โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ช็อก! พระมหา ค้ามนุษย์ อ้างมีแบ็กใหญ่ หลอกเด็กบวชเณร เล็กสุด 5 ขวบ พาไปเรี่ยไรเงินที่มาเลย์

แนวหน้า

เผยแพร่ 07 พ.ค. เวลา 17.00 น.

ปทุมธานี ผุ้ปกครองเด็ก 3 คนร้อง"ปวีณา"ช่วยลูกถูกพระหลอกพาไปเดินเรี่ยไรถูกจับค้ามนุษย์ที่มาเลเซียเด็กยังถูกกักอยู่7คน

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 10.30 น. ที่มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี คลองเจ็ด ต.ลำผักกูด อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี มีผู้ปกครอง ด.ช.อายุ 5 ขวบ ด.ช.อายุ 11 ขวบ และ ด.ช.อายุ 12 ขวบรวม 3 ครอบครัว เดินทางมาจาก จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ จ.ราชบุรี 2 ราย เข้าร้อง " ปวีณา " วอนช่วยประสานทางการประเทศมาเลเซีย นำตัวลูกชายกลับประเทศไทย หลังมีพระสงฆ์ มาขอพาไปบรรพชาสามเณรฤดูร้อนที่ประเทศมาเลเซีย 2 เม.ย. 69 ก่อนที่พระสงฆ์ 2 รูปจะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย จับข้อหา ค้ามนุษย์ หลอกเด็กไปมาเลเซียบวชเณรเรี่ยไรเงิน หลังสืบทราบพฤติกรรมพระสงฆ์มานานร่วม 4 ปี โดยจะพาเด็กไทยอายุระหว่าง 5–15 ปี ข้ามประเทศไปโดยที่เด็กบางรายไม่มีเอกสารเดินทางและไม่ยินยอมจากผู้ปกครอง 20 กว่าคน 17 คน มีหนังสือเดินทางและเอกสารครบถ้วนได้รับการส่งกลับมายังประเทศไทยแล้ว

ขณะที่เด็กอีก 7 คน ที่ไม่มีเอกสารเดินทาง ซึ่งมีอายุน้อยสุดเพียง 5 ขวบ ยังถูกกักตัวอยู่ที่รัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ได้ทำหนังสือด่วนไปยัง ฯพณฯ เอกอัครราชทูตมาเลเซีย ประจำประเทศไทย และมอบหมายให้ Mr.Diana Foo (ไดอาน่า ฟู) ที่ปรึกษามูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ฝ่ายต่างประเทศ ติดต่อตรงยังสถานฑูตมาเลเซีย ประจำประเทศไทย ช่วยเหลือโดยด่วน ซึ่งขณะนี้มีเด็ไทย 7 ราย ยังอยู่ในสถานกักตัว Depot Imigresen Belantik, Sik, Kedah ประเทศมาเลยเซีย โดยนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี จะประสานกับกระทรวงการต่างประเทศอีกทาง ขอความกรุณาช่วยเหลือและให้ความเป็นธรรมกับเด็กที่ยังเด็กมาก และไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำใดๆทั้งสิ้นในครั้งนี้ เพื่อช่วยเหลือให้เด็กได้กลับประเทศไทยโดยเร็ว และมูลนิธิปวีณาฯจะติดต่อการช่วยเหลือร่วมกับ สถานฑูตกระทรวงการต่างประเทศอย่างใกล้ชิดต่อไป

น.ส.แอน (นามสมมุติ) อายุ 40 ปี แม่ของ ด.ช.อายุ 5 ขวบ กล่าวว่า ตนไปทำงานเป็นวิศวะกรของบริษัทแห่งหนึ่งใน ประเทศฟิลิปปินส์ จึงให้ลูกชายอยู่ในความดูแลของ ตากับยาย ที่จ.ประจวบคีรีขันธ์ และเมื่อต้นเดือน เม.ย. 69 ยาย ได้พูดให้ตนฟังว่า พระสงฆ์ ซึ่งประจำอยู่ที่สำนักสงฆ์แห่งหนึ่งใน อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นสำนักสงฆ์ที่ตา-ยาย ไปทำบุญเป็นประจำจนได้รู้จักสนิทกันกับพระสงฆ์รูปนี้ และยังเห็นว่าพระสงฆ์มักจะรับเด็กชายที่ครอบครัวยากจนมาดูแลและบวชเรียนด้วย ต่อมาวันที่ 2 เม.ย. 69 พระสงฆ์ ได้จัดพิธี ขอขมาผู้ปกครอง และพระสงฆ์ ได้มาขออนุญาตจากตากับยายว่าขอพาลูกชายไปร่วมพิธีบวชเณรภาคฤดูร้อนที่ประเทศมาเลเซีย ตากับยาย

