โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

Market Focus Weekly 30-06-2568

ฮั่วเซ่งเฮง

อัพเดต 30 มิ.ย. 2568 เวลา 10.52 น. • เผยแพร่ 30 มิ.ย. 2568 เวลา 10.51 น.

ฮั่วเซ่งเฮงคาดการณ์ ราคาทองอาจปรับลงต่อ ทรัมป์อาจเลื่อนภาษีตอบโต้

ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวลดลงกว่า 150 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับสูงสุดที่ 3,451 ดอลลาร์ ซึ่งเคยแตะไว้เมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา ก่อนที่จะปรับตัวกลับมาเคลื่อนไหวต่ำกว่า 3,300 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับก่อนที่จะเกิดความตึงเครียดอย่างรุนแรงระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน

สถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวเริ่มคลี่คลายลงภายหลังจากอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า อิสราเอลและอิหร่านสามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิง และยังเปิดเผยว่าจะมีการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์รอบใหม่กับอิหร่านในอนาคตอันใกล้นี้ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ความกังวลในตลาดการเงินทั่วโลกลดลง ส่งผลให้ทองคำในฐานะ “สินทรัพย์ปลอดภัย” ถูกขายทำกำไรออกมาในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจยังมีอีกหลายประเด็นที่ต้องติดตาม

ทรัมป์เร่งผ่านร่าง One Big Beautiful, Bill ก่อนวันชาติสหรัฐฯ

ทรัมป์กลับมาให้ความสำคัญกับร่างงบประมาณสหรัฐฯ ปี 2569 ในชื่อ “One Big Beautiful, Bill โดยล่าสุดทำเนียบขาววุฒิสภาลงมติเห็นชอบให้เดินหน้าพิจารณาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ด้วยคะแนน 51 ต่อ 49 เสียง เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา ร่างกฎหมายมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ของทรัมป์มีเป้าหมายเพื่อลดภาษีของรัฐบาลกลาง เพิ่มงบประมาณให้กับกระทรวงกลาโหมและหน่วยงานด้านความมั่นคงชายแดน ขณะที่หลายฝ่ายพยายามคัดค้านร่างกฏหมาย เนื่องจากกังวลว่าร่างกฎหมายดังกล่าวจะเพิ่มภาระหนี้ของรัฐบาลกลางจำนวนมหาศาล นอกจากนี้ บางส่วนยังไม่เห็นด้วยกับการปรับลดงบประมาณ Medicaid มากเกินไป โดยมองว่าอาจกระทบต่อระบบบริการสาธารณสุขและประชาชนในวงกว้าง แม้จะมีแรงหนุนจากทำเนียบขาวและผู้นำพรรคระดับสูง รวมถึงนายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ไม่เห็นด้วยกับการเก็บภาษีรายได้เงินปันผล-ดอกเบี้ย (มาตรา 899) จากการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ในอัตราก้าวหน้า (Progressive tax) สูงสุดถึง 20% ซึ่งอาจส่งผลถึงการซื้อ-ขายใน Wall Street ถึงอย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายฉบับนี้ยังต้องฝ่าด่านความเห็นต่างจากสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ต่อไป ซึ่งทำให้การผลักดันยังคงเป็นเรื่องที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในช่วงเวลาที่เหลือก่อนเปิดประชุมใหญ่ของสภา

ขณะที่ทรัมป์ต้องการให้สภาผ่านกฎหมายก่อนวันที่ 4 กรกฎาคม แต่ฝ่ายนิติบัญญัติต้องเผชิญเส้นตายสำคัญกว่านั้นในช่วงปลายฤดูร้อนนี้ คือ ต้องปรับเพดานหนี้ที่กำหนดไว้ มิฉะนั้นอาจเกิดเหตุการณ์ผิดนัดชำระหนี้ที่สร้างผลกระทบร้ายแรงต่อเศรษฐกิจ

มาตรการภาษีตอบโต้ 9 กรกฎาคมนี้ จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ? ราคาทองคำจะได้รับผลกระทบอย่างไร

บริษัทฮั่วเซ่งเฮงประเมินว่า หากประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศใช้นโยบายภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) อย่างเป็นทางการในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ ราคาทองคำในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากตลาดจะตอบสนองต่อความกังวลว่าอัตราเงินเฟ้ออาจเร่งตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจโลกในระยะถัดไป อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหนึ่งความเห็นที่ระบุว่า ทรัมป์อาจตัดสินใจเลื่อนการเก็บภาษีตอบโต้ออกไป เพื่อเปิดโอกาสให้หลายประเทศสามารถเจรจากับสหรัฐฯ ได้ก่อน ซึ่งหากสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ราคาทองคำอาจปรับตัวลดลงได้เช่นกัน

ทั้งนี้ หากประเทศเศรษฐกิจสำคัญ เช่น สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ฯลฯ สามารถบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ ได้ ก็อาจส่งผลเชิงบวกต่อกลุ่มตลาดหุ้น และกดดันราคาทองคำให้ปรับตัวลดลงได้ เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในกรณีที่สหราชอาณาจักรสามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ มาแล้วก่อนหน้านี้

