โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คนเก่งจริงต้องกล้ารับคำติ ทักษะนี้ช่วยเติบโตก้าวไกลกว่าเดิม

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 27 มิ.ย. 2568 เวลา 04.55 น. • เผยแพร่ 27 มิ.ย. 2568 เวลา 11.43 น.

รู้หรือไม่? “ทักษะที่ถูกประเมินค่าต่ำที่สุดในชีวิตการทำงาน คือความสามารถในการรับคำติเชิงสร้างสรรค์” หรือพูดง่ายๆ ก็คือ การเปิดใจรับฟังคำวิจารณ์โดยไม่มีอคติ เพราะเป็นทักษะที่จะช่วยให้วัยทำงานเติบโตในหน้าที่การงาน ไม่ใช่แค่ทำงานเก่งอย่างเดียวอีกต่อไป!

อดัม แกรนต์ (Adam Grant) นักจิตวิทยาองค์กรจาก Wharton Business School เขียนไว้ในโพสต์บนแพลตฟอร์ม X เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา ว่า ถ้าหากคุณอยากเติบโตในสายอาชีพได้ไกลกว่าคนอื่น หนึ่งในทักษะสำคัญที่ต้องมีคือ “การรับฟังคำวิจารณ์เชิงสร้างสรรค์” โดยเฉพาะคำติแรงๆ ตรงไปตรงมาแต่เต็มไปด้วยความตั้งใจดี

เขาอธิบายว่า “การหาความรู้นั้นง่าย แต่การได้คำวิจารณ์ที่ตรงไปตรงมายากมาก ถ้าคุณรับความจริงไม่ได้ คนก็จะเลิกพูดความจริงกับคุณในที่สุด ..คนที่เติบโตได้มากที่สุด คือคนที่รับคำติได้ดีที่สุด”

ฟังคำวิจารณ์อย่างมีสติ รับฟังด้วยใจเปิดกว้าง ไม่ปะทะกลับทันที

แม้รู้ว่าคำวิจารณ์จะช่วยให้เราเก่งขึ้น แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะรับมันได้โดยไม่รู้สึกปวดใจ โดยเฉพาะเมื่อต้องเจอคำวิจารณ์ตรงๆ กลางที่ทำงาน

ในพอดแคสต์ “WorkLife” ตอนหนึ่งเมื่อปี 2018 Grant เคยพูดไว้ว่า มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะรู้สึกตั้งรับทันทีเมื่อได้ฟังคำติแรงๆ เขาอธิบายในเชิงจิตวิทยาว่า “คำวิจารณ์ในแง่ลบมักส่งสัญญาณเตือนอัตโนมัติ มันกระตุ้นระบบประสาทของร่างกาย… สมองของคุณจะทำงานเร็วมาก คุณเริ่มสร้างเกราะป้องกันตัวเอง และเตรียมโต้กลับทันที”

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเห็นตรงกันว่า การตอบสนองอย่างเหมาะสม ไม่ปะทะ ไม่ตั้งแง่ จะช่วยให้คุณมีผลงานที่ดีขึ้น มีความสุขกับงานมากขึ้น และมีความสัมพันธ์ที่ดีในที่ทำงาน

วิธีรับมือกับคำติ: หายใจลึกๆ แล้วค่อยคิดอย่างมีเหตุผล ช่วยให้พัฒนาดีขึ้น

“การเปิดใจรับคำวิจารณ์ เริ่มตั้งแต่วินาทีที่คุณได้รับมัน” คือคำแนะนำจาก สก็อตต์ มอตซ์ (Scott Mautz) อดีตผู้บริหารจาก Procter & Gamble และผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะผู้นำ ซึ่งเขียนบทความให้กับ CNBC Make It เมื่อปี 2024 โดยเขาแนะนำว่า เมื่อคุณได้รับคำติ อย่ารีบตอบกลับทันที

แต่ให้ตั้งรับด้วยการ “หายใจลึกๆ” และตอบกลับด้วยความสงบและเป็นมืออาชีพ จากนั้นเมื่ออยู่คนเดียว จึงค่อยประเมินคำวิจารณ์อย่างมีสติ โดยเขามีคำแนะนำ 3 ขั้นตอนสำหรับการรับมือคำติอย่างมืออาชีพ ดังต่อไปนี้

1. ประเมินว่าใครเป็นคนให้คำติ และเขามีสิทธิ์ให้คำตินั้นหรือไม่

ให้พิจารณาว่าคนที่เขามาติชมงานของคุณ เขาทำงานใกล้ชิดกับคุณหรือเปล่า? เข้าใจเนื้องานของคุณมากน้อยแค่ไหน? ปกติให้คำแนะนำดีหรือเปล่า? ถ้าใช่.. คุณก็ควรน้อมรับฟังไว้ ทั้งนี้ คำติที่ดีควรมีแนวทางพัฒนาที่ชัดเจน และช่วยให้คุณเข้าใกล้เป้าหมายในสายอาชีพ เช่น การเลื่อนตำแหน่ง

2. เปลี่ยนมุมมองต่อคำวิจารณ์

ลองปรับวิธีคิดใหม่ว่าคนที่ให้คำแนะนำคุณนั้น จริงๆ แล้วเขามีตั้งใจดี อย่าลืมว่า “การถูกติเหนือกว่าการถูกเมิน”

3. มองหาว่าอะไรที่ช่วยให้คุณเก่งขึ้นได้จริง

ลองใช้เวลาทบทวนดูว่าอะไรคือสิ่งที่จะทำให้คุณเก่งขึ้น แข็งแกร่งขึ้นจริงๆ วิธีหนึ่งที่ได้ผลคือให้คุณย้อนกลับไปดูผลงานของตัวเองทั้งหมด แล้วลองจินตนาการว่าคุณไม่ได้เป็นเจ้าของผลงานนั้น แต่เป็นคนนอกที่มองเข้ามา ถ้าคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่ได้มีอคติอะไรกับงานนี้ คำวิจารณ์ที่คุณได้รับมันฟังขึ้นไหม? ดูมีเหตุผลและช่วยให้ดีขึ้นได้จริงหรือเปล่า?

จากนั้นลองเทียบกับคำติที่คุณเคยได้รับมาก่อน ว่ามันสอดคล้องกันหรือไม่ ถ้ามันเริ่มมีรูปแบบบางอย่างที่ชัดเจน เช่น จุดอ่อนที่หลายคนพูดคล้ายกัน นั่นแหละคือโอกาสที่ดีในการหยิบสิ่งเหล่านั้นมาพัฒนาให้ตรงจุด และทำให้คุณเติบโตได้อย่างแท้จริง

คิดแบบนักกีฬาโอลิมปิก อย่าคิดแค่ว่าตนเองทำดีแล้ว

ในพอดแคสต์ของแกรนต์ เขาให้เคล็ดลับอีกอย่างว่า การเปลี่ยนมุมมองต่อคำติ เช่น การคิดแบบนักกีฬาโอลิมปิก ไม่ได้แค่ช่วยให้คุณเป็นพนักงานที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนวิธีทำงานของคุณในระดับลึกลึ้งขึ้นอีกด้วย

“ให้คุณคิดว่าตัวเองเป็นนักกีฬาโอลิมปิก ที่ต้องการรู้ว่าจะพัฒนาอย่างไรได้อีกบ้าง ไม่ใช่แค่รอฟังคำชมว่าทำได้ดีแล้ว วิธีที่ดีที่สุดในการพิสูจน์ตัวเอง คือการแสดงให้เห็นว่าคุณพร้อมจะพัฒนาตัวเอง” นักจิตวิทยาบอกทิ้งท้าย

อ้างอิง: CNBC, Adam Grant, adamgrant biography

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...