โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ยังทันไหม…สื่อสารกับอาม่าอย่างไร? ก่อนที่ ‘ภาษาของอาม่า’ จะตายไป

มนุษย์ต่างวัย

อัพเดต 22 ส.ค. 2567 เวลา 09.56 น. • เผยแพร่ 21 ส.ค. 2567 เวลา 19.59 น. • มนุษย์ต่างวัย

ภาพยนตร์‘หลานม่า’ หนังไทยที่เล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเอ็ม เด็กหนุ่มวัยรุ่น นำแสดงโดยบิวกิ้น พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล กับอาม่าเชื้อสายจีน นำแสดงโดยคุณยายแต๋ว อุษา เสมคำ หนังไทยที่ถูกพูดถึงมากที่สุดเรื่องหนึ่งกำลังจะเข้าฉายที่จีนแผ่นดินใหญ่ปลายเดือนนี้ หลังจากกวาดรายได้มาแล้วหลายประเทศ รวมทั้งที่สิงคโปร์ ‘หลานม่า’ เป็นภาพยนตร์ไทยที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลหลังออกฉายเพียง 11 วันเท่านั้น

ไม่เพียงแต่จะประสบความสำเร็จด้านรายได้ “หลานม่า” ยังเป็นภาพยนตร์ที่สร้างความประทับใจและตราตรึงใจให้กับผู้ชมชาวสิงคโปร์เป็นอย่างมาก จนนำไปสู่การตั้งคำถามถึงถึงประเด็นช่องว่างระหว่างวัยที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์อย่างประเด็นที่ว่า จะพูดคุยกับอาม่าอย่างไร ก่อนที่ภาษาจีนแต้จิ๋วของอาม่าจะตายไป

รศ.ตันหยิงหยิง ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง บอกเล่าเรื่องราวในฐานะที่เธอเป็นหนึ่งในผู้โชคดีไม่กี่คนที่เติบโตมาโดยพูดภาษาแต้จิ๋วกับอาม่า หรือคุณย่าที่ล่วงลับไปแล้ว

‘หลานม่า’ แสดงให้เห็นถึงการใช้ “ภาษาถิ่น” ที่ลดน้อยลงอาจทำให้หลาน ๆ สื่อสารกับปู่ย่าตายายได้ยากเหมือนที่เอ็มไม่เข้าใจเมื่ออาม่าพูดแต้จิ๋ว ขณะเดียวกัน ภาษาแต้จิ๋วถูกใช้เป็นกลยุทธ์ในฉากที่สะเทือนใจในช่วงท้ายเรื่อง เมื่อเอ็มจับมืออาม่าแล้วพยายามร้องเพลงกล่อมเด็กภาษาแต้จิ๋วในขณะที่อาม่าสิ้นใจ

“ตอนนี้ฉันพยายามอย่างมากที่จะหาเนื้อเพลงกล่อมเด็กภาษาแต้จิ๋วที่อาม่าร้องให้ฉันฟัง ในสิงคโปร์ เมื่ออาม่าเสียชีวิต ภาษาของเธอก็ตายไปพร้อมกับเธอด้วย เมื่อภาษาตายไป ทัศนคติทางวัฒนธรรมก็หายไปด้วย แม้การสูญเสียนั้นอาจเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้”

การที่คนหนุ่มสาวอย่างเอ็มไม่สามารถเข้าใจภาษาจีนแต้จิ๋วหรือ "สำเนียง" อื่นๆ ของจีนได้นั้นไม่ใช่ปัญหาเฉพาะในประเทศไทย รศ.ตันชี้ว่า ในสิงคโปร์เองก็กำลังเผชิญกับสถานการณ์เดียวกันนี้ หรืออาจจะเลวร้ายกว่าด้วยซ้ำ

ตามการสำรวจสำมะโนประชากรในปี 2563 พบว่าชาวจีนสิงคโปร์ที่มีอายุระหว่าง 5 ถึง 34 ปี เพียงร้อยละ 1.4 เท่านั้นที่ใช้ "ภาษาถิ่น" เวลาที่พูดกันในครอบครัว ในขณะที่คนอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไปยังใช้อยู่ถึงร้อยละ 31.6

อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้การใช้ภาษาถิ่นสูญหายไปในประเทศสิงคโปร์ ทั้งที่ก่อนได้รับเอกราช ฮกเกี้ยน แต้จิ๋ว และกวางตุ้งเป็นสามภาษาที่ใช้กันทั่วไปมากที่สุดของประชากรจีนในสิงคโปร์