ทรัมป์เตรียมจัดตั้ง “Shadow Fed” เพื่อกดดันพาวเวล

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีท่าทีวิพากษ์วิจารณ์นายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่ล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น ล่าสุดในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทรัมป์ได้แถลงแนวคิดในการจัดตั้ง “Shadow Fed” หรือ "ประธานเงาเฟด"

บุคคลในตำแหน่งนี้จะทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบอย่างไม่เป็นทางการหรือเป็นเสียงทางเลือกในเชิงนโยบายการเงิน ซึ่งแม้จะไม่มีอำนาจในทางกฎหมายหรืออำนาจอย่างเป็นทางการใด ๆ เหนือนโยบายของเฟด แต่แนวคิดนี้อาจส่งผลกระทบต่อทิศทางความคาดหวังของตลาด และกลายเป็นประเด็นถกเถียงในที่สาธารณะ โดยทั่วไปแล้ว ธนาคารกลางสหรัฐควรทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระ ปราศจากแรงกดดันจากฝ่ายการเมือง และควรพิจารณาการตัดสินใจตามผลประโยชน์ที่ดีที่สุดต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม

2 สถาบันการเงินใหญ่คาด “เฟดไม่ลดดอกเบี้ย” หนุนดอลลาร์แข็งค่ากดดันราคาทอง

รายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศระบุว่า สถาบันการเงินรายใหญ่ระดับโลกหลายแห่งประเมินว่าธนาคารกลางสหรัฐจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยไม่ถึง 2 ครั้งในปีนี้ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูล Dot Plot ที่เปิดเผยก่อนหน้านี้ และแถลงการณ์ล่าสุดของนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ซึ่งได้กล่าวต่อคณะกรรมาธิการบริการทางการเงินประจำสภาผู้แทนราษฎร ยังคงเน้นย้ำว่าเฟดจะไม่เร่งดำเนินการลดอัตราดอกเบี้ยในเร็ว ๆ นี้ เฟดยังคงให้ความสำคัญกับการควบคุมอัตราเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาว ซึ่งนับว่าเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป โดยจะรอประเมินผลกระทบจากมาตรการภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งมีเส้นตายประกาศอย่างเป็นทางการในวันที่ 9 กรกฎาคม

ที่มา : Reuters และ CTVNEWS

ขณะที่ Bank of America และ Morgan Stanley คาดการณ์ว่าเฟดจะไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 และสถาบันการเงินรายใหญ่อื่น ๆ เช่น JP Morgan, Goldman Sachs, Deutsche Bank และ Macquarie มองว่าเฟดอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น

ผู้นำจีน–รัสเซียอาจไม่ร่วมประชุม BRICS 2025 ที่บราซิล

ขณะที่การประชุม BRICS ปีนี้ ซึ่งกำลังจะจัดขึ้นในวันที่ 7–8 ก.ค. ที่กรุงริโอเดอจาเนโร โดยล่าสุดมีการยืนยันแล้วว่า ปูตินจะไม่เดินทางไปร่วมประชุม เนื่องจากกังวลเรื่องหมายจับจากศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) และจะเข้าร่วมผ่านวิดีโอแทน ขณะที่ สี จิ้นผิง ยังไม่ยืนยันแน่ชัด แต่มีรายงานว่าอาจไม่ไปร่วมด้วย โดยให้เหตุผลว่าติดภารกิจภายในประเทศ หากทั้งสองไม่เข้าร่วมจริง จะเป็นครั้งแรกที่ผู้นำจีนและรัสเซียพร้อมกันขาดประชุมระดับสูงของ BRICS ซึ่งอาจลดน้ำหนักเชิงนโยบายของการประชุมครั้งนี้ลงอย่างมีนัยสำคัญ

แนวโน้มราคาทองในสัปดาห์

ราคาทองโลกเริ่มกลับเข้าสู่แนวโน้มขาลง หลังจากจุดต่ำสุดและจุดสูงสุดในแต่ละเวฟ
เริ่มมีการย่อตัวลงอย่างเห็นได้ชัด แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงต้นสัปดาห์ราคาอาจมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นสั้นๆ โดยมีเป้าหมายการฟื้นตัวที่ระดับ 3,295-3,320 ดอลลาร์

จากแนวโน้มที่อาจกลับสู่ขาลง ฮั่วเซ่งเฮง จึงแนะนำรอใช้กลยุทธ์เชิงรับเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น โดยอาจทยอยซื้อจากแนวรับสำคัญที่บริเวณ 3,245 ดอลลาร์ (ราคาทองคำแท่งประมาณบาทละ 50,000 บาท) โดยมีเป้าหมายทำกำไรระยะสั้นที่ระดับ 3,295 ดอลลาร์ (ราคาทองคำแท่งประมาณบาทละ 50,750 บาท) และตัดขาดทุนหากราคาหลุดแนวรับที่ 3,215 ดอลลาร์ (ราคาทองคำแท่งประมาณบาทละ 49,500 บาท)

ที่มา : Tradingview, ฮั่วเซ่งเฮง

ดาวน์โหลดเอกสาร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...