สรุปข่าวต่างประเทศ ประจำวันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน 2568
สรุปข่าวต่างประเทศ ประจำวันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน 2568
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -2 มิ.ย. 68 8:32: น.
*** สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) ปิดที่ 60.79 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง 15 เซนต์ หรือ 0.25%
สัญญาน้ำมันดิบเบรนต์ ทะเลเหนือ ปิดที่ 63.90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง 25 เซนต์ หรือ 0.39%
ราคาน้ำมันดิบปรับตัวร่วงลงในวันศุกร์ หลังนักลงทุนคาดการณ์ว่า OPEC+ จะมีมติเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันในเดือนก.ค. สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในระดับ 411,000 บาร์เรลต่อวัน (bpd)
*** กลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลกอย่าง OPEC+ ยืนยันจะเพิ่มกำลังผลิตอีก 411,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนก.ค. เพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดคืนและลงโทษประเทศสมาชิกที่ผลิตเกินโควตา หลังจำกัดการผลิตมานานหลายปี (ลดไปกว่า 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือ 5% ของความต้องการโลก) โดย 8 ประเทศสมาชิก OPEC+ เริ่มทยอยเพิ่มการผลิตแบบค่อยเป็นค่อยไปในเดือนเม.ย. ก่อนจะเพิ่มขึ้น 3 เท่า ในเดือนพ.ค. มิ.ย. และก.ค.
*** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าจีน ละเมิดข้อตกลงการค้าเบื้องต้นกับสหรัฐฯ อย่างสิ้นเชิง และระบุว่าจะดำเนินการตอบโต้ โดยทรัมป์โพสต์ในโซเชียลมีเดียพร้อมระบุว่า แล้วอย่างนี้จะเรียกว่าคนดีได้ยังไง! โดยจีนผิดสัญญาที่จะระงับการขึ้นภาษีตอบโต้ระหว่าง 2 ประเทศ
ด้านเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ กล่าวยืนยันข้อกล่าวหาของทรัมป์ว่า เรากังวลอย่างมาก กับการที่จีนไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงชั่วคราว สหรัฐฯ ทำทุกอย่างตามที่ตกลงไว้ แต่จีนกลับปฏิบัติอย่างล่าช้า พร้อมระบุว่าการกระทำดังกล่าว ยอมรับไม่ได้อย่างยิ่งและต้องได้รับการแก้ไข
*** นักวิเคราะห์วอลล์สตรีทเตือนว่า มาตรการภาษีสำหรับนักลงทุนต่างชาติในร่างกฎหมายงบประมาณสหรัฐฯ ที่กำลังพิจารณาในสภาคองเกรส อาจส่งผลกระทบต่อความต้องการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้อนุมัติร่างกฎหมายภาษีและการใช้งบประมาณ ซึ่งรวมถึงความเป็นไปในการจัดเก็บภาษีแบบก้าวหน้า สูงสุดถึง 20% สำหรับรายได้ passive income ของนักลงทุนต่างชาติ เช่น เงินปันผลและดอกเบี้ย
โดยกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบ ประกอบด้วยกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Funds) บริษัทต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจในสหรัฐฯ
*** รายงานจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ระบุว่า การใช้จ่ายของผู้บริโภคสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนเม.ย. โดยครัวเรือนเลือกที่จะเพิ่มการออมท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากนโยบายภาษีที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ โดยตัวเลขดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ประสบความยากลำบากในการฟื้นตัวในช่วงต้นไตรมาส 2 หลังหดตัวในไตรมาส 1 เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) อาจได้รับการสนับสนุนจากการหดตัวอย่างรวดเร็วของขาดดุลการค้าสินค้าในเดือนที่แล้ว เนื่องจากพฤติกรรมเร่งนำเข้าสินค้าก่อนถูกเก็บภาษีเริ่มลดลง ด้านรายได้ส่วนบุคคลพุ่ง 0.8% อัตราการออมเพิ่มเป็น 4.9% ขณะที่ดัชนีราคา PCE หลักปรับขึ้น 0.1% ในเดือนเม.ย. และเพิ่มขึ้น 2.5% เมื่อเทียบเป็นรายปี ด้านขาดดุลการค้าสินค้าลดลง 46.0% อยู่ที่ 87,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
*** สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ซึ่งควบคุมโดยพรรครีพับลิกัน อนุมัติร่างกฎหมายภาษีและการใช้งบประมาณมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสะท้อนนโยบายสำคัญของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยจุดเด่นของร่างกฎหมายดังกล่าว จะทำให้การลดภาษีปี 2017 ของทรัมป์มีผลถาวร เพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษีใหม่สำหรับรายได้จากทิป ค่าจ้างล่วงเวลา ผู้สูงอายุชาวอเมริกัน รวมไปถึงการลดงบประมาณโครงการช่วยเหลือเช่น โครงการประกันสุขภาพ Medicaid โครงการช่วยเหลือค่าอาหาร SNAP (เดิมชื่อ food stamps)
โดยผู้เชี่ยวชาญคาดว่าวุฒิสภา จะมีการปรับแก้ร่างกฎหมายนี้ โดยพรรครีพับลิกันตั้งเป้าจะผ่านกฎหมาย ฉบับใหญ่ ให้แล้วเสร็จก่อนวันชาติสหรัฐฯ (4 ก.ค.)
*** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศกับแรงงานเหล็กสหรัฐฯว่า จะเพิ่มภาษีนำเข้าเหล็กเป็น 2 เท่าจาก 25% เป็น 50% เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ เราจะเพิ่มภาษีเหล็กนำเข้าสหรัฐฯ จาก 25% เป็น 50% โดยมาตรการนี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 4 มิ.ย. เป็นต้นไป
*** สหภาพยุโรป (EU) แสดงความไม่พอใจต่อการตัดสินใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เพิ่มภาษีนำเข้าเหล็กเป็น 2 เท่าจาก 25% เป็น 50% โดยระบุว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าว บ่อนทำลาย ความพยายามในการหาทางออกผ่านการเจรจาในสงครามการค้าที่กำลังดำเนินอยู่ ขึ้นภาษีเหล็กนำเข้าของสหรัฐจาก 25% เป็น 50% ว่า เราแสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อการประกาศขึ้นภาษีเหล็กนำเข้าของสหรัฐฯ จาก 25% เป็น 50%" พร้อมเสริมว่า การตัดสินใจครั้งนี้ สร้างความไม่แน่นอนให้เศรษฐกิจโลกเพิ่มมากขึ้น และจะทำให้ต้นทุนสำหรับผู้บริโภคและธุรกิจทั้ง 2 ฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกสูงขึ้น นอกจากนี้ โฆษก EU ยังเน้นย้ำว่าสหภาพยุโรป พร้อมจะใช้มาตรการตอบโต้ รวมถึงการตอบสนองต่อการขึ้นภาษีล่าสุดของสหรัฐ
*** หลายบริษัทในยุโรป เริ่มแสดงความกังวลเกี่ยวกับการส่งพนักงานเดินทางไปสหรัฐฯ เนื่องจากนโยบายที่ไม่แน่นอนของรัฐบาลทรัมป์ การตรวจคนเข้าเมืองที่เข้มงวดขึ้นและรายงานการกักตัวและเนรเทศที่เพิ่มขึ้น โดยผลกระทบที่เห็นได้ชัด คือ บริษัทด้านวิศวกรรมและบัญชีส่วนใหญ่ยังเดินหน้าส่งพนักงานตามปกติ แต่บริษัทในสาขาที่อ่อนไหวทางการเมืองเริ่มมีมาตรการปกป้องพนักงาน เช่น แนะนำให้พนักงานใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ล้างข้อมูลแล้ว เลือกเข้าสหรัฐฯ ผ่านแคนาดาแทนหรือเลือกเข้าร่วมงานหรือประชุมทางออนไลน์เมื่อทำได้ โดยการเดินทางเพื่อธุรกิจสร้างรายได้ 421,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และภาษี 119,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้สหรัฐฯ ในปี 2022 ซึ่งคาดว่าการท่องเที่ยวระหว่างประเทศจะสูญเสียรายได้ 12,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ จากภาพลักษณ์ด้านนโยบายการค้าและการเข้าเมือง
*** จีนออกมาตอบโต้หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ กล่าวหาว่า จีนละเมิดข้อตกลงการค้าเบื้องต้นระหว่าง 2 ประเทศ โดยจีนชี้ว่าสหรัฐฯ กำลังใช้มาตรการควบคุมการส่งออกในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อย่างไม่เป็นธรรม โดยหลิว เปิงยู โฆษกสถานทูตจีนประจำสหรัฐฯ ระบุว่า จีนได้แสดงความกังวลหลายครั้งต่อการใช้นโยบายควบคุมการส่งออกที่เกินกว่าเหตุของสหรัฐในภาคส่วนเซมิคอนดักเตอร์ โดยมองว่ามาตรการเหล่านี้เป็น ข้อจำกัดแบบเลือกปฏิบัติ ที่มุ่งเป้าไปที่เทคโนโลยีจีนโดยเฉพาะ
*** ส่งออกเกาหลีใต้ในเดือนพ.ค.หดตัว 1.3% เป็นครั้งแรกใน 4 เดือน มูลค่า 57,270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยการส่งออกไปสหรัฐฯ ลดลง 8.1% และไปจีนลดลง 8.4% โดยมีสาเหตุหลักมาจากมาตรการภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ อย่างไรก็ตาม การส่งออกชิปเซมิคอนดักเตอร์ยังโต 21.2% จากความต้องการชิปความจำสูง ขณะที่การส่งออกรถยนต์ลดลง 4.4% เนื่องมาจากภาษีสหรัฐฯ และผลกระทบจากโรงงานใหม่ Hyundai ในจอร์เจีย ขณะที่การส่งออกไปอาเซียนลดลง 1.3%
รายงาน โดย สิริพงศ์ สิริชุมศรี เรียบเรียง โดย Supak Hopuengju
อีเมล์. supak@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