให้เขาต้องแบกไว้จึงสูงลิบลิ่ว)

“ทุกอย่างจะโอเคนะ” คือคำพูดติดปากที่เธอมักบอกกับสามี เธอไม่ไถ่ถามเขาให้มากความว่าเกิดอะไรขึ้น เธอแทบสังเกตไม่ได้ด้วยซ้ำว่าสามีมึนยา คล้ายกับว่าภาพจำของเขาที่ชัดเจนในหัวเธอคือชายผู้เก่งกาจและประสบความสำเร็จเท่านั้น ไม่เป็นอื่น

ดังนั้นสิ่งที่สร้างความกังวลให้เธออย่างถึงที่สุดก็คือการที่ลูกสาวของเธออย่างไพเพอร์ จะขอมาศึกษาธรรมะที่ประเทศไทยอย่างถาวร เธอขอให้ลูกได้ลองไปใช้ชีวิตที่นั่นสักแค่คืนเดียวดูเสียก่อนแล้วค่อยมาว่ากัน และดูเหมือนว่า เธอรู้จักลูกของตัวเองดีที่สุดแล้ว และคำที่เธอย้ำกับไพเพอร์ ก็ดูจริงจังที่สุดเท่าที่เคยได้ยินเธอพูดมา “เราโชคดีจริงๆ แหละ… อย่างน้อยที่ทำได้คือเพลิดเพลินกับมัน ถ้าไม่ทำ มันคงเป็นการดูถูกคนหลายพันล้าน ที่ได้แค่ฝันว่าวันหนึ่งจะได้อยู่ดีแบบเรา”

ไพเพอร์ แรตลิฟฟ์ ชวนให้เรานึกถึงตัวละครภรรยาในหนังเรื่อง Parasite เพราะการที่เธอเป็นคนดีแบบนี้ก็เพราะเธอเป็นคนรวยนั่นแหละ

ไพเพอร์เติบโตมากับเงินทองของครอบครัว เธอเลือกศึกษาเกี่ยวกับพุทธศาสนาที่ดูเอ็กซอติกและชวนให้เธอดื่มด่ำกับความสงบงามในโลกอันเพอร์เฟกต์ของตัวเอง และด้วยความที่ไม่เคยผ่านความยากลำบากใดๆ อีกทั้งยังมีพริวิลเลจกว่าชาวบ้าน เธอจึงพยายามจะเป็นคนดีในทุกกระเบียดนิ้วเพื่อไม่ให้ตัวเองเป็นอภิสิทธิชนเหนือคนอื่น เรียกได้ว่าทรงของไพเพอร์มาดีกว่าพี่น้องอีกสองคนอย่างแซ็กซอนผู้เต็มไปด้วยความเป็นชายและล็อกแลนผู้เป็น people pleaser

เธอคือเด็กรุ่นใหม่ที่น่าจับตา ถ้าไม่ติดที่ว่าเธออาจจะไร้เดียงสาเกินไปสักหน่อย ว่าการเข้าสู่ธรรมะและปวารณาตนเป็นคนดีเต็มตัวนั้นเป็นเรื่องง่ายๆ และถ้าไม่ใช่เพราะแม่ เธออาจไม่ได้เรียนรู้ว่าแท้จริงแล้วตัวเองเป็นคนอย่างไรกันแน่ ซึ่งทำให้ไพเพอร์เป็นหนึ่งในคนที่เราอยากติดตามต่อมากที่สุด ว่าเมื่อกลับไปเผชิญความจริงที่อเมริกาแล้ว ชีวิตของเธอจะเติบโตไปทางไหน และอย่างไรบ้าง

ท่ามกลางตัวละครชายที่มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับอารมณ์ทางเพศของตัวเอง ที่ทั้งซับซ้อนและเรียกร้องการทำความเข้าใจในซีรีส์ โคลเอ้กลับเป็นตัวละครหญิงแทบจะหนึ่งเดียวที่ชัดเจนว่าสำหรับเธอแล้ว เซ็กซ์คือส่วนหนึ่งของชีวิตและเธอก็เปิดกว้างกับเซ็กซ์เท่าที่จะกว้างได้

เธอใช้ความสาวความสวยของตัวเองในการคบหากับแกรี่ที่แก่คราวพ่อแต่เงินถุงเงินถัง เธอไม่ปฏิเสธว่าการมีชีวิตดีๆ นั้นยากลำบาก และการมีสามีรวยก็เป็นทางที่ง่ายสำหรับเธอผู้เป็นอดีตนางแบบ แม้เขาจะเป็นขี้แพ้จากประเทศบ้านเกิด แต่ในไทย เขาก็คือเศรษฐีคนหนึ่งที่มอบชีวิตในฝันให้กับเธอได้

