โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

2025 ปีแห่งคริปโต จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ ก้าวสู่กระแสหลัก

efinanceThai

เผยแพร่ 30 มิ.ย. 2568 เวลา 05.33 น.

2025 ปีแห่งคริปโต จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ ก้าวสู่กระแสหลัก

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -30 มิ.ย. 68 12:33 น.

ปี 2025 กำลังเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คริปโทฯ เข้าใกล้ชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องการลงทุนหรือการเก็งกำไร แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของโลกการเงินจริง ๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศ

คุณนิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล CFA. CEO แห่ง BINANCE TH จะพาเรามองภาพใหญ่ของคริปโทฯ ในปีนี้ พร้อมชวนคิดต่อว่าโอกาสอะไรที่นักลงทุนไทยไม่ควรพลาดในวันที่คริปโทฯ กำลังก้าวสู่กระแสหลัก

***จากเรื่องไกลตัว สู่สินทรัพย์ที่คนทั้งโลกจับตา

คุณนิรันดร์เล่าว่า วันนี้ภาพของคริปโทฯ เปลี่ยนไปจากเมื่อ 4-5 ปีก่อนอย่างมากจากวันที่หลายคนยังไม่รู้จัก Bitcoin หรือมองคริปโทฯ ว่าเป็นเรื่องไกลตัว กลายเป็นคำที่คนทั่วไปเริ่มพูดถึงและได้ยินอยู่เรื่อย ๆ แม้จะยังไม่เข้าใจทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็รู้จัก Bitcoin กันแล้ว

ตอนนี้คริปโทฯ ยังเป็นสินทรัพย์ที่หลายคนมองเพื่อการลงทุนและหวังผลตอบแทน แต่ในบางประเทศ เช่น เวเนซุเอลา อาร์เจนตินา ตุรกี และรัสเซีย เริ่มเห็นบทบาทใหม่คือ การถือ Bitcoin เพื่อรักษามูลค่าทรัพย์สินของตัวเองในช่วงที่ค่าเงินของประเทศไม่มั่นคง

ส่วนการใช้ Bitcoin เพื่อซื้อของในชีวิตประจำวันนั้นยังไม่แพร่หลาย ส่วนใหญ่จะใช้ในสินค้ามูลค่าสูง เช่น รถยนต์ หรือกระเป๋าแบรนด์เนม เพราะหลายคนยังเลือกถือ Bitcoin เอาไว้ก่อนในฐานะการลงทุน มากกว่าที่จะนำมาใช้จ่ายทันที

***Stablecoin จุดเปลี่ยนของระบบการเงิน

คุณนิรันดร์มองว่า Stablecoin กำลังจะกลายเป็นกุญแจสำคัญที่จะผลักดันการใช้คริปโทฯ ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเรื่องประสิทธิภาพที่ดีกว่าเงินในระบบเดิม ในต่างประเทศเริ่มใช้ Stablecoin เพื่อชำระเงินในระบบหลังบ้านแต่สำหรับการใช้จ่ายทั่วไป เช่น ซื้อของในร้านสะดวกซื้อหรือร้านค้ายังไม่แพร่หลาย

ปัจจุบันในต่างประเทศเริ่มมีบริษัทที่ออก Crypto Card ให้สามารถใช้จ่ายด้วยคริปโทฯ ได้โดยตรง ส่วนในไทยก็เริ่มมีผู้ให้บริการบัตรลักษณะนี้แล้ว แต่คุณนิรันดร์มองว่า ยังไม่เห็นสัญญาณชัดเจน ว่าคนไทยรู้สึกว่าต้องใช้คริปโทฯ ในชีวิตประจำวัน ผู้บริโภคยังไม่ได้รู้สึกว่าการจ่ายด้วยคริปโทฯ เป็นเรื่องจำเป็น

แม้ตอนนี้ตลาดไทยจะยังไม่พร้อมแต่รัฐบาลก็พยายามผลักดัน เช่น โครงการภูเก็ต แซนด์บอกซ์ ที่อยากให้ต่างชาตินำ Bitcoin มาใช้จ่ายในไทยได้โดยไม่ต้องแลกเป็นเงินบาทซึ่ง Binance TH ก็กำลังพูดคุยกับภาครัฐเพื่อทำให้เกิดขึ้นจริง