จึงได้บอกกับพระสงฆ์ว่า เด็กยังไม่มีพาสปอร์ตใดๆ อีกอย่างเด็กอายุยังน้อย แต่พระสงฆ์บอกว่าไม่เป็นไรสามารถเดินทางไปได้ และยังบอกอีกว่าสำนักสงฆ์นี้จะมีการจัดพาเด็กๆไปบวชที่ ประเทศมาเลเซีย อยู่ตลอด ซึ่งไม่เคยมีปัญหาใดๆ ด้วยความที่ตา-ยาย สนิทและไว้ใจกับพระสงฆ์จึงอนุญาตให้ลูกชายไป ซึ่งยังติดต่อกับลูกชายได้ตลอด กระทั่งวันที่ 4 เม.ย.69 เวลา 16.00น ไม่สามารถติดต่อได้ลูกชายได้ วันที่ 6 เม.ย.69 ได้รับการติดต่อจากทางลูกศิษย์สำนักสงฆ์แจ้งว่า ตอนนี้เด็กๆอยู่หน้าด่านรอทำเอกสารแต่ยังไม่สามารถเข้าได้ให้รอวันถัดไป วันที่ 7 เม.ย.69 พยายามติดต่อไม่สามารถติดต่อได้ขาดการติดต่อ วันที่ 8 เม.ย.69 เวลาประมาณ 17.08น ได้รับแจ้งจากทางลูกศิษย์สำนักสงฆ์แจ้งว่าเด็กที่ไม่มี Passport จำนวน 7 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นมีลูกชายของตนด้วย ถูกกักตัวที่ ชายแดนฝั่งมาเลเซีย รวมถึงพระสงฆ์ และคนขับรถพาไป แต่ในส่วนของผู้ติดตามคนอื่นๆถูกปล่อยกลับมาฝั่งไทยเนื่องจากมีพาสปอร์ต วันที่ 29 เม.ย. 69 ตนได้ไปติดต่อขอเข้าเยี่ยมลูกชายร่วมกับทางกงศุลไทยที่ประจำในปีนัง ลูกชายบอกว่าอยากกลับบ้าน และเมื่อไหร่จะได้กลับบ้าน ตนฟังคำพูดของลูกแล้วรู้สึกสงสารลูกมาก จึงวอนขอให้มูลนิธิปวีณาฯ ช่วยเหลือประสานให้ลูกชายได้กลับมาประเทศไทยโดยเร็ว

ส่วนนายเอ (นามสมมุติ) อายุ 18 ปี เป็นน้าชายของ ด.ช.อายุ 11 ขวบ กล่าวว่า ตนและหลานชาย เป็นเด็กวัดและอาศัยเรียนอยู่ในโรงเรียนวัดแห่งหนึ่งใน จ.ราชบุรี มาประมาณ 6 ปี โดยมีเด็กที่อยู่ในความดูแลของวัดประมาณ 150 คน และนายบี (นามสมมุติ) อายุ 36 ปี พ่อของ ด.ช.อายุ 12 ปี ซึ่งให้ลูกชายไปอยู่และเรียนที่วัดแห่งหนึ่งใน จ.ราชบุรี มาประมาณ 2 ปี ต่อมาช่วงประมาณวันที่ 27 มี.ค. 69 มีพระสงฆ์รูปหนึ่งมาจาก จ.ประจวบคีรีขันธ์ อ้างว่าเป็นประธานมูลนิธิทำความดีตอบแทนคุณแผ่นดิน ซึ่งกำลังจัดโครงการนำเด็กไปบรรพชาสามเณรฤดูร้อนที่ประเทศมาเลเซีย เป็นปีที่ 3 จึงอยากจะขอเด็กไปร่วมโครงการ 10 คน แต่หลวงพ่อที่วัดไม่อนุญาตให้ไป ระหว่างนั้นพระสงฆ์รูปดังกล่าวได้ไปคุยกับเด็กๆ จนทำให้เด็กอยากไปบวชในโครงการและโทรศัพท์ไปขออนุญาตผู้ปกครองจึงอนุญาต ซึ่งหลวงพ่อได้บอกว่าเด็กๆไม่มีเอกสารเดินทางใดๆ พระสงฆ์จึงได้บอกว่าไม่เป็นไรมีวิธีที่จะสามารถพาเข้าได้ไปได้ วันที่ 30 มี.ค. 69 พระสงฆ์ได้มารับเด็กที่วัดเพื่อไปทำการซ้อมบวชที่สำนักสงฆ์แห่งหนึ่งใน อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ ก่อนที่จะเดินทางพาไปเข้าโครงการประเทศมาเลเซีย และยังติดต่อกับหลายชายได้ตลอด

