โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

KTC ผลงานดี กำไรครึ่งปีแรก 3,755 ล้านบาท เติบโตทุกผลิตภัณฑ์

Amarin TV

เผยแพร่ 19 ก.ค. 2568 เวลา 03.16 น.
เศรษฐกิจไทยที่ยังเต็มไปด้วยแรงกดดันและความไม่แน่นอน แต่ เคทีซี หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ยังคงรักษาความแข็งแกร่งทั้งในแง่ผลประกอบการ

ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่ยังเต็มไปด้วยแรงกดดันและความไม่แน่นอน แต่ เคทีซี หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ยังคงรักษาความแข็งแกร่งทั้งในแง่ผลประกอบการ กำไร พอร์ตสินเชื่อ และคุณภาพสินทรัพย์ โดยครึ่งแรกของปี 2568 กลุ่มบริษัทมีกำไรสุทธิ 3,755 ล้านบาท เติบโต 3.5% จากปีก่อนหน้า และในไตรมาส 2/2568 เพียงไตรมาสเดียว ทำกำไรได้ถึง 1,895 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.8% จากการบริหารต้นทุนได้ดีและรายได้รวมที่ยังขยายตัว

ภาพรวมธุรกิจยังเติบโตในทุกมิติ

KTC รายงานว่า พอร์ตสินเชื่อรวม ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2568 อยู่ที่ 107,104 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.2% จากปีก่อนหน้า แบ่งเป็น

  • สินเชื่อบัตรเครดิต 69,925 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 1.0%)
  • สินเชื่อบุคคล 35,396 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 4.0%)
  • สินเชื่อรถแลกเงิน “พี่เบิ้ม” มียอดใหม่ 1,048 ล้านบาท
  • สินเชื่อเช่าซื้อ (KTBL) อยู่ที่ 1,782 ล้านบาท (ลดลง 29.4%) หลังยุติการปล่อยสินเชื่อตั้งแต่ ส.ค. 2566

ขณะที่ฐานลูกค้ายังแข็งแรงโตต่อเนื่องด้วยฐานสมาชิก 3,508,827 บัญชี

  • สมาชิกบัตรเครดิตรวม 2.81 ล้านบัตร เพิ่มขึ้น 3.5%
  • สมาชิกสินเชื่อบุคคล 695,200 บัญชี ลดลงเล็กน้อย 5.1%
  • ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรในครึ่งปีแรกอยู่ที่ 146,584 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.4%

ด้านคุณภาพสินทรัพย์ เคทีซียังรักษา NPL ได้ดี:

  • อัตราหนี้ NPL รวมอยู่ที่ 1.83%
  • NPL บัตรเครดิตอยู่ที่ 1.14%
  • NPL สินเชื่อบุคคลอยู่ที่ 2.32%
  • อัตรา NPL Coverage สูงถึง 419.9%

โครงสร้างผู้ถือหุ้นใหม่ กระจายตัวมากขึ้น เพิ่มความเชื่อมั่นในระยะยาว

ความเคลื่อนไหวสำคัญในช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2568 คือการซื้อขายหุ้นขนาดใหญ่ (Big Lot) ของบริษัท เคทีซี ซึ่งเกิดขึ้นถึงสองรอบ โดยครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน มีการซื้อขายจำนวน 129.2 ล้านหุ้น และอีกครั้งในวันที่ 30 มิถุนายน อีก 243.2 ล้านหุ้น รวมคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 14.46% ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นให้มีการกระจายตัวมากขึ้น โดยมีสัดส่วนการถือครองของนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ นักลงทุนยังคงได้รับความมั่นใจว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างการบริหาร โดยธนาคารกรุงไทยยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่เช่นเดิม ขณะเดียวกัน คณะกรรมการบริษัท โครงสร้างผู้บริหาร และนโยบายหลักของ KTC ก็ยังคงดำเนินงานภายใต้หลักธรรมาภิบาล โปร่งใส และมุ่งสู่การเติบโตระยะยาว

กลยุทธ์การเติบโตอย่างรับผิดชอบ เดินหน้าช่วยเหลือลูกหนี้

ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่ยังคงกดดันผู้บริโภค เคทีซีได้แสดงบทบาทในฐานะผู้ให้บริการสินเชื่อที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบ โดยยึดแนวทาง "Responsible Lending" ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด เพื่อให้การปล่อยสินเชื่อไม่เป็นภาระเกินสมควรต่อผู้กู้ และไม่ผลักให้ลูกหนี้เข้าสู่วงจรหนี้ซ้ำซ้อน

บริษัทได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ในหลากหลายรูปแบบ อาทิ การเปลี่ยนประเภทหนี้จากบัตรเครดิตเป็นสินเชื่อบุคคลระยะยาว เพื่อให้มีโครงสร้างการชำระหนี้ที่เหมาะสมขึ้น รวมถึงการขยายระยะเวลาการชำระหนี้ และปรับลดค่างวดให้สอดคล้องกับรายได้ของลูกค้า โดยเฉพาะลูกค้ากลุ่มเปราะบางที่มีรายได้ลดลงชั่วคราว

นอกจากนี้ เคทีซียังร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทยในโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ระยะที่ 2 ซึ่งมุ่งช่วยลูกหนี้ที่ยังมีศักยภาพกลับมาฟื้นตัว และปลดหนี้ได้เมื่อสถานการณ์รายได้ดีขึ้น โดยเปิดให้ลูกหนี้ที่เข้าเกณฑ์สามารถลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม – 30 กันยายน 2568 ทั้งนี้ เคทีซีประเมินว่า แม้จะมีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้จำนวนมาก แต่ด้วยการบริหารจัดการที่รอบคอบ และสำรองความเสี่ยงไว้ล่วงหน้า จึงจะไม่ส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานในภาพรวมอย่างมีนัยสำคัญ

สถานะการเงินแข็งแกร่ง สภาพคล่องสูงพร้อมรองรับทุกความท้าทาย

KTC ยังแสดงให้เห็นถึงความมั่นคงทางการเงินอย่างต่อเนื่อง โดย ณ สิ้นไตรมาส 2/2568 กลุ่มบริษัทมีเงินกู้ยิมทั้งสิ้น 58,081 ล้านบาท ซึ่งประกอบเงินกู้ยืมระยะยาวสัดส่วน 59% และเงินกู้ยิมระยะสั้นอีก 41% ทั้งนี้ อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงเหลือ 1.64 เท่า จาก 1.97 เท่าในช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับพันธะทางการเงินที่กำหนดเพดานไว้ถึง 10 เท่า

ขณะเดียวกัน KTC ยังมีวงเงินสินเชื่อคงเหลือจากสถาบันการเงินสูงถึง 22,780 ล้านบาท โดยบริษัทประเมินว่าในครึ่งหลังของปี 2568 จะมีภาระหนี้หุ้นกู้และเงินกู้ยืมระยะยาวครบกำหนดชำระรวมราว 10,000 ล้านบาท แต่ด้วยสภาพคล่องในมือที่สูงกว่าหนี้ครบกำหนดถึง 2.2 เท่า ทำให้บริษัทมีความพร้อมอย่างมากในการบริหารภาระทางการเงินและยังสามารถรองรับแผนการเติบโตในระยะถัดไปได้อย่างมั่นใจ

ที่มา: KTC

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...