75 ปีแห่งมิตรภาพ 'ในหลวง-พระราชินี' ทรงบันทึกประวัติศาสตร์ 2 ฝั่งโขง 'การมาลาวคือการกลับบ้านมาเจอเพื่อนเก่า'
75 ปีแห่งมิตรภาพ ‘ในหลวง-พระราชินี’ ทรงบันทึกประวัติศาสตร์ 2 ฝั่งโขง ‘การมาลาวคือการกลับบ้านมาเจอเพื่อนเก่า’
ท่ามกลางกระแสธารแห่งแม่น้ำโขงที่เชื่อมโยงจิตวิญญาณของสองชาติเข้าไว้ด้วยกัน ภาพความสง่างามของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอย่างเป็นทางการนั้น เมื่อวันที่ 16-18 มีนาคม 2569 ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของ นายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้กลายเป็นบทจารึกแห่งมิตรภาพที่ตราตรึงใจพสกนิกรทั้งสองแผ่นดินอย่างมิรู้ลืม
การเสด็จพระราชดำเนินเยือนในครั้งนี้นับเป็นส่วนหนึ่งแห่งวาระการเฉลิมฉลองการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ลาว ครบ 75 ปี ในปีพุทธศักราช 2568 และจะเป็นการกระชับสายสัมพันธ์และความร่วมมืออันเข้มแข็งระหว่างประเทศทั้งสอง ในฐานะมิตรประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดสนิทสนมยิ่งและมีวัฒนธรรมประเพณีที่มีความคล้ายคลึงกัน ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
- ปฐมบทแห่งความสัมพันธ์ 2 ฝั่งโขง
ทันทีที่เครื่องบินพระที่นั่งแตะรันเวย์ ณ สนามบินวัดไต นครหลวงเวียงจันทร์ บรรยากาศเต็มไปด้วยความปลาบปลื้มปีติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จลงจากเครื่องบิน ซึ่งทั้ง 2 พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์และพระราชินีนักบินด้วยพระองค์เอง
ในการนี้ นายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศ และนางนาลี สีสุลิด ภริยา จัดพิธีถวายการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ ณ หอคำ (ทำเนียบประธานประเทศ) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ อันสะท้อนให้เห็นถึงสัมพันธไมตรีอันแน่นแฟ้น และทรงมีพระราชปฏิสันถารกับผู้นำ สปป.ลาว ด้วยพระพักตร์ที่แจ่มใสและพระเกษมสำราญยิ่ง ทรงเน้นย้ำถึงความรักและความใกล้ชิดของสองประเทศที่อยู่เคียงข้างกันเสมอมา
ดังพระราชดำรัสว่า “การได้มา เป็นการกลับบ้าน เป็นการเจอเพื่อนเก่า และกระชับมิตรอย่างน่าซึ้งใจที่สุด แล้วก็บ้านเราก็อยู่ใกล้เคียงกัน เดินทางมาก็ง่าย ก็ขอขอบคุณท่าน ขอขอบพระคุณทุกๆ คน ที่ให้การต้อนรับด้วยความมิตรไมตรี และการเยือนครั้งก่อนก็ยังอยู่ในหัวใจด้วยความปลื้มปีติ แล้วก็ยังประทับใจที่ท่านได้เคยให้การต้อนรับด้วยตนเอง ก็ขอขอบคุณ และขอให้ความรักความใกล้ชิดของเราดำเนินกันต่อไปอย่างมีความสุขที่สุด”
- สายสิญจน์แห่งมิตรภาพ
จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเข้าร่วมพิธีบายศรีทูลพระขวัญ ซึ่งเป็นประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์และเก่าแก่ที่ชาวลาวจัดถวายเพื่อเป็นการต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองผู้ทรงเกียรติสูงสุดด้วยหัวใจ
พิธีเริ่มต้นขึ้นอย่างวิจิตรบรรจง เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงจุดเทียนยอดพุ่มบายศรี ทั้งสองพระองค์ประนมพระกรถือสายสิญจน์ นายคำหมั้น จันทะวง หมอพรผู้ประกอบพิธีบายศรีทูลกระขวัญประกอบพิธี ทูลเกล้าฯ ถวายไข่ขวัญ และได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตผูกสายสิญจน์ที่ข้อพระหัตถ์ซ้าย ตามด้วยประธานประเทศ และภริยา ร่วมผูกสายสิญจน์ถวายพระพรชัยมงคล ที่แม้จะเป็นสายสิญจน์เส้นเล็ก หากเปรียบดั่งสายใยรักที่ผูกใจสองชาติเข้าไว้ด้วยกันอย่างแน่นแฟ้น
หลังพิธีบายศรี ทั้งสองพระองค์ได้ทรงแลกเปลี่ยนของขวัญอันล้ำค่า ซึ่งเป็นงานประณีตศิลป์ที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์ของแต่ละชาติ ก่อนจะเสด็จฯ ไปยังงานถวายพระกระยาหารค่ำอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของแขกผู้มีเกียรติทั้งสองประเทศ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสตอบรับสุนทรพจน์ของประธานประเทศว่า “ยินดีที่ได้เห็นความสำเร็จของรัฐบาลและประชาชนชาวลาวในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า ด้วยนโยบายต่างๆ ที่ช่วยส่งเสริมความเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอันนำไปสู่การเป็นศูนย์กลางสำคัญที่เชื่อมโยงการคมนาคมขนส่งของภูมิภาค อีกทั้งการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งได้เกื้อหนุนการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ไม่เพียงในประเทศลาวเท่านั้น หากยังรวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย
ข้าพเจ้ายังรู้สึกยินดีที่ได้เห็นว่าโครงการความร่วมมือพัฒนาที่เราทั้งสองประเทศดำเนินการร่วมกันก็ผลิดอกออกผลและมีส่วนเกือกูลให้ประชาชนในท้องถิ่นมีความอยู่ดีกินยิ่งขึ้นด้วย จึงมั่นใจได้ว่า ความใกล้ชิดสนิทสนมและความร่วมมือทุกด้านทุกระดับของเรา จะยิ่งแน่นแฟ้นและดำรงมั่นคงให้ก่อให้เกิดความก้าวหน้ายั่งยืนแก้ประเทศของเราทั้งสองสืบไป”
- ศรัทธาสองฝั่งโขง
ในวันสุดท้ายของการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอย่างเป็นทางการ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ทอดพระเนตรศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตรห้วยซอน-ห้วยซั้ว (หลัก 22) ซึ่งเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ “โครงการหลวงแห่งแรก” เมืองนาซายทอง นครหลวงเวียงจันทน์ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทอดพระเนตรนิทรรศการแสดงผลสำเร็จของศูนย์ฯ 7 สาขา และทรงปลูกต้นรวงผึ้ง จำนวน 1 ต้น ไว้เป็นที่ระลึก
จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงสักการะพระธาตุหลวง ศูนย์รวมจิตใจอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวลาว ณ นครหลวงเวียงจันทน์
ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากประธานประเทศ และพสกนิกรชาวลาว ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จฯ ขึ้นสู่หอไหว้ด้านทิศตะวันตก ทรงจุดธูปเทียนเครื่องสักการะตามแบบฉบับวัฒนธรรมลาวอย่างนอบน้อม สะท้อนถึงการให้เกียรติและสายสัมพันธ์ที่หยั่งรากลึกในพุทธศาสนาร่วมกัน
ในพลับพลาพิธีสงฆ์ บรรยากาศเต็มไปด้วยความสงบและมั่นคง เมื่อพระมหาเถระลาว 9 รูป นำโดย พระอาจารย์ใหญ่มะหาเหวด มะเสไน ประธานศูนย์กลางองค์การพุทธศาสนาสัมพันธ์แห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นประธาน ร่วมเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคล ก่อนที่จะถวาย “พระพุทธรูปองค์ตื้อ” อันศักดิ์สิทธิ์ไว้เป็นที่ระลึกแห่งศรัทธา
ก่อนจะเสด็จพระราชดำเนินกลับ ทั้งสองพระองค์ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยและพระนามาภิไธยไว้เป็นประวัติศาสตร์แห่งความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น จากนั้นจึงเสด็จฯ ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติวัดไต เพื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับประเทศไทย
ภาพของทั้งสองพระองค์ที่ทรงพระดำเนินผ่านทหารกองเกียรติยศด้วยความเข้มแข็งและสง่างาม นับเป็นการเชื่อมสัมพันธไมตรีที่งดงามที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ เป็นการยืนยันถึงพระราชดำรัสที่ว่า“การมาลาวคือการกลับบ้านมาเจอเพื่อนเก่า” อย่างแท้จริง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 75 ปีแห่งมิตรภาพ ‘ในหลวง-พระราชินี’ ทรงบันทึกประวัติศาสตร์ 2 ฝั่งโขง ‘การมาลาวคือการกลับบ้านมาเจอเพื่อนเก่า’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th