คุณนิรันดร์เชื่อว่าเมื่อเทคโนโลยีพร้อมและนโยบายเปิดทางมากขึ้น โดยเฉพาะในสหรัฐฯ คนจะเริ่มยอมรับคริปโทฯ ได้เร็วขึ้น ทั้งในฐานะการลงทุน การเก็บมูลค่า และการใช้จ่ายจริง

***GENIUS Act กฎหมายใหม่ที่อาจเปลี่ยนอนาคตของ Stablecoin

สหรัฐฯ กำลังมีการผลักดันกฎหมายสำคัญที่ชื่อว่า GENIUS Act ซึ่งจะเข้ามากำกับดูแล Stablecoin อย่างจริงจัง โดยเฉพาะเหรียญที่เราใช้งานกันในปัจจุบัน เช่น USDT และ USDC ที่ผ่านมายังไม่มีหน่วยงานไหนเข้ามาตรวจสอบอย่างเป็นระบบ

คุณนิรันดร์มองว่า GENIUS Act จะเป็น "Game Changer" ที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้ Stablecoin เพราะจะมีการตรวจสอบและกำกับดูแลอย่างเข้มงวด ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับคนทั่วโลก และอาจทำให้มี Stablecoin รุ่นใหม่ที่ได้รับการรับรองและน่าเชื่อถือมากขึ้น

ผลกระทบต่อผู้ใช้งานคริปโทฯ ในไทยอาจยังไม่เกิดขึ้นในทันที เพราะปัจจุบันคนไทยยังใช้งาน USDT และ USDC ได้ตามปกติ แต่ในอนาคต ถ้าสหรัฐฯ บังคับใช้กฎหมายนี้อย่างจริงจัง อาจทำให้ Stablecoin ที่ไม่ได้รับการรับรองจากสหรัฐฯ ถูกจำกัดการใช้งานในประเทศ

อย่างไรก็ตาม GENIUS Act อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ Stablecoin เติบโตอย่างปลอดภัยและได้รับการยอมรับมากขึ้นในระดับโลก

***เว้นภาษี 5 ปีแค่เริ่ม! ก้าวต่อไปต้องพัฒนาโพรดักส์ให้ทันโลก

ย้อนมาในประเทศไทยก็มีนโยบายที่ตอบสนองต่อแนวโน้มโลก อย่างล่าสุดการยกเว้นภาษี 5 ปีสำหรับกำไรจากการเทรดคริปโทฯ คุณนิรันดร์มองว่าเป็นโอกาสครั้งสำคัญสำหรับนักลงทุนไทย เพราะจะช่วยดึงคนที่เคยไปเทรดในกระดานต่างประเทศให้กลับมาเทรดในไทยมากขึ้น และยังเป็นก้าวแรกที่รัฐบาลใช้วางรากฐานให้ไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัล และศูนย์กลางคริปโทฯ ในอนาคต

แต่การยกเว้นภาษีเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่พอ ต้องมีสิทธิประโยชน์อื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่อดึงดูดบริษัทคริปโทฯ ระดับโลกให้เข้ามาลงทุนในไทย เพราะตอนนี้กระดานเทรดในไทยยังมีข้อจำกัดเรื่องโพรดักส์ โดยเฉพาะบริการ Futures, Options และเครื่องมือ Hedging ที่นักลงทุนสถาบันต้องการ

ในมุมของนักลงทุนรายย่อย กระดานไทยยังตอบโจทย์ได้ดีสำหรับการเทรด Spot แต่ถ้าต้องการให้ตลาดไทยเติบโตและแข็งแรงในระดับสากล ไทยต้องพัฒนาโพรดักส์และบริการให้ทัดเทียมกับกระดานต่างประเทศ

***G-Token ประตูบานใหม่สู่โลกคริปโทฯ ของคนไทย

ไม่ใช่เรื่องเว้นภาษีคริปโทฯ เท่านั้น ประเทศไทยยังมีการริเริ่ม G-Token หรือพันธบัตรรัฐบาลดิจิทัลบนบล็อกเชน สิ่งนี้อาจเป็น "ประตูด่านแรก" ที่ช่วยให้คนทั่วไปเริ่มเปิดใจและเข้าใกล้โลกคริปโทฯ ได้มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่คุ้นเคยกับการซื้อพันธบัตรผ่านธนาคารหรือโบรกเกอร์แบบเดิม

