โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

5 วิธี เลือกหุ้นกู้ที่มืออาชีพใช้

Thairath Money

อัพเดต 27 ก.ค. 2567 เวลา 00.42 น. • เผยแพร่ 28 ก.ค. 2567 เวลา 00.23 น.
ภาพไฮไลต์

เมื่อบริษัทเติบโตถึงจุดหนึ่ง บริษัทมักจะเผชิญกับจุดตันทางการเงินที่ทำให้การขยายกิจการและการดำเนินงานประสบปัญหาในการระดมทุน การหาทุนเพิ่มเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรองรับการเติบโตและการพัฒนาของบริษัท วิธีหนึ่งที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายคือ “การออกหุ้นกู้” ซึ่งการเลือกซื้อหุ้นกู้จึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนควรทำความเข้าใจวิธีการเลือกหุ้นกู้เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดีและลดความเสี่ยง

วิธีเลือกหุ้นกู้

  • เลือกจากอันดับเครดิต (Credit Rating)
    อันดับเครดิตเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้นักลงทุนประเมินความเสี่ยงของการลงทุนในหุ้นกู้ บริษัทที่มีอันดับเครดิตสูงจากสถาบันจัดอันดับ เช่น Moody's, Standard & Poor's หรือ Fitch ที่มีความน่าเชื่อถือและมีโอกาสที่จะชำระหนี้คืนตามกำหนดมากกว่า การเลือกซื้อหุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิตสูงจะช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุน โดยอันดับที่จัดว่าลงทุนได้คือตั้งแต่ BBB ขึ้นไป
    2. เลือกจากอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate) อัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้เป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณา เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้ที่ออกในระยะเวลาครบกำหนด (maturity date) เดียวกัน เพื่อเลือกหุ้นกู้ที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด แต่ต้องระวังว่าอัตราดอกเบี้ยที่สูงอาจมาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นด้วย โดยปกติ ถ้าอัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้ในท้องตลาดมีค่าสูงขึ้น จะทำให้หุ้นกู้มีราคาหรือมูลค่าลดลง

การลงทุนหุ้นกู้ก็มี ‘ค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost)’ เช่นเดียวกับการลงทุนอื่นๆ เช่น หากคุณลงทุนในหุ้นกู้ที่ให้ดอกเบี้ย 3% ต่อปี เป็นเวลา 4 ปี เงินของคุณจะถูกล็อกอยู่ที่อัตราดอกเบี้ย 3% ตลอดระยะเวลา 4 ปี หากในช่วงเวลานั้นอัตราดอกเบี้ยในตลาดสูงขึ้น คุณจะเสียโอกาสในการลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่านั่นเอง

3. เลือกจากระยะเวลาครบกำหนด (Maturity Date)
การเลือกหุ้นกู้ที่มีระยะเวลาครบกำหนดตรงกับแผนการลงทุนของคุณเป็นสิ่งสำคัญ หุ้นกู้ระยะสั้นมักมีความเสี่ยงน้อยกว่า ดังนั้นผลตอบแทนก็น้อยกว่าหุ้นกู้ระยะยาวเช่นกัน หุ้นกู้ระยะยาวอาจให้ผลตอบแทนสูงกว่าแต่มีความเสี่ยงที่ต้องพิจารณามากขึ้น เพราะไม่รู้ว่าในอนาคตข้างหน้าจะเกิดเหตุการณ์อะไรบ้าง

4. สภาพคล่อง (Liquidity)
การที่หุ้นกู้มีสภาพคล่องสูง ในกรณีที่ต้องการเงินสดจะทำให้สามารถขายหุ้นกู้ได้ง่ายขึ้น จะช่วยลดความเสี่ยงในการถือครองหุ้นกู้ได้ แต่อย่างไรก็ตามควรอ่านและทำความเข้าใจเงื่อนไข (Covenants) ตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีข้อกำหนดที่ทำให้คุณเสียเปรียบจะช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุน หากบริษัทที่คุณลงทุนไม่มีความสามารถในการชำระหนี้คืนได้ บริษัทอาจปฏิเสธที่จะชำระหนี้ต่อไป หรือบริษัทอาจถูกฟ้องล้มละลาย

นักลงทุนอาจไม่ได้รับดอกเบี้ยตามที่ตกลงไว้ในสัญญาการลงทุน ในกรณีที่เลวร้ายกว่านั้น บริษัทอาจถูกฟ้องล้มละลาย อาจทำให้นักลงทุนสูญเสียเงินต้นทั้งหมดที่ลงทุนไป กระบวนการล้มละลายมักจะเป็นกระบวนการที่ยาวนานและซับซ้อน และนักลงทุนอาจต้องรอเวลานานก่อนที่จะได้รับเงินคืนบางส่วนหรือไม่ได้รับเงินคืนเลย

5. ประวัติและความน่าเชื่อถือของผู้ออกหุ้นกู้
การศึกษาประวัติของบริษัทที่ออกหุ้นกู้เป็นสิ่งสำคัญ ดูว่าบริษัทมีประวัติการชำระดอกเบี้ยและเงินต้นตรงตามกำหนดหรือไม่ หากบริษัทมีประวัติที่ดี จะช่วยให้คุณมั่นใจในความน่าเชื่อถือและความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัท

สุดท้าย การเลือกซื้อหุ้นกู้เป็นกระบวนการที่ต้องการความรอบคอบและการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียด การทำความเข้าใจปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจะช่วยให้คุณสามารถตัดสินใจลงทุนได้อย่างมั่นใจและได้รับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 5 วิธี เลือกหุ้นกู้ที่มืออาชีพใช้

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...