กลัวประเทศไทยต้องนับหนึ่งใหม่ ดร.สามารถ ผ่าสัญญารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน
วันนี้ 13 กรกฎาคม 2569 ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อความร่ายยาวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว วิเคราะห์เจาะลึกข้อสัญญาและสถานการณ์ความขัดแย้งในโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทยและกลุ่มซีพี โดยระบุข้อความทั้งหมดว่า "ผมไม่กลัวซีพีเลิกสัญญา… แต่กลัวประเทศไทยต้องนับหนึ่งใหม่ หลังจากได้อ่านทั้งหนังสือของกลุ่มซีพี และสัญญาร่วมลงทุนแล้ว ผมมีความเห็นส่วนตัวอยู่เรื่องหนึ่งคือ ผมไม่อยากเห็นโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ต้องกลับไปนับหนึ่งใหม่ ไม่ใช่เพราะผมเข้าข้างซีพี หรือ รฟท. แต่เพราะผู้ที่เสียประโยชน์มากที่สุดคือ ประเทศไทย
โครงการนี้ลงนามสัญญามาตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2562 ผ่านมาเกือบ 7 ปีแล้ว แต่จนถึงวันนี้ยังไม่สามารถออกหนังสือให้เริ่มงาน (Notice to Proceed หรือ NTP) ได้เลย หากต้องยกเลิกสัญญา เปิดประมูลใหม่ และเริ่มกระบวนการทั้งหมดอีกครั้ง กว่าที่รถไฟจะวิ่งได้จริง ประเทศไทยอาจต้องเสียเวลาเพิ่มอีกหลายปี นั่นคือสิ่งที่ผมไม่อยากเห็น! อย่างไรก็ตาม เมื่อได้อ่านสัญญาโดยเฉพาะข้อ 6.1 และข้อ 6.2 ก็ทำให้เข้าใจเหตุผลของหนังสือที่ซีพีส่งถึง รฟท.มากขึ้น
ข้อ 6.1 กำหนด "เงื่อนไขบังคับก่อน" ไว้ 3 ข้อ ได้แก่
(1) รฟท. ต้องส่งมอบพื้นที่โครงการ
(2) รฟท. ต้องส่งมอบพื้นที่สนับสนุนการเดินรถ
(3) เอกชนต้องได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุน (BOI)
เมื่อเงื่อนไขทั้ง 3 ข้อสำเร็จ จึงจะเริ่มนับระยะเวลาโครงการ และออก NTP แต่หากเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งยังไม่สำเร็จ ข้อ 6.2 ก็กำหนดไว้อีกขั้นหนึ่งว่า คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต้องพยายามเจรจาเพื่อขยายเวลาหรือหาแนวทางดำเนินการร่วมกันก่อน หากตกลงกันไม่ได้ คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง "อาจมีหนังสือแจ้งให้อีกฝ่ายทราบ เพื่อให้สัญญาร่วมลงทุนสิ้นสุดลง" ผมจึงมองว่า หนังสือของซีพีไม่ใช่การ "ถอนตัว" ในทันที แต่เป็นการใช้สิทธิตามกลไกที่สัญญากำหนดไว้ เมื่อคู่สัญญาไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้ คำถามต่อมาคือ ถ้าสัญญาสิ้นสุดลง ใครจะต้องรับผิด? เรื่องนี้ยังไม่มีใครตอบได้ในวันนี้ หากในที่สุดพิสูจน์ได้ว่า ซีพีเป็นฝ่ายผิด รฟท.ก็อาจใช้สิทธิตามสัญญาเรียกร้องค่าเสียหายจากเอกชน ในทางกลับกัน หากซีพีพิสูจน์ได้ว่าตนไม่ได้เป็นฝ่ายผิด และเหตุที่เงื่อนไขบังคับก่อนไม่สำเร็จเกิดจากปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุม หรือเกิดจากความล่าช้าในกระบวนการของรัฐ ก็อาจมีการเรียกร้องค่าชดเชยจากภาครัฐเช่นกัน
สังเกตว่าหนังสือของซีพีพยายามอธิบายรายละเอียดหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจาก COVID-19 สงคราม ต้นทุนทางการเงิน การเจรจาแก้ไขสัญญา และประเด็น BOI รวมทั้งประเด็นที่ซีพีได้ชี้แจงเพิ่มเติมกรณีการคาดการณ์ปริมาณผู้โดยสารที่สนามบินอู่ตะเภาสูงกว่าความเป็นจริง เนื่องจากรัฐได้ขยายความจุของสนามบินสุวรรณภูมิ เหล่านี้อาจเป็นการวางฐานข้อเท็จจริงไว้ล่วงหน้า หากในอนาคตเกิดข้อพิพาทเรื่องความรับผิดหรือค่าชดเชย
