โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘หญ้าหวาน’พืชนี้มีประโยชน์..และ‘คนกินได้’

แนวหน้า

เผยแพร่ 11 พ.ค. 2568 เวลา 17.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับการเลือกตั้งนายกเทศมนตรี และสมาชิกสภาเทศบาล (สท.) เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งผลที่ออกมาก็ไม่เกินความตาดหมาย เมื่อบรรดา “บ้านใหญ่ – หน้าเดิม” ยังคงคว้าชัยชนะได้เสียเป็นส่วนมากจากทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม ในบางพื้นที่ก็มี “ดรามา” จากคดีอื้อฉาวเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งมีการไปปรามาสไว้ในช่วงก่อนเลือกตั้ง ว่าหากคนในพื้นที่นั้นยังคงเลือกผู้สมัครหน้าเดิมก็คงไม่ตางกับการ “กินหญ้า”

แต่เมื่อท้ายที่สุด ผู้สมัครหน้าเดิมนั้นคว้าชัยแบบยกชุด ก็ได้ทีออกมา “เกทับ” หลังถูก “คณะทัวร์” รุมถล่มมานาน ในทำนองว่า “คนที่นี่เขากินหญ้าหวาน” จุดชนวนความเดือดระลอกใหม่อีกครั้ง มีการตั้งคำถามว่า “เหมาะสมหรือไม่” กับการออกมาแสดงท่าทีแบบนี้ของคนที่เป็นนักการเมือง เพราะมองว่าไม่ว่าจะเป็นหญ้าชนิดใดก็ไม่ใช่อาหารสำหรับมนุษย์บริโภค

ซึ่งนั่นก็คือเรื่องของ “วิวาทะการเมือง” แต่จริงๆ แล้ว “หญ้าหวานเป็นพืชมีประโยชน์กว่าที่คิด” และยังถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบอาหารของมนุษย์ด้วย

- หญ้าหวานคืออะไร? : ข้อมูลจาก สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า หญ้าหวาน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Stevia rebaudiana Bertoni จัดอยู่ในวงศ์ Astcraceac เป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี มีลักษณะคล้ายต้นกะเพราหรือต้นแมงลัก มีสาร Stevioside ซึ่งเป็นสารให้ความหวานคล้ายคลึงกับน้ำตาลทรายมาก และมีความหวานประมาณ 300 เท่าของน้ำตาลซูโครส นอกจากนี้ ยังเป็นสารให้ความหวานที่มีแคลอรี่ต่ำมากเมื่อเทียบกับน้ำตาลทราย เนื่องจากไม่ถูกย่อยให้เกิดพลังงานในร่างกาย

จากคุณสมบัติของสารหวานดังกล่าว “ในปัจจุบันมีการนำมาใช้เป็นสารที่ให้ความหวานสำหรับอาหาร และเครื่องดื่มบางประเภท โดยใช้แทนน้ำตาลทรายบางส่วนหรือทั้งหมด” ซึ่งวัตถุประสงค์สำคัญคือลดปริมาณแคลอรี่ในอาหารและเครื่องดื่ม สำหรับผู้ที่ต้องการลดความอ้วนหรือผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน

- สรรพคุณ : แพทย์ผู้ใช้หลายคนยอมรับว่าหญ้าหวานช่วยย่อยอาหารป้องกันฟันผุและปริทนต์ รักษาบาดแผล มีดัชนีไกลซีมิก เท่ากับศูนย์ ดังนั้นจะไม่มีผลต่อระบบน้ำตาลในเลือด หลังจากบริโภคและยังช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด รักษาผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง อหิวาตกโรคและโรคท้องร่วงอื่นๆ และลดคอเลสเตอรอล

- สารสำคัญที่ทำให้มีรสหวานในหญ้าหวาน : เป็นสารประกอบพวกไดเทอร์พีนกลัยโคไซด์ ซึ่งมีอยู่หลายชนิด คือ steviol, steviolbioside, stevioside, rebaudioside A-F และ dulcoside A โดยพบว่า stevioside เป็นสารที่พบในปริมาณมากที่สุดคือประมาณร้อยละ 2.0-7.7 รองลงมาคือ rebaudioside ประมาณร้อยละ 0.8-2.9 ส่วนสารตัวอื่นจะพบในปริมาณน้อยกว่า นอกจากหญ้าหวานจะเป็นสารปรุงรสหวานอาหารและเครื่องดื่มที่มาจากธรรมชาติ มีรสขมเล็กน้อย ไม่ให้พลังงานและไขมัน ไม่เกิดการสะสมในร่างกายผู้บริโภค รวมทั้งไม่เกิดการดูดซึมในระบบการย่อย

ทำให้มีผลดีต่อผู้บริโภคที่ต้องการลดน้ำหนักและที่เป็นโรคเบาหวานประเภท 2 ทนความร้อนได้สูงถึง 200 องสาเซลเซียส ทนต่อภาวะความเป็นกรด-เบส ในช่วง 3-9 ให้ความหวานคงตัวตลอดกระบวนการผลิต ป้องกันการหมักท้าให้ไม่เกิดการเน่าบูด และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยชะลอความแก่แล้ว ยังจัดเป็นโภชนาการบ้าบัดที่ดี เนื่องจากไม่มีความเป็นพิษทั้งแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรังต่อสัตว์ทดลอง ไม่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง รวมทั้งทางระบาดวิทยายังไม่เคยมีรายงานการป่วยหรือปัญหาต่อสุขภาพ ที่เกิดจากการบริโภคหญ้าหวานเป็นประจำแต่อย่างไร

- ข้อควรระวัง : ถึงแม้สารสตีเวียจะไม่ตกค้างในร่างกายก็ตาม การบริโภคใบหญ้าหวานหรือผลิตภัณฑ์ที่ได้เป็นจำนวนมาก จะเป็นการเพิ่มปริมาณนำตาลกลูโคส และอาจก่อให้เกิดผลเสียกับร่างกายได้เช่นกัน ดังนั้นควรบริโภคหญ้าหวานในปริมาณที่เหมาะสมเสมอ สำหรับปริมาณสารปรุงรสหวานในหญ้าหวานที่เหมาะสมในการบริโภคต่อวัน ได้แก่ 4 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักเป็นกิโลกรัมของผู้บริโภค

อ้างอิง

หญ้าหวาน (Stevia) : สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...