รัสเซียทดสอบ “Sarmat” สำเร็จ ยกระดับนิวเคลียร์ไตรภาคี สะเทือนสมดุลยุทธศาสตร์โลก เจาะระบบป้องกันสหรัฐฯ–NATO RS-28 Sarmat ไม่ใช่แค่อาวุธ แต่คือสัญญาณการกลับมาของการแข่งขันนิวเคลียร์มหาอำนาจ
รัสเซียกับการเสริมศักยภาพนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ผ่านโครงการ Sarmat
เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมค.ศ. 2026 เวลา 11 นาฬิกา 15 นาที กองกำลังขีปนาวุธยุทธศาสตร์ «Ракетными войсками стратегического назначения (РВСН)» สหพันธรัฐรัสเซีย ได้ประกาศความสำเร็จในการทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปชนิดเชื้อเพลิงเหลวหนักรุ่น RS-28 “Sarmat” ซึ่งเป็นระบบอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์รุ่นใหม่ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อทดแทนขีปนาวุธยุคสหภาพโซเวียตรุ่น R-36M “Voyevoda” (NATO: SS-18 “Satan”) โดยพลเอกเซอร์เกย์ คาราคาเยฟ «Сергей Каракаев» ผู้บัญชาการกองกำลังขีปนาวุธยุทธศาสตร์ ได้รายงานต่อประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินว่า “วันนี้ เวลา 11 นาฬิกา 15 นาทีกองกำลังขีปนาวุธยุทธศาสตร์ได้ดำเนินการปล่อยขีปนาวุธข้ามทวีปชนิดเชื้อเพลิงเหลวหนักรุ่นใหม่ล่าสุด ‘Sarmat’ การปล่อยประสบความสำเร็จและภารกิจบรรลุผลตามวัตถุประสงค์ของการทดสอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว” ทั้งนี้รายงานดังกล่าวมีขึ้นระหว่างการประชุมทางไกลผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ (VKS) ระหว่างประธานาธิบดีกับผู้บัญชาการกองกำลังขีปนาวุธยุทธศาสตร์ของรัสเซีย
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 20 เมษายน ค.ศ. 2022 กระทรวงกลาโหมรัสเซียได้ประกาศการทดสอบยิงครั้งแรกของขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) รุ่น “Sarmat” ซึ่งเป็นระบบประจำฐานยิงแบบประจำที่ (silo-based) จากฐานปล่อยอวกาศเพลเซตสค์ «Плесецк» แคว้นอาร์คันเกลสค์ (Arkhangelsk Oblast) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัสเซีย ในขณะนั้นกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่าภารกิจการทดสอบดำเนินไปอย่างสมบูรณ์ตามแผน พร้อมยืนยันว่าคุณลักษณะเชิงคำนวณของขีปนาวุธได้รับการพิสูจน์ครบถ้วนในทุกช่วงการบิน ขณะที่หัวรบจำลองสำหรับการฝึกได้เดินทางถึงพื้นที่เป้าหมายที่กำหนด ณ ฐานยิงขีปนาวุธคูรา «Ракетный полигон Кура́» บนคาบสมุทรคัมชัตกาเรียบร้อยแล้ว กระทรวงกลาโหมรัสเซียรายงานว่า "ขีปนาวุธซาร์แมทมีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่ทำให้สามารถเจาะทะลุระบบป้องกันขีปนาวุธที่มีอยู่หรือที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างน่าเชื่อถือ ซาร์แมทเป็นขีปนาวุธที่ทรงพลังที่สุดและมีระยะยิงไกลที่สุดในโลก ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรบของกองกำลังนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ของประเทศรัสเซียอย่างมีนัยสำคัญ"
ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2022 หัวหน้าผู้ออกแบบของบริษัทวิจัยแห่งรัฐมาเคเยฟ (ผู้พัฒนาขีปนาวุธซาร์แมท) นายวลาดิมีร์ เดกเตียร์ «Владимир Дегтярь» กล่าวว่า ขีปนาวุธซาร์แมทจะเป็น "เกราะป้องกัน" ให้กับรัสเซียไปอีกหลายทศวรรษ ขีปนาวุธ Sarmat ถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของแผนการปรับปรุง “นิวเคลียร์ไตรภาคี” (Nuclear Triad) ของรัสเซีย ซึ่งครอบคลุมกำลังรบนิวเคลียร์ทางบก ทางทะเล และทางอากาศ