แน่นอนว่า นี่เป็นเพียงเหตุผลที่ซีพีนำมากล่าวอ้างในหนังสือ ส่วน รฟท.ก็สามารถนำข้อเท็จจริงและข้อสัญญามาโต้แย้งได้เช่นกัน ดังนั้น วันนี้จึงยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าใครเป็นฝ่ายถูกหรือฝ่ายผิด แต่มีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมกังวลมากกว่า… นั่นคือ หากการเจรจาไม่สำเร็จ เกิดเป็นกรณีพิพาท และข้อพิพาทต้องเข้าสู่กระบวนการระงับข้อพิพาทตามสัญญา หรือเข้าสู่ศาลตามสัญญาข้อ 39.12 เราทุกคนทราบดีว่า กระบวนการเช่นนี้อาจใช้เวลาหลายปี ในระหว่างนั้น โครงการก็แทบจะเดินหน้าต่อไม่ได้
สุดท้าย ผู้ที่เสียโอกาสมากที่สุด ไม่ใช่ซีพี และไม่ใช่ รฟท. แต่คือประชาชน และประเทศไทย ผมยังเชื่อว่า ทางออกที่ดีที่สุด ไม่ใช่การหาว่าใครแพ้หรือใครชนะ แต่คือการหาข้อยุติที่อยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย และรักษาผลประโยชน์ของประเทศให้ได้มากที่สุด เพราะรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ไม่ใช่โครงการของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง หรือของเอกชนรายใดรายหนึ่ง แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ประเทศไทยรอคอยมานานเกือบ 7 ปีแล้ว และผมก็ไม่อยากเห็นประเทศไทยต้องกลับไปเริ่มนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง ทั้งหมดนี้ อยากให้รัฐบาลและประชาชนช่วยกันนำไปคิดพิจารณาหาทางออก เพื่อให้ประเทศชาติและประชาชนได้รับผลประโยชน์สูงสุดต่อไป"
หลังจากที่โพสต์ของ ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ เผยแพร่ลงมาบนฌลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น
"ถ้าไม่มีCPอยู่ในประเทศไทยคงจะดีนะ ทำยังไงดีช่วยกันคิดช่วยกันทำ คนไทยจะได้ลืมตาอ้าปากกันได้บ้างครับ"
"ไม่คาดหวัง ยอมไม่ผิดหวัง บางทีอาจจะดีแล้วก็ได้ครับ พอไปได้เห็นโครงการของอียิปต์ที่ทำกับSiemens โครงการสามสนามบินดูแพงเกินจริงไปมาหาศาล"
"7 ปีผ่านไป รฟท. ก็ยังส่งมอบพื้นที่ตลอดทั้งโครงการไม่ครบ 100% เลยค่ะ โดยเฉพาะช่วงพญาไท-ดอนเมือง ท่อน้ำของกทม. ระบบระบายน้ำ ท่อส่งน้ำมัน สายไฟแพงสูง ยังไม่ได้ย้ายเลย แล้วจะออก NTP ให้ซีพีเข้าพื้นที่ก่อสร้างได้ยังไงคะ"
"มันชัดเจนอยู่แล้วครับ"
"ถ้าตกลงกันไม่ได้จริงๆ คนเสียผลประโยชน์คือประเทศไทยอย่างแท้าจริง"
"แล้วอาจารย์ คิดว่า มีโครงการใหญ่ๆของรัฐ ที่ ปชช. ได้ผลประโยชน์ โดยไม่เสียผลประโยชน์ เพิ่ม หรือเสียโอกาสเพิ่มล่ะครับ มีไหมครับ ผมอยากรู้ครับ"
"นับ1ใหม่ก็ดีกว่าตุกติกนี่ครับ หรือ เน้นแค่ ผลลัพธ์ถูกต้องถูกใจ(FAULT POSITIVE) ไม่แคร์ถูกต้องครบทุกขั้นตอนภาคบังคับ(เขตวิกฤต)หรือไม่ก็ได้ หรือ สั้นๆ เน้น ได้ production ที่มาไม่แคร์แม้ปล้นคนอื่นมา"
"ต้องถอยหลังไปนับ กว่าจะได้นับ 1 รถไฟรางคู่สายอีสาน ยังไม่เสร็จ รถไฟความเร็วสูงได้ไม่ถึงคริ่ง ไปดูทางลอยฟ้ามวกเหล็ก อนาจใจ"
"กล้วตั้งแต่ปีแรกไม่มีการทำอะไรอยู่แล้ว"
"อาจารย์คงต้องกลัวทั้งสองประเด็นแล้วละครับ"
"โครงการนี้ทำเสร็จก็เจ๊ง เพราะภาคตะวันออกมีทั้งมอเตอร์เวย์ ทางด่วนบูรพาวิถี ใช้รถสะดวกกว่าเยอะและรถไฟธรรมดาราคาถูกยังมีคนใช้น้อยมาก"
"ค่าโง่#2
"ต้องตอความล่าช้ามาจากการรถไฟหรือว่า CP กันแน่ ถึงทำให้ไม่กล้าฟ้อง"
"แก้สัญญาง่ายๆ ทำไมเขาไม่แก้ครับ อัยการสูงสุดก็บอกว่าแก้ได้ ทีอู่ตะเภาภาระน้อยกว่ายังแก้ได้เลย"
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ - Dr.Samart Ratchapolsitte