เพราะ G-Token จะเปลี่ยนรูปแบบการซื้อขายให้ง่ายขึ้น ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น Binance TH หรือกระดานเทรดในไทย เมื่อคนทั่วไปเริ่มซื้อ G-Token ก็จะได้สัมผัสเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น ระบบบล็อกเชน หรือการมี Wallet Address เป็นของตัวเอง ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนกลุ่มนี้หันมาศึกษาและเข้าใจสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ มากขึ้น เช่น Bitcoin หรือเหรียญประเภทต่าง ๆ

นอกจากนี้ G-Token ยังทำให้สถาบันการเงินแบบดั้งเดิม เช่น ธนาคารหรือโบรกเกอร์ ต้องเริ่มหันมาศึกษาบล็อกเชนอย่างจริงจัง เพราะเดิมทีการซื้อพันธบัตรจะต้องทำผ่านช่องทางของสถาบันการเงินโดยตรง แต่ G-Token กำลังเปลี่ยนกติกาเดิม

แม้จะยังไม่มีใครบอกได้ว่า G-Token จะประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่คุณนิรันดร์เชื่อว่าอย่างน้อยการที่รัฐบาลกล้าลองและกล้าทำ ถือเป็นก้าวสำคัญที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้เรียนรู้และพัฒนาไปด้วยกัน

***อีกเกมการลงทุน เมื่อบริษัทคริปโทฯ กำลังขึ้นกระดาน!

ถือเหรียญอาจไม่ใช่คำตอบเดียว นักลงทุนเริ่มมองหาโอกาสใน 'หุ้น' ของ บริษัทคริปโทฯ ที่กำลังเติบโตบนตลาดทุนหลังจาก Circle ผู้ออกเหรียญ USDC เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ได้สำเร็จและราคาหุ้นพุ่งต่อเนื่อง

คุณนิรันดร์เปรียบเทียบการลงทุนในบริษัทคริปโทฯ อย่าง Circle หรือ Coinbase ว่าเหมือนการลงทุนใน เหมืองทอง ส่วนการถือ Bitcoin เองเปรียบได้กับการถือ ทองคำ

จุดที่ต่างกันคือ หุ้นบริษัทสามารถวิเคราะห์ได้ด้วยวิธีการทั่วไป เช่น PE หรือ DCF เหมือนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ทั่วไป ขณะที่การลงทุนในเหรียญหรือโปรเจกต์คริปโทฯ ต้องพิจารณาเรื่องเทคโนโลยี ความเสี่ยง และศักยภาพในอนาคต ซึ่งบางโปรเจกต์อาจโตได้หลายเท่าตัว แต่ก็มีโอกาส ไปไม่ถึง จนมูลค่ากลายเป็นศูนย์เช่นกัน

การลงทุนในหุ้นบริษัทคริปโทฯ เป็นทางเลือกที่ความเสี่ยงต่ำกว่าการลงทุนตรงในโปรเจกต์ และเหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการกระจายพอร์ต ส่วนการลงทุนในโปรเจกต์โดยตรง จะเหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงสูงและมองหาผลตอบแทนในระดับ VC (Venture Capital)

***บัตรที่รูดแล้วได้ Bitcoin ใช่เลยหรือยัง?

นอกจากทางเลือกในการลงทุนใน หุ้นบริษัทคริปโทฯ อีกหนึ่งนวัตกรรมที่กำลังได้รับความสนใจคือผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเชื่อมโลกคริปโทฯ เข้ากับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น บัตรเครดิตที่ให้แคชแบ็คเป็น Bitcoin อย่างเช่นบัตรของ Coinbase One ในสหรัฐฯ

คุณนิรันดร์มองว่าคงต้องติดตามกันต่อว่า ผู้ใช้งานในแต่ละประเทศจะให้ความสนใจมากน้อยแค่ไหน ลูกค้าส่วนใหญ่อาจยังไม่รู้สึกตื่นเต้นกับแคชแบ็คที่เป็น Bitcoin เท่ากับการได้แต้มสะสมจากบัตรเครดิตทั่วไป ที่สามารถนำไปแลกของหรือใช้กับบริการต่าง ๆ ได้ทันที เช่น ทำผมหรือทำสปา จึงเป็นโจทย์ที่ต้องทำความเข้าใจว่ากลุ่มลูกค้าเป้าหมายจริง ๆ คือใคร