เช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิต ภาษาต่าง ๆ ก็มีชีวิตและความตายเช่นกัน ภาษาจะตายเมื่อภาษานั้นไม่ได้ถูกพูดหรือเข้าใจในชุมชนใด ๆ อีกต่อไป

ในสิงคโปร์นโยบายด้านภาษาและการศึกษาให้ความสำคัญกับภาษาอังกฤษ ภาษาจีนกลาง ภาษามาเลย์ และภาษาทมิฬ จึงทำให้สถานะในสังคมของภาษาเหล่านี้สูงขึ้น ภาษาจีนอื่น ๆ เช่น ภาษาฮกเกี้ยน ภาษาแต้จิ๋ว และภาษากวางตุ้ง ถูกจัดเป็นแค่ "ภาษาถิ่น"

แคมเปญ Speak Mandarin ซึ่งเปิดตัวในปี 1979 มีบทบาทสำคัญในการเร่งให้ภาษาจีนอื่น ๆ ล่มสลายลง ระยะแรกของการรณรงค์ฯ มุ่งเน้นให้พ่อแม่และอากงอาม่าเรียนรู้และใช้ภาษาจีนกลางแทนจีนอื่น ๆ รายการโทรทัศน์และวิทยุแบบสาธารณะต้องเป็นจีนกลางทั้งหมด ยกเว้นงิ้วหรือบางรายการที่ได้รับการอนุมัติโดยเฉพาะ ในบทสนทนาและเพลงอาจได้รับอนุญาต หากบริบทเหมาะสมและจำเป็นจริง ๆ เท่านั้น กว่าที่ละครฮกเกี้ยนเรื่อง Jiak Ba Buay (กินข้าวแล้วเหรอ?) ซึ่งมีความยาว 10 ตอน ได้ออกอากาศในทีวีสิงคโปร์ ในฐานะซีรีส์ “จีนอื่น” ล่วงเลยมาถึงปี 2016

ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา มีการอภิปรายทั้งในเชิงวิชาการและในที่สาธารณะเกี่ยวกับการสูญเสียภาษาเหล่านี้ไปว่า ได้สร้างปัญหาในการสื่อสารข้ามรุ่นระหว่างปู่ย่าตายายกับหลาน ๆ ของพวกเขา ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีรายงานพบว่า ชาวจีนสิงคโปร์รุ่นเยาว์รู้สึกสูญเสียอัตลักษณ์เนื่องจากไม่สามารถพูด "ภาษาถิ่น" ของตัวเองได้ และต้องการค้นหารากของตนเอง

ปัญหาที่มากไปกว่านั้น คือ ชาวจีนสิงคโปร์รุ่นที่พูดได้แต่ "ภาษาถิ่น" มีปัญหากับบริการสาธารณะ และเป็นปัญหาร้ายแรงโดยเฉพาะในโรงพยาบาลและสถานดูแลผู้สูงอายุ ทำให้มีการตั้งชุมชนออนไลน์ที่รวบรวมผู้คนมาเรียนรู้ภาษาเหล่านี้เพื่อฟื้นคืนชีพภาษาขึ้นมาใหม่ องค์กรหลายแห่ง ยังเปิดชั้นเรียนสำหรับบุคลากรทางการแพทย์เพื่อให้สามารถดูแลผู้ป่วยที่รู้เฉพาะภาษาถิ่นได้ดีขึ้น พร้อม ๆ ไปกับนโยบายการห้ามใช้ "ภาษาถิ่น" ในพื้นที่สื่อลดความเข้มงวดลง

ปัจจุบัน ช่อง 8 ที่สิงคโปร์นำเสนอรายการ "ภาษาถิ่น" ในเช้าวันศุกร์ และสถานีวิทยุ Capital FM 95.8 เสนอข่าวสารประจำวันเป็น "ภาษาถิ่น" เพื่อถ่ายทอดข้อมูลและนโยบายสาธารณะให้กับผู้สูงอายุอีกด้วย บันไดเลื่อนบางจุดในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินมีประกาศข้อความเพื่อดูแลความปลอดภัยเป็นภาษาฮกเกี้ยนและกวางตุ้งเพื่อเตือนผู้โดยสารให้จับราวบันไดไว้ให้แน่น