โคลเอ้ไม่ปฏิเสธว่าเธอยังมีความต้องการทางเพศกับหนุ่มๆ และเธอก็เลือกจะลงมือทำมันจริงๆ แม้รู้ดีว่าอาจเสี่ยงจะถูกแกรี่จับได้ หรือเมื่อบรรยากาศพาไป เธอก็สามารถมีเซ็กซ์แบบสามคนได้ เธอไม่ปิดกั้นตัวเองและปล่อยให้สัญชาติญาณความเป็นมนุษย์ได้ทำงานอย่างเต็มที่โดยไม่จำนนต่อ norm ของสังคม สำหรับเธอแล้ว เซ็กซ์ควรมีความพึงพอใจเป็นพื้นฐาน ไม่ว่าจะมาในรูปแบบไหนก็ตาม

และมันก็งดงามที่ไม่มีใครในเรื่องมานั่งตีตราว่าเธอคือหญิงร่าน และเมื่อแกรี่ตัดสินใจสื่อสารถึงแฟนตาซีทางเพศของเขากับเธออย่างตรงไปตรงมา เธอจึงรู้สึกดีใจ ที่เขายอมเปิดใจสื่อสารกับเธอ อีกทั้งความต้องการของทุกคนสามารถเจอกันตรงกลางได้ เธอสามารถหาความสุขให้ตัวเองไปพร้อมๆ กับการช่วยแกรี่ไปด้วย แม้จะเป็นวิถีที่หลายคนไม่สามารถยอมรับได้ก็ตาม แต่สำหรับเธอ สิ่งนี้ไม่ได้ทำให้คุณค่าในตัวเธอลดน้อยถอยลงไปเลย

เบลินดาคือตัวละครจากซีซั่นแรกที่คราวนี้มาแลกเปลี่ยนความรู้ด้านสปาที่เมืองไทย และนั่นก็ทำให้เธอได้พบกับพรชัย เธอราปิสต์หนุ่มยิ้มสวยหุ่นล่ำที่ทำให้เธอใจเต้นอยู่แทบทุกทีที่ได้ใกล้ชิดกัน และเมื่อมีโอกาส เธอก็ไม่ปล่อยให้ค่ำคืนนั้นหลุดมือไป

อย่างไรก็ตามเบลินดาก็ต้องเผชิญกับความยากลำบากในการตัดสินใจว่าจะเอาไงต่อ เมื่อเธอได้เจอกับแกรี่ ที่เธอสงสัยว่าเขามีส่วนในการตายของเพื่อนสาวของเธอที่เคยจะทำสปาด้วยกัน เธอจึงต้องตัดสินใจว่าจะแจ้งตำรวจดีไหม หรือยอมรับข้อเสนอของเขาที่จะให้เงินกับเธอเป็นของขวัญแทนใจ ไม่เพียงเท่านั้นเธอยังต้องตัดสินใจว่าจะเลือกรับข้อเสนอทำธุรกิจสปาร่วมกับพรชัยดีหรือเปล่า ดูเหมือนว่าเธอมีสิทธิเลือก เพียงแต่ว่าในแต่ละทางเลือกก็ย่อมที่สิ่งที่เธอต้องแลกเสมอ และเราก็ได้เห็นว่ามาตรวัดที่สำคัญที่สุดของเบลินดา ที่สุดแล้วก็คือ ‘ชีวิต’ ของเธอเอง และคงไม่อาจมีใครมองว่าเธอเลือกผิดได้เลยจริงๆ

มุกอาจเป็นผู้หญิงที่จนที่สุดในบรรดาตัวละครในโปสเตอร์ และแม้จะมากับรอยยิ้มหวานๆ และคำพูดสุดร่าเริงเสมอ แต่เราก็จะค่อยๆ ได้สัมผัสว่ามุกนั้นเต็มไปด้วยความกระหายอยากที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งครึ่งหนึ่ง เธอก็ฝากความคาดหวังนี้ไว้กับผู้ชายที่เธอตั้งใจจะคบหาด้วย และหนึ่งในตัวเลือกที่เธอพิจารณาก็คือไก่ต๊อก หนุ่มแสนซื่อสุดธัมมะธัมโมที่ดันมารับหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ยากยิ่งในการหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง

และแม้ภายนอกจะดูเป็นผู้หญิงแสนสดใส แต่ทัศนคติของเธอนั้นเต็มไปด้วยความเป็นนักสู้ เพียงแต่เธอเลือกที่จะเก็บงำมันเอาไว้ภายใต้บุคลิกน่ารักและเป็นมิตร ที่ทำให้ชีวิตของเธอนั้นง่ายกว่า ดังนั้นวิธีการสู้ในแบบของมุกจึงน่าสนใจ เธอใช้การค่อยๆ manipulate อย่างแนบเนียน เธอไม่ได้ผลักดันแค่ตัวเองไปข้างหน้า แต่ยังส่งแรงผลักดันไปถึงผู้ชายที่รักเธอด้วยวิธีการสุดละมุนละม่อมโดยที่ไก่ต๊อกเองอาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

และสำหรับกระสุนนัดสุดท้ายที่ถูกยิงออกไป ไม่แน่ว่าอาจเป็นมุกต่างหากที่เป็นคนออกคำสั่งไม่ใช่คุณศรีตลาแต่อย่างใด

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...