โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

นโยบายภาษีทรัมป์เปลี่ยนเกมการค้าโลกอย่างไรในปี 2025

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 08 ก.ค. 2568 เวลา 12.28 น.
ทรัมป์ส่งหนังสือยืนยันเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทย 36% เริ่ม 1 สิงหาคม 2568 รัฐบาลไทยเปิดแผนรับมือ ดันทีมเจรจาเดินหน้าเต็มที่ ขณะธุรกิจไทยเร่งปรับกลยุทธ์–เบนตลาดสู่อาเซียน

เมื่อทรัมป์ประกาศภาษี ไทยต้องเตรียมรับมือเกมใหม่ของโลกการค้า

การประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 คือสัญญาณชัดเจนว่าระบบการค้าโลกกำลังก้าวเข้าสู่บทใหม่อีกครั้ง ในจดหมายทางการที่ส่งถึงรัฐบาลไทย ทรัมป์ยืนยันอัตราภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าจากประเทศไทยที่ 36 เปอร์เซ็นต์ โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป ถือเป็นการดำเนินนโยบายอย่างเป็นทางการครั้งแรกหลังกลับเข้าสู่ทำเนียบขาว พร้อมกับแนวคิดปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศผ่านกลไกภาษีที่เข้มข้น

แม้จะไม่ใช่การประกาศขึ้นภาษีต่อประเทศไทยเพียงประเทศเดียว แต่นี่คือระดับภาษีที่สูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเดียวกัน โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเวียดนามที่อัตราภาษีถูกลดลงเหลือเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ ไทยจึงกำลังเผชิญข้อเสียเปรียบในการแข่งขันโดยตรงในตลาดสหรัฐฯ และอาจต้องทบทวนยุทธศาสตร์ส่งออกครั้งใหญ่ในระยะเวลาอันใกล้

เกมเจรจาที่ยังไม่จบ

ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันเดียวกัน นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รายงานต่อที่ประชุมว่าการเจรจากับฝ่ายสหรัฐฯ ยังคงดำเนินอยู่ โดยข้อเสนอจากฝ่ายไทยได้รับการตอบรับในบางส่วน แต่ยังไม่สามารถตกผลึกได้ทั้งหมด ท่าทีจากวอชิงตันครั้งนี้จึงอาจมองได้ว่าเป็นการเปิดช่องให้ทั้งสองฝ่ายมีเวลาปรับจูนจุดยืนให้ลงตัวภายในเดือนกรกฎาคม ก่อนที่มาตรการภาษีจะเริ่มบังคับใช้จริงในเดือนถัดไป

ในมุมของรัฐบาลไทย การเข้าสู่โต๊ะเจรจาถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะพยายามลดผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมหลักที่มีสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับต้น ๆ ขณะที่ฝ่ายการคลังยังยืนยันว่าจะใช้เวลาเท่าที่จำเป็นเพื่อหาข้อสรุปที่อยู่บนฐานของผลประโยชน์ร่วม ไม่ใช่การยอมจำนนทางการค้า

งบเยียวยาและมาตรการรองรับ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลได้กันงบประมาณไว้ล่วงหน้าเพื่อใช้ดูแลกลุ่มผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโครงสร้างภาษีใหม่ วงเงินเฟสแรกอยู่ที่ 10,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงบกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 และยังมีวงเงินสำรองอีก 40,000 ล้านบาท สำหรับกรณีฉุกเฉินหากการเจรจาไม่บรรลุผลหรือสถานการณ์ยืดเยื้อเกินความคาดหมาย

อย่างไรก็ตาม การใช้เงินเหล่านี้ยังไม่เริ่มต้นจนกว่าผลการเจรจาจะชัดเจน โดยรัฐบาลเน้นวางหลักเกณฑ์ให้สามารถช่วยเหลือได้ตรงจุดในทั้งสองภาค คือ ภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากภาษีนำเข้า และภาคเกษตรที่เกี่ยวเนื่องกับห่วงโซ่อุปทาน

คำถามใหญ่คือ หากการเจรจาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีได้ทันเวลา งบเยียวยาเหล่านี้จะสามารถประคับประคองธุรกิจให้ผ่านพ้นแรงกระแทกในระยะสั้นได้จริงหรือไม่

การปรับตัวของภาคธุรกิจท่ามกลางความกดดัน

ข้อมูลจากผลสำรวจ UOB Business Outlook Study 2025 สะท้อนภาพการตื่นตัวของภาคธุรกิจไทยต่อแรงกดดันจากภาษีนำเข้า โดยตัวเลขความเชื่อมั่นลดลงจาก 58 เปอร์เซ็นต์เหลือ 52 เปอร์เซ็นต์ หลังข่าวการเก็บภาษีปรากฏในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา

แม้จะมีความกังวลชัดเจน แต่ธุรกิจไทยส่วนใหญ่กลับแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มเชิงรุกในการปรับตัว หลายกิจการเริ่มมุ่งขยายตลาดใหม่ภายในภูมิภาคอาเซียน เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม รวมถึงบางรายที่เริ่มหันกลับมาให้ความสำคัญกับตลาดในประเทศมากขึ้น ในขณะเดียวกัน มีแนวโน้มเพิ่มการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อจัดการห่วงโซ่อุปทาน และพัฒนาแนวทางด้านความยั่งยืนผ่านกลยุทธ์ ESG

ประเด็นที่น่าจับตาคือ ภาคธุรกิจขนาดกลางจำนวนไม่น้อยเริ่มวางแผนใช้พลังงานหมุนเวียน และหันมาออกแบบองค์กรให้สอดรับกับความคาดหวังของผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น

ปัญหาแรงงานและความพร้อมในการเปลี่ยนผ่าน

แรงงานยังคงเป็นปัจจัยท้าทายที่สุดสำหรับหลายธุรกิจ โดยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ระบุว่ายังขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ และมีปัญหาในการรักษาพนักงานไว้ในองค์กร ยิ่งในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอน และตลาดแรงงานมีแรงดึงดูดจากหลายทิศทาง การรักษาคนจึงกลายเป็นโจทย์ที่ซับซ้อนมากขึ้น

ในเวลาเดียวกัน เทคโนโลยีใหม่ ๆ โดยเฉพาะระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ก็กำลังเข้ามามีบทบาทในองค์กรหลายแห่ง ไม่ใช่เพียงเพื่อทดแทนแรงงานเท่านั้น แต่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในส่วนงานต่าง ๆ เช่น การจัดการข้อมูล การบริหารสต๊อกสินค้า หรือแม้แต่การให้บริการลูกค้า

สิ่งที่ปรากฏจากแนวโน้มนี้คือ ภาคธุรกิจไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากการปรับตัวเชิงรับไปสู่การปรับโครงสร้างเชิงรุก เพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง และเพิ่มภูมิคุ้มกันในยุคที่กฎเกมการค้าเปลี่ยนแปลงเร็วและรุนแรงกว่าที่เคย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...