เมื่อหันกลับมาที่ประเทศไทย ภาษาจีนทั้งจีนกลาง จีนแต้จิ๋ว และจีนถิ่นอื่น ๆ ถูกรัฐกำกับอย่างเข้มข้นกว่าโดยสัมพันธ์กับการเรืองอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์บนจีนแผ่นดินใหญ่

จาก ‘ภาษาแห่งการสืบทอดอัตลักษณ์จีน’ ตาม พ.ร.บ. โรงเรียนราษฎร์ พ.ศ.2461 สู่ ‘ภาษาที่เป็นภัยต่อความมั่นคง’ ตามพ.ร.บ.โรงเรียนราษฎร์ พ.ศ.2479 และ ‘ภาษาที่เป็นเครื่องมือเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์’ ในแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2494 ช่วงเวลาดังกล่าว ครอบครัวชาวไทยเชื้อสายจีนเผชิญความยากลำบากที่จะให้ลูกหลานได้รับการศึกษาภาษาจีน ไม่ว่าจีนกลาง หรือ จีนอื่น ๆ การปิดโรงเรียน การเข้มงวดตรวจสอบโรงเรียนเอกชนสอนภาษาจีน การลดชั่วโมงสอนภาษาจีนในแต่ละวัน แต่ละสัปดาห์ หรือถึงขั้นอนุญาตให้การเรียนการสอนกลุ่มเล็ก ๆ ไม่เกิน 7 คนเท่านั้น ฯลฯ

กว่าที่ ‘ภาษาจีน’ จะถูกยกให้เป็น ‘ภาษาเศรษฐกิจเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม’ ตามแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2535 ก็ล่วงไปเกือบ 4 ทศวรรษ โดยมติคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุนเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2535 เรื่องการกำหนดนโยบายการสอนภาษาต่างประเทศ และโรงเรียนสอนภาษาต่างประเทศ อนุญาตให้มีการเรียนการสอนภาษาจีนได้ในทุกระดับ ทำให้ภาษาจีนกลางมีสถานะเช่นเดียวกับภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน และญี่ปุ่น แต่ภาษาจีนอื่น ๆ ที่ใช้พูดกันในครอบครัวก็ลางเลือนหายไปไม่ข้ามรุ่นอีกต่อไป

“แม้จะพยายามทำทุกวิถีทางแล้ว แต่เราก็ไม่สามารถชุบชีวิตคนตายได้ ความพยายามชุบชีวิตเหล่านี้เป็นการแสดงความรู้สึกคิดถึงอดีต หรืออาจเป็นเพียงความเสียใจและความวิตกกังวลที่ "ภาษาถิ่น" เหล่านี้จะไม่อยู่ในพื้นที่ทางภาษาของเราอีกต่อไป”

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของ รศ.ตันหยิงหยิง ต่อจากการยอมรับความจริงว่า ภาษาถิ่นเหล่านี้ได้ทยอยตายตามผู้สูงอายุในชุมชนไป ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา คือ การสื่อสารและความเข้าใจระหว่างคนข้ามรุ่นที่รู้ภาษาแต่ละฝ่ายอย่างกระท่อนกระแท่นยังเป็นไปได้หรือไม่ และมีความพยายามสานความสัมพันธ์สร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นระหว่างกันหรือไม่อย่างไร

“ที่สิงคโปร์ อากงอาม่าในปัจจุบันหันมาพูดจีนกลางหรือภาษาอังกฤษกับลูกหลาน เช่นเดียวกับเอ็มและอาม่าในภาพยนตร์ การสื่อสารและความเข้าใจยังเกิดขึ้นได้ ถึงแม้จะไม่ใช่ด้วยภาษาของอาม่า แต่พวกเขายังสื่อสารกัน” รศ.ตันหยิงหยิงกล่าวทิ้งท้าย

อ้างอิง :

How to speak to Grandma before her language dies, CNA : https://shorturl.at/AmFwz

ความนิยมในการเรียนภาษาญี่ปุ่นและภาษาจีนของนิสิตเกษตรศาสตร์: แรงจูงใจแตกต่างกันอย่างไร, ยุพกา ฟูกุชิม่า กนกพร นุ่มทอง และสร้อยสุดา ณ ระนอง, ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์: https://so02.tci-thaijo.org/…/japanese/article/view/13393

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...