ต่อมาวันที่ 2 เม.ย. 69 เวลาประมาณ 15.00 น. หลานชายได้โทรศัพท์มาบอกว่ากำลังจะออกเดินไปประเทศมาเลเซีย จากนั้นก็ไม่ได้ติดต่อกัน กระทั่งวันที่ 8 เม.ย. 69 ตนได้รับการติดต่อจากลูกศิษย์ของสำนักสงฆ์ จ.ประจวบคีรัขันธ์ ว่าเด็กที่ไม่มี Passport จำนวน 7 คน ติด ตม. ซึ่งหนึ่งในนั้นมีหลายชายของตนด้วย ตอนนี้ถูกกักตัวที่ชายแดน ฝั่งมาเลเซียไม่นานก็จะได้กลับไทย จนวันที่ 11 เม.ย. 69 ตนไปเห็นข่าวออนไลน์ว่า มีพระสงฆ์ที่พาเด็กไปบวชบรรพชาสามเณรฤดูร้อนที่ประเทศมาเลเซีย ถูกตำรวจที่ประเทศมาเลเซีย จับกุมข้อหา ค้ามนุษย์ หลอกเด็กไปมาเลเซียบวชเณรเรี่ยไรเงิน จึงได้แจ้งให้หลวงพ่อทราบ จึงได้พยายามติดต่อสอบถามลูกศิษย์สำนักสงฆ์แต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบ จึงตัดสินใจพากันเดินทางเข้าร้องขอให้มูลนิธิปวีณาฯ ช่วยเหลือนำตัวน้องชายกลับมาประเทศไทยด้วย

ทั้งนี้สืบเนื่องจากวันที่ 12 เม.ย. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 7 เม.ย. 69 เจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย ได้จับกุมตัว “พระมหาอ.” กับพระสงฆ์อีกหนึ่งรูป จากประเทศไทย ในข้อหาค้ามนุษย์ เนื่องจากมีการนำเด็กอายุ 7-15 ปี จากประเทศไทยไปบรรพชาสามเณรฤดูร้อนที่มาเลเซียเพื่อออกเรี่ยไรเงิน แต่กลับไม่มีหนังสือยินยอมจากผู้ปกครอง รวมทั้งหนังสือเดินทาง ซึ่งพฤติกรรมของ “พระมหาอ.” จะมีการไปติดต่อเด็กมาจากครอบครัวที่ยากจน ทั้งยังอ้างว่าเป็นประธานมูลนิธิทำความดีตอบแทนคุณแผ่นดิน มีความสนิทกับพระผู้ใหญ่ระดับกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เพื่อขอนำเด็กมาบวชเณรที่วัดไทยในประเทศมาเลเซีย ที่มีการแอบอ้างว่าเป็นวัดสาขาของวัดดังแห่งหนึ่งในประเทศไทยด้วย จากนั้นจะพาเณรออกเรี่ยไรเงินจากทั้งคนไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ โดยยังมีรายงานด้วยว่า ตำรวจรัฐเคดาห์ ได้ติดตามพฤติกรรมของ “พระมหาอ.” มาเป็นเวลา 4 ปีแล้ว อย่างไรก็ตามเมื่อ “พรมหาอ.” ถูกจับกุมตัว ได้มีการประสานพระสงฆ์ไทยในรัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย ดำเนินการสึก “พระมหาอ.” และพระสงฆ์อีกหนึ่งรูป เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในส่วนของเด็กที่ถูกหลอกไป มีรายงานว่ามีจำนวน 17 คน ซึ่งมีหนังสือเดินทางและเอกสารครบถ้วน ได้รับการส่งกลับมายังประเทศไทย และอยู่ในความดูแลของวัดในวัง อ.นาทวี จ.สงขลา ขณะที่ยังมีเด็กอีก 7 คน รวมทั้ง “พระมหาอ.” และพระสงฆ์ไทยอีกหนึ่งรูป ยังถูกกักตัวอยู่ที่รัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย โดยคดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงการนำสถานะทางศาสนามาใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์ และเข้าข่ายการค้าอย่างชัดเจนตามกฎหมายมนุษย์ของมาเลเซีย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...