โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ททท. ยึด ESG ดึง บจ. พัฒนาท่องเที่ยวชุมชน 5 จังหวัด เคียงคู่ เที่ยวไทยคนละครึ่ง

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 03 ก.ค. 2568 เวลา 21.01 น. • เผยแพร่ 03 ก.ค. 2568 เวลา 10.14 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สานต่อโครงการ "Village to the World” ปีที่ 4 โดยธีมปีนี้โฟกัสที่ Sustainable Agenda เพื่อสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่าง ‘บริษัทจดทะเบียน’ (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์ และชุมชนท่องเที่ยวต้นแบบ ตามแนวคิด “ESG Partnership for Impact” ซึ่งเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล สะท้อนถึงคุณค่าการดำเนินธุรกิจที่เคารพต่อโลก ใส่ใจผู้คน และบริหารจัดการอย่างโปร่งใส

SDGs เชื่อมโยงการท่องเที่ยว

“ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์” ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หากมองชุมชนเป็นเพียงแหล่งท่องเที่ยว เราจะเห็นแค่จุดหมายปลายทาง แต่ถ้ามองชุมชนเป็นจุดเริ่มต้นของความยั่งยืน เราจะเห็นมิติที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

ซึ่ง ททท. ได้เล็งเห็นศักยภาพของชุมชนในมิติเหล่านี้มาโดยตลอดจึงได้ปรับบทบาทเข้าสู่การเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวที่สร้างความยั่งยืนให้กับภูมิภาค ตามแนวทางของ Sustainable Development Goals (SDGs) หรือเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (United Nations : UN)

“ททท. ได้นำบริบทของ SDGs มาเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว กลายเป็น Sustainable Tourism Goals (STG) โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำ และให้ความสำคัญกับการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ ดังนั้น โครงการ "Village to the World Sustainable Agenda" ล่าสุดนี้จึงเป็นวาระที่สำคัญมาก

จับคู่ ภาคธุรกิจ–ชุมชน พัฒนาโครงการ

การพัฒนาโครงการและเป้าหมาย โครงการ "Village to the World" ในปีนี้ ซึ่งเป็นซีซันที่ 4 แตกต่างจากซีซันแรกที่เน้นเรื่อง CSR outing ในปีนี้ โครงการเป็นการออกแบบระบบความร่วมมือเชิงนิเวศระหว่างภาคธุรกิจ ภาคตลาดทุน และชุมชน เป้าหมายที่ชัดเจนคือการร่วมสร้างสินค้าและบริการการท่องเที่ยวเพื่อส่งเสริม ESG ชุมชนทุกคนจะต้องเข้าใจว่า ESG เป็นเรื่องสำคัญ

ปีนี้จึงมีการจับคู่ 7 องค์กร และชุมชนใน 5 จังหวัด เพื่อพร้อมพัฒนาไปด้วยกัน (Co-Creation) เชื่อมโยงวิสัยทัศน์ของภาคธุรกิจกับจุดแข็งของแต่ละชุมชน เพื่อร่วมกันพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ ESG ของทั้งสองฝ่าย โดยยึดแนวคิด Shared Value และ Impact Investment เป็นหลัก โดยความร่วมมือระหว่างบริษัทและชุมชน ได้แก่

- กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และ บริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด ร่วมพัฒนาชุมชนท่ามะโอ และชุมชนปงสนุก จ.ลำปาง เพื่อออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวโดยชุมชน พร้อมส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูลวัฒนธรรมตามแนวทาง UNESCO Culture | 2030 Indicators

- บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) และ โรงแรม MELIÁ Hotels & Resorts Pattaya ร่วมกับวิสาหกิจชุมชนเปลี่ยนขยะให้เป็นประโยชน์ รักษ์ทะเลเสน่ห์บ้านอำเภอ จ.ชลบุรี โดยเน้นการพัฒนาการจัดการขยะและสิ่งแวดล้อมเชิงสร้างสรรค์ เพื่อยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

- บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) พัฒนาชุมชนแม่สูนน้อย และชุมชนดอยเวียง จ.เชียงใหม่ เสริมสร้างทักษะดิจิทัลเพื่อการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว และความปลอดภัยบนโลกออนไลน์

- บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG โดย Yournique พัฒนาชุมชนป่าแลวหลวง จ.น่าน ด้วยแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ต้นน้ำ

- บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BAFS จับมือกับชุมชนท่องเที่ยว บ้านมุงเหนือ จ.พิษณุโลก มุ่งพัฒนาแนวทางการยกระดับผลิตภัณฑ์เกษตร บริการท่องเที่ยว และมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว

ผลักดันท่องเที่ยวชุมชนเติบโต

“ฐาปนีย์" กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมา การท่องเที่ยวชุมชนหลายพื้นที่ยังถูกจัดอยู่ในกลุ่ม ‘Hidden Gem’ หรือเมืองท่องเที่ยวรอง ซึ่งยังมีสัดส่วนรายได้ราว 20 กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่เรากำลังพยายามผลักดันให้เกิดสมดุลมากขึ้น โดยตั้งเป้าให้รายได้จากการท่องเที่ยวชุมชนอยู่ในอัตราส่วน 30:70 เมื่อเทียบกับเมืองหลัก หากขับเคลื่อนอย่างจริงจังตั้งแต่ปีนี้ ก็มีโอกาสที่จะบรรลุเป้าหมายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

"สิ่งสำคัญที่จับต้องได้ในเวที ESG คือความสามารถในการพิสูจน์และต่อยอดได้จริง ชุมชน (People) คือการสร้างเนื้อหา เรื่องราว และคุณค่าใหม่ของการเดินทาง ชุมชนยังเป็นส่วนสำคัญในการเชื่อมโยงชีวิตกับธรรมชาติและรักษาสิ่งแวดล้อม (Planet) และสุดท้ายคือการสร้างพันธมิตร (Partnership) โดยชุมชนต้องเดินเคียงข้างกับตลาดทุนและภาคธุรกิจ เพื่อเสริมสร้างธุรกิจการท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่"

เคียงคู่ 'เที่ยวไทยคนละครึ่ง'

เมื่อถูกถามถึงโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง “ฐาปนีย์" กล่าวว่า สิ่งที่โดดเด่นของโครงการปีนี้คือ การกำหนดเงื่อนไขให้ผู้รับสิทธิ์ต้องเลือกเดินทางทั้ง “เมืองหลัก” และ “เมืองหน้าเที่ยว"

โดยสิทธิ์ทั้งหมดที่ได้รับ คือ 5 สิทธิ์ต่อคน แบ่งเป็นเมืองหลัก 3 สิทธิ์ และเมืองหน้าเที่ยว 2 สิทธิ์ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ในพื้นที่ที่ยังไม่เคยเดินทางไป รวมถึงกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างทั่วถึง

ภาพรวมของโครงการ จะเริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคมไปจนถึงเดือนตุลาคม โดยปีที่ผ่านมา ช่วง 4 เดือนดังกล่าวมีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางรวมประมาณ 66 ล้านคน ดังนั้น เมื่อมีมาตรการส่งเสริมจากโครงการนี้ คาดว่าจะมีจำนวนผู้เดินทางเพิ่มขึ้นแตะระดับ 69 ล้านคน ซึ่งเท่ากับการเพิ่มขึ้นราว 3–4 ล้านคน อันส่งผลให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจประมาณ 10,000–20,000 ล้านบาท

โดยรวมแล้วโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่งในรอบนี้ไม่ใช่เพียงแค่การกระตุ้นเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความตั้งใจในการพัฒนาการท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน และสร้างโอกาสให้ชุมชนในเมืองรองเติบโตไปพร้อมกันด้วย

การท่องเที่ยว ‘เส้นเลือดหลัก’ เศรษฐกิจ

ด้าน “ดร. ศรพล ตุลยะเสถียร” ตัวแทนผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ให้มุมมองว่า ภาคบริการมีสัดส่วนประมาณหนึ่งในสี่ของมูลค่ารวมทั้งหมด ซึ่งหมายความว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวถือเป็น ‘เส้นเลือดหลัก’ ของทั้งเศรษฐกิจและตลาดทุน เรื่องความยั่งยืนถือเป็นหัวใจสำคัญที่หลายบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ได้ดำเนินการมาโดยตลอด และการที่มีโครงการที่ชัดเจนในการร่วมมือกันแบบนี้ จะยิ่งเสริมพลังให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น

ปัจจุบัน การท่องเที่ยวไม่ได้เป็นเพียงแค่การเยี่ยมชมสถานที่สวยงาม แต่ยังต้องนำไปสู่ความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชน นักท่องเที่ยวต่างชาติในปัจจุบันต้องการค้นหาประสบการณ์ที่ลึกซึ้งกว่าเดิม เช่น การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และการท่องเที่ยวเชิงชุมชน เพื่อซึมซับวัฒนธรรมท้องถิ่นที่หลากหลาย

“แนวคิด ESG มีประโยชน์อย่างมาก โดยเฉพาะสำหรับบริษัทจดทะเบียน เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญและมักจะลงทุนในหุ้นยั่งยืน ซึ่งเกือบ 80% ของบริษัทจดทะเบียนรายงานข้อมูล ESG แก่ ตลท. และโครงการนี้จะแสดงผลกระทบที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและการลงทุนในบริษัทที่ทำเรื่องนี้"

การที่บริษัทใส่ใจในเรื่องเหล่านี้เปรียบเสมือนการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดี ประโยชน์ที่แท้จริงยังรวมถึงการที่บริษัทสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของตนให้กับชุมชน เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างแท้จริง โครงการนี้ถือเป็น win-win สำหรับชุมชน บริษัท ประเทศชาติ สิ่งแวดล้อม และโลกโดยรวม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...