โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

หญิงหลับสบายกว่าเมื่อมี สุนัข นอนข้างกาย มากกว่าคนรักชาย งานวิจัยจากสหรัฐฯ เผย

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 03.50 น.
ผู้หญิงที่นอนกับสุนัขมักมีคุณภาพการนอนดีกว่าการนอนกับคนรักหรือแมว สุนัขสร้างความรู้สึกปลอดภัย ไม่รบกวน และมีจังหวะเวลานอนสอดคล้องกับเจ้าของ

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Canisius College ในรัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เผยผลสำรวจที่น่าประหลาดใจว่า “ผู้หญิงนอนหลับได้ดีกว่าเมื่อมีสุนัขนอนด้วย มากกว่าการนอนกับคนรักเพศชายหรือแมว” โดยมีผู้หญิงอเมริกันจำนวน 962 คนเข้าร่วมการสำรวจผ่านแบบสอบถามออนไลน์

จากผลการวิจัย พบว่า ผู้หญิง 55% รายงานว่านอนกับสุนัข 1 ตัวหรือมากกว่า, ขณะที่ 57% นอนกับคนรัก และ 31% มีแมวเป็นเพื่อนร่วมเตียง โดยเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว สุนัขมอบประสบการณ์การนอนหลับที่ดีกว่าในหลายด้าน ทั้งในแง่ของ ความสม่ำเสมอของเวลานอน การถูกรบกวนระหว่างคืน และความรู้สึกปลอดภัย

ทำไมสุนัขถึงช่วยให้นอนหลับดีขึ้น?

ดร. Christy L. Hoffman หัวหน้าทีมวิจัย ให้ข้อมูลว่า “สุนัขมักจะมีเวลานอนและตื่นที่สอดคล้องกับมนุษย์ และไม่ขยับตัวหรือส่งเสียงรบกวนมากเหมือนคู่รักหรือแมว” ส่งผลให้ผู้หญิงที่นอนกับสุนัขมีแนวโน้ม นอนหลับได้ลึกกว่าและรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น

การศึกษายังพบว่า สุนัขมีผลทางจิตใจในการช่วยลดความวิตกกังวลก่อนนอนได้ เพราะการมีสิ่งมีชีวิตที่ซื่อสัตย์อยู่ข้างกาย อาจให้ความรู้สึกเหมือนมี “ยามเฝ้ายามค่ำคืน” อยู่กับตัว

แล้วผู้ชายล่ะ?

แม้ว่าการนอนกับคนรักเพศชายจะมีข้อดีด้านความใกล้ชิดทางอารมณ์ แต่ก