ทั้งนี้แผนการปรับปรุง “นิวเคลียร์ไตรภาคี” ของรัสเซียเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการเสริมสร้างและรักษาศักยภาพการยับยั้งทางนิวเคลียร์ของประเทศ ภายใต้บริบทการแข่งขันด้านอำนาจทางทหารระหว่างประเทศมหาอำนาจที่กลับมาทวีความเข้มข้นอีกครั้ง โดย “นิวเคลียร์ไตรภาคี” หมายถึงโครงสร้างกำลังรบนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ 3 ด้าน ได้แก่ กำลังรบนิวเคลียร์ภาคพื้นดิน กำลังรบนิวเคลียร์ทางทะเล และกำลังรบนิวเคลียร์ทางอากาศ ซึ่งถูกออกแบบเพื่อให้รัสเซียสามารถรักษาความสามารถในการตอบโต้นิวเคลียร์ได้แม้ในกรณีถูกโจมตีก่อน อันเป็นหลักการสำคัญของยุทธศาสตร์การยับยั้งเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Deterrence) ในส่วนของกำลังรบนิวเคลียร์ภาคพื้นดิน รัสเซียมุ่งพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) รุ่นใหม่เพื่อทดแทนระบบยุคสหภาพโซเวียตที่เริ่มล้าสมัย เช่น RS-28 Sarmat, RS-24 Yars รวมถึง ระบบ Avangard Hypersonic Glide Vehicle โดยโครงการ RS-28 Sarmat ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของแผนดังกล่าว ขีปนาวุธรุ่นนี้ถูกออกแบบให้มีพิสัยยิงข้ามทวีประยะไกล สามารถบรรทุกหัวรบนิวเคลียร์หลายหัวแบบ Multiple independently targetable reentry vehicle (MIRV) และรองรับการติดตั้งอาวุธร่อนความเร็วเหนือเสียง (Hypersonic Glide Vehicle) ได้ ส่งผลให้มีศักยภาพในการหลีกเลี่ยงและเจาะผ่านระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯ และ NATO ได้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกันรัสเซียยังเดินหน้าปรับปรุงกำลังรบนิวเคลียร์ทางทะเลผ่านการพัฒนาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดขีปนาวุธ Borei-class submarine ซึ่งมีความสามารถในการซ่อนตัวและปฏิบัติการในมหาสมุทรเป็นระยะเวลานาน อันช่วยเพิ่มความอยู่รอดของระบบตอบโต้นิวเคลียร์ในกรณีเกิดสงครามเต็มรูปแบบ รวมถึงขีปนาวุธ Bulava submarine-launched ballistic missile (SLBM) ส่วนกำลังรบนิวเคลียร์ทางอากาศ รัสเซียยังคงพัฒนาและปรับปรุงเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ให้สามารถใช้อาวุธนิวเคลียร์และอาวุธปล่อยนำวิถีระยะไกลได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่น Tupolev Tu-160, Tupolev Tu-95 เครื่องบินเหล่านี้สามารถยิงขีปนาวุธร่อนติดหัวรบนิวเคลียร์จากระยะไกล และมีความยืดหยุ่นในการแสดงกำลังหรือยกระดับการตอบโต้ทางทหาร โดยแผนการปรับปรุง Nuclear Triad ของรัสเซียในช่วงทศวรรษที่ผ่านมามีเป้าหมายหลัก คือ 1) ทดแทนระบบขีปนาวุธในยุคสหภาพโซเวียตที่เริ่มล้าสมัย 2) เพิ่มความสามารถในการเจาะระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯ และ NATO 3) พัฒนาอาวุธความเร็วเหนือเสียง (Hypersonic Weapons) 4) เสริมศักยภาพการโจมตีโต้กลับ (“Second Strike Capability”) หรือความสามารถในการตอบโต้แม้ถูกโจมตีก่อน และ5) รักษาสถานะ “มหาอำนาจนิวเคลียร์” ของรัสเซียในระบบระหว่างประเทศ โดยระบบ RS-28 Sarmat ดังกล่าวถูกออกแบบให้มีพิสัยยิงข้ามทวีประยะไกล สามารถบรรทุกหัวรบนิวเคลียร์หลายหัวแบบ MIRV รวมถึงรองรับการติดตั้งอาวุธร่อนความเร็วเหนือเสียง (Hypersonic Glide Vehicle: HGV) รุ่น Avangard ได้ ส่งผลให้มีศักยภาพในการหลีกเลี่ยงและเจาะผ่านระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯ และ NATO ได้ดียิ่งขึ้น