พร้อมกับมองว่าโมเดลนี้ผู้ที่จะผลักดันก็คือ Exchange มากกว่าจะเป็นสถาบันการเงิน เพราะเข้าใจตลาดและกลุ่มลูกค้าเป้าหมายชัดเจนกว่า อย่างไรก็ตาม การทำ Crypto Card ให้ประสบความสำเร็จในไทยยังต้องศึกษาตลาดและออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับพฤติกรรมผู้บริโภค

สำหรับ Binance TH คุณนิรันดร์เปิดเผยว่า กำลังศึกษาโอกาสในการออกบัตรลักษณะนี้อยู่ แต่ยังต้องวิเคราะห์เพิ่มเติมว่าจะออกแบบอย่างไรให้แตกต่างและประสบความสำเร็จ

***Meme Coin ซบเซา Altcoin ยังไม่ใช่รอบนี้

ในขณะที่ฝั่งของผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ อย่าง Crypto Card กำลังได้รับความสนใจ ตลาดเหรียญบางกลุ่มกลับเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว โดยเฉพาะกลุ่ม Meme Coin และ Altcoin ที่คุณนิรันดร์มองว่า ตอนนี้อาจยังไม่ใช่จังหวะที่แข็งแรงสำหรับการเติบโตในระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า Meme Coin อาจจะกลับมาอีกในอนาคต เพราะในวงการคริปโทฯ ทุกกระแสจะมีรอบของมัน แต่อยากเตือนว่า Meme Coin เป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงมาก ผู้ที่สนใจควรลงทุนด้วยความระมัดระ วังและบริหารพอร์ตให้เหมาะสม

นอกจากนี้ คุณนิรันดร์ยังชี้ว่า Altcoin โดยรวมในช่วงนี้ยังไม่ใช่จังหวะที่แข็งแรง เพราะสภาพคล่องส่วนใหญ่ยังไหลกลับไปที่ Bitcoin โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ทำให้ราคาบิตคอยน์ดีดตัวกลับอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ Altcoin ส่วนใหญ่ยังไม่ฟื้นตัวตาม

***สรุป : ปี 2025 จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของคริปโทฯ

โดยสรุปคุณนิรันดร์เชื่อว่า ปี 2025 จะเป็นปีที่โลกต้องจดจำในฐานะ "จุดเปลี่ยน" ของวงการคริปโทฯ ปีที่สินทรัพย์ดิจิทัลเริ่มก้าวสู่กระแสหลักอย่างแท้จริง

กระแสนี้เริ่มชัดตั้งแต่ปลายปีที่แล้วหลัง Bitcoin ETF ได้รับอนุมัติ และปีนี้หลายประเทศก็เริ่มขยับในเชิงนโยบายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงจุดยืนสนับสนุนคริปโทฯ แบบไม่เคยมีมาก่อน ทั้งออกกฎหมาย Genius Act, ประกาศ Bitcoin Strategic Reserve และออกเหรียญ Meme Coin ของตัวเอง จนทำให้คำว่า "มีมคอยน์" เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

ในระดับโลก ปีนี้ MasterCard จะเริ่มทำ Settlement ด้วย Stablecoin ขณะที่ในไทยก็เตรียมเปิดตัว G-Token ซึ่งล้วนแต่เป็นสัญญาณว่ารัฐบาลและบริษัทใหญ่กำลังเปิดใจให้กับสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น และปีนี้ Bitcoin ยังทำสถิติ All Time High อีกด้วย

"ปีนี้คือปีที่ Crypto จะเข้าสู่ Mainstream อย่างแท้จริง ผมเชื่อว่าปี 2025 จะถูกบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ของวงการนี้" คุณนิรันดร์กล่าวปิดท้าย

ที่มา : Youtube

* การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ผู้สนใจควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
รายงาน โดย Chatchaya Angkhulee เรียบเรียง โดย Chatchaya Angkhulee
อีเมล์. chatchaya@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...