โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

อินโดฯ ขึ้นภาษีคริปโต 5 เท่า! จัดระเบียบตลาดหมื่นล้านดอลล์ สกัดเงินไหลออกนอกประเทศ

Manager Online

เผยแพร่ 30 ก.ค. 2568 เวลา 15.49 น. • MGR Online

รัฐบาลอินโดนีเซียเดินเกมใหญ่ ปรับขึ้นภาษีธุรกรรมคริปโตและการขุดสูงสุดถึง 5 เท่า มีผล 1 ส.ค. นี้ เล็งคว้ารายได้จากตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่าเกือบ 40 พันล้านดอลลาร์ ท่ามกลางธุรกรรมพุ่งทะลุ 650 ล้านล้านรูเปียห์ในปีเดียว ดันอินโดฯ สู่เวทีระดับโลก พร้อมเร่งกำกับแพลตฟอร์มต่างชาติให้แข่งกันอย่างยุติธรรม

รัฐบาลอินโดนีเซียประกาศปรับโครงสร้างภาษีคริปโตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการควบคุมการไหลเวียนของเงินทุนในตลาดคริปโตที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และเพิ่มรายได้เข้าสู่รัฐจากภาคสินทรัพย์ดิจิทัลที่กำลังกลายเป็นกลไกเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ

ตามรายงานของสำนักข่าว Reuters กระทรวงการคลังอินโดนีเซียได้ประกาศเพิ่มอัตราภาษีขายคริปโตจากเดิม 0.1% เป็น 0.21% และเพิ่มภาษีการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจาก 0.2% เป็น 1% ขณะที่ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับการขุดเหรียญดิจิทัลก็ถูกปรับขึ้นจาก 1.1% เป็น 2.2%

นอกจากนี้ ยังมีการยกเลิกภาษีเงินได้พิเศษสำหรับผู้ประกอบการเหมืองคริปโต และให้ใช้ภาษีบุคคลธรรมดาหรือภาษีนิติบุคคลตามปกติแทน โดยจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2569

การเปลี่ยนแปลงนี้มีขึ้นท่ามกลางการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมคริปโตในอินโดนีเซีย โดยข้อมูลจาก CoFTRA ระบุว่า มูลค่าธุรกรรมรวมในปี 2567 เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า จากปีที่แล้ว ทะลุ 650 ล้านล้านรูเปียห์ หรือราว 39.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีผู้ใช้งานคริปโตเกินกว่า 20 ล้านคน

ขณะที่แพลตฟอร์มเทรดคริปโตในประเทศอย่าง Tokocrypto ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Binance แสดงท่าทีสนับสนุนการจัดหมวดหมู่สกุลเงินดิจิทัลใหม่ให้เป็น “สินทรัพย์ทางการเงิน” แทน “สินค้าโภคภัณฑ์” แต่เรียกร้องให้รัฐบาลกำหนดช่วงเวลาผ่อนปรนก่อนกฎมีผลเต็มรูปแบบ

ขณะเดียวกัน อินโดนีเซียยังปรับบทบาทหน่วยงานกำกับดูแล โดยย้ายอำนาจควบคุมจากสำนักงานกำกับการซื้อขายล่วงหน้าไปยังสำนักงานบริการทางการเงิน เพื่อสร้างกรอบกฎหมายที่ทันสมัยและสอดคล้องกับมาตรฐานระดับโลก

ปัจจุบัน Tokocrypto ถือครองส่วนแบ่งตลาดคริปโตในประเทศถึง 43% โดยได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ให้บริการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างถูกต้อง ส่วนอีกหลายแพลตฟอร์มในประเทศ เช่น INDODAX ก็อยู่ภายใต้การกำกับของหน่วยงานรัฐเช่นกัน

อย่างไรก็ตามมาตรการภาษีล่าสุดยังรวมถึงการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ โดยเน้นจัดเก็บภาษีจากแพลตฟอร์มต่างชาติที่ให้บริการในประเทศแต่ไม่ได้จดทะเบียนอย่างถูกต้อง ซึ่งสร้างความได้เปรียบอย่างไม่เป็นธรรมเหนือผู้ประกอบการภายในประเทศ

นอกจากนี้เพื่อรับมือกับแนวโน้มผู้ใช้งานที่ย้ายแพลตฟอร์มไปยังต่างประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี อินโดนีเซียจึงได้ลงนามในข้อตกลงแบ่งปันข้อมูลกับออสเตรเลียเมื่อเดือนเมษายน 2567 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์ดิจิทัลข้ามพรมแดน

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการในประเทศยังคงกังวลว่า ภาษีคริปโตของอินโดนีเซียยังสูงเกินไป เมื่อเทียบกับภาษีกำไรจากการลงทุนในหุ้นทั่วไป โดย Tokocrypto เสนอให้รัฐบาลใช้มาตรการจูงใจทางภาษี และเร่งกำกับดูแลแพลตฟอร์มต่างประเทศอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการสูญเสียรายได้และผู้ใช้งาน

ข้อมูลจาก Chainalysis จัดให้อินโดนีเซียอยู่ในอันดับ 3 ของโลกด้านการยอมรับคริปโต โดยกลุ่มผู้ใช้งานส่วนใหญ่กว่า 60% มีอายุระหว่าง 18-30 ปี และนิยมลงทุนในสินทรัพย์หลักอย่าง Bitcoin, Ethereum, USDT และ Solana

ทั้งนี้อินโดนีเซียกำลังเดินหน้าปรับสมดุลระหว่างรายได้ของรัฐกับเสถียรภาพของอุตสาหกรรม โดยหวังว่ามาตรการภาษีใหม่นี้จะไม่เพียงแค่สร้างรายได้เพิ่มขึ้น แต่ยังช่วยปูทางให้ประเทศก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัลระดับภูมิภาคอย่างมั่นคงในระยะยาว

ปัจจุบันปริมาณธุรกรรมคริปโตในปี 2567 ได้แซงหน้ายอดรวมของปี 2565 และ 2566 ไปแล้ว สะท้อนถึงศักยภาพมหาศาลในระบบนิเวศคริปโตของอินโดนีเซีย ที่รัฐบาลกำลังเร่งใช้มาตรการเต็มกำลังเพื่อควบคุม ทันเกม และเก็บรายได้ไม่ให้ไหลหลุดออกนอกประเทศอีกต่อไป

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...