สาระสำคัญของการประกาศครั้งนี้ มิได้มีเพียงมิติด้านเทคโนโลยีทางทหารเท่านั้น แต่ยังมีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์และการเมืองระหว่างประเทศอย่างชัดเจน กล่าวคือ รัสเซียต้องการแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการคงไว้ซึ่ง “ศักยภาพการยับยั้งเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic Deterrence) ภายใต้บริบทการแข่งขันด้านอาวุธนิวเคลียร์ที่กลับมาทวีความเข้มข้นอีกครั้ง ภายหลังความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตกเสื่อมถอยจากสงครามรัสเซีย–ยูเครน และกลไกควบคุมอาวุธระหว่างประเทศหลายฉบับเผชิญภาวะหยุดชะงัก แม้ว่าระบบ Sarmat จะเผชิญความล่าช้าและรายงานความล้มเหลวในการทดสอบหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา แต่การประกาศความสำเร็จครั้งล่าสุดสะท้อนว่ารัสเซียยังคงให้ความสำคัญสูงสุดต่อการพัฒนากำลังรบนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ และมีแนวโน้มเดินหน้าการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านอาวุธยุทธศาสตร์ต่อเนื่องในระยะยาว ในมิติด้านความมั่นคงระหว่างประเทศเหตุการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลต่อแนวโน้มการแข่งขันด้านอาวุธเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ โดยเฉพาะการเร่งพัฒนาระบบป้องกันขีปนาวุธและอาวุธ Hypersonic ของสหรัฐฯ NATO และจีน รวมทั้งเพิ่มความเปราะบางต่อเสถียรภาพด้านการควบคุมอาวุธนิวเคลียร์โลกในอนาคต อันอาจนำไปสู่สภาวะการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์รูปแบบใหม่ที่มีความซับซ้อนและยากต่อการควบคุมมากยิ่งขึ้น
โดยสรุป การทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีป RS-28 “Sarmat” ของรัสเซียในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของมอสโกในการปรับปรุงและยกระดับศักยภาพกำลังรบนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ ภายใต้แผนการพัฒนา “นิวเคลียร์ไตรภาคี” ซึ่งถือเป็นแกนหลักของยุทธศาสตร์การยับยั้งทางนิวเคลียร์ของรัสเซียในยุคปัจจุบัน ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการแข่งขันด้านอาวุธยุทธศาสตร์และเทคโนโลยีทางทหารขั้นสูงที่กำลังกลับมามีบทบาทสำคัญในระบบความมั่นคงระหว่างประเทศอีกครั้ง
แม้ว่ารัสเซียจะอธิบายว่าการพัฒนาระบบ Sarmat มีเป้าหมายเพื่อรักษาสมดุลเชิงยุทธศาสตร์และเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องปรามภัยคุกคามจากภายนอก แต่ในอีกด้านหนึ่ง การเร่งพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และอาวุธความเร็วเหนือเสียงของมหาอำนาจต่าง ๆ อาจนำไปสู่การขยายตัวของการแข่งขันด้านอาวุธเชิงยุทธศาสตร์รอบใหม่ ซึ่งมีความซับซ้อนมากกว่ายุคสงครามเย็น ทั้งในมิติของเทคโนโลยี ระบบป้องกันขีปนาวุธ อวกาศ และสงครามไซเบอร์
ภายใต้บริบทดังกล่าว การพัฒนา RS-28 Sarmat จึงมิได้เป็นเพียงการปรับปรุงระบบอาวุธของรัสเซียเท่านั้น หากแต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงโลกเข้าสู่ยุคการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจที่เข้มข้นมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์และระบบควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างประเทศในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง