พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เข้าครม.พ่วงพ.ร.บ.โอนงบ'69 นายกฯลั่นพูดแล้วทำ คนละครึ่งพลัสรอคิวสัปดาห์หน้า
พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เข้าครม.พ่วงพ.ร.บ.โอนงบ’69 นายกฯลั่นพูดแล้วทำ คนละครึ่งพลัสรอคิวสัปดาห์หน้า เอสเอ็มอีอ่วมเจอวิกฤตซ้ำ
เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ประจำสัปดาห์วันนี้ ว่า เป็นการประชุม สส.รวมถึงคณะรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย เพื่อให้ทุกคนรับทราบ และเข้าใจสนับสนุนในสิ่งที่พรรคภูมิใจไทย จะเสนอในสภาผู้แทนราษฎร และเป็นสิ่งที่ จะเป็นวาระในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันพรุ่งนี้ (5พ.ค.) ถือว่าเป็นเรื่องปกติ
เมื่อถามถึงพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พรุ่งนี้ (5 พ.ค.) จะมีเรื่องนี้ เข้าสู่วาระการประชุมด้วย เพราะเราพูดแล้วทำ ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีสวนดุสิตโพลมีการรายงานผลสำรวจคะแนนนิยมทางการเมือง ล่าสุดนายอนุทินยังมีคะแนนนำเป็นนักการเมืองโดดเด่นเป็นอับดับหนึ่ง โดยนายกฯ ไม่ตอบคำถามแต่ ยกมือขึ้นไหว้เหนือศรีษะ ก่อนบอกว่าสาธุ แล้วเดินออกจากวงสัมภาษณ์ทันที
รายงานข่าวแจ้งว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 5 พฤษภาคมนี้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะเสนอให้ครม.มีมติเห็นชอบใน 2 เรื่อง คือ พ.ร.บ.โอนงบ 69 และการออก พ.ร.ก.กู้เงิน ส่วนมาตรการไทยช่วยไทยพลัสที่มีโครงการคนละครึ่งพลัสรวมอยู่ด้วยนั้น จะเสนอให้ครม.เศรษฐกิจและ ครม.ชุดใหญ่เห็นชอบในสัปดาห์ต่อไป สาเหตุที่มาตรการไทยช่วยไทยพลัส มีโครงการคนละครึ่งพลัสและมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอื่น ๆ จะยังไม่นำเข้าในการประชุมครม.วันที่ 5 พฤษภาคม เนื่องจากต้องประชุมครม.เศรษฐกิจก่อน และเสนอครม.มีมติเห็นชอบ
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยถึงแนวโน้มเศรษฐกิจต่อเอสเอ็มอี ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจล่าสุดภายใต้ภาวะความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ กำลังกลายเป็นวิกฤตรุมกระหน่ำซ้ำซ้อน จากสงครามภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geoeconomics) ครอบคลุมทั้งมิติการค้า การเงิน พลังงาน เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกผันผวนและกระทบเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานรากและกลุ่มเปราะบาง รวมถึงประเทศไทยได้รับผลกระทบโดยตรงด้านต้นทุนและกำลังซื้อ จากข้อมูลสำรวจของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) พบว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยได้รับผลกระทบจากปัจจัยนี้สูงถึง 96.7% กว่าครึ่งได้รับผลกระทบระดับปานกลางถึงรุนแรง สะท้อนความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจฐานรากเชื่อมโยงกับปัจจัยภายนอกอย่างมีนัยสำคัญ วิกฤตครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อสายป่านธุรกิจอย่างรุนแรง พบว่าเอสเอ็มอีถึง 1 ใน 5 หรือประมาณ 21.3% มีสภาพคล่องประคองธุรกิจได้ไม่เกิน 3 เดือน ขณะที่อีกกว่า 59.1% อยู่ได้เพียง 3-6 เดือนเท่านั้น เนื่องจากต้องเผชิญกับรายได้หดตัวตามกำลังซื้อลดลงทันที ประกอบกับต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน และสาธารณูปโภคพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปยังราคาสินค้าได้ มีเพียง 1.5% เท่านั้นปรับราคาได้เต็มที่ ส่งผลให้ภาคธุรกิจต้องแบกรับภาระจนเสี่ยงต่อการเกิดหนี้เสีย (NPL) และอาจถูกบีบให้เข้าสู่กงจักรหนี้นอกระบบ
นายแสงชัย กล่าวว่า นอกจากนี้ เอสเอ็มอียังเผชิญ 4 แรงกดดันหลักฉุดศักยภาพการแข่งขัน ทั้งด้านสภาพแวดล้อมภายนอกไม่แน่นอน ต้นทุนการดำเนินงานพุ่งสูง การแข่งขันด้านราคารุนแรง ข้อจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีรวมถึงแหล่งเงินทุนในระบบ ผลสำรวจระบุว่าผู้ประกอบการกว่า 92% ยังไม่มีแนวทางบริหารต้นทุนทางการเงินชัดเจน ส่วนใหญ่ทำได้เพียงขอผ่อนผันหรือพักชำระหนี้ บางส่วนเริ่มปิดกิจการชั่วคราวหรือขายสินทรัพย์เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง เป็นสัญญาณอันตรายต่อโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว ภาครัฐต้องเร่งนำนวัตกรรมนโยบายการเงินมาใช้เพื่อความยั่งยืน โดยเฉพาะมาตรการซอฟต์โลน ต้องเดินคู่กับการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการและการสร้างเสถียรภาพด้านพลังงาน พร้อมเสนอให้ยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเชิงยุทธศาสตร์เพื่อบริหารความเสี่ยง เพราะโจทย์ใหญ่ของประเทศไม่ใช่แค่การประคองธุรกิจให้รอดไปวันๆ แต่ต้องสร้างระบบนิเวศทำให้เอสเอ็มอีเติบโตได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางโลกที่ผันผวนและแข่งขันสูง ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนภายใต้ความเชื่อมั่นและความสามัคคี
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เข้าครม.พ่วงพ.ร.บ.โอนงบ’69 นายกฯลั่นพูดแล้วทำ คนละครึ่งพลัสรอคิวสัปดาห์หน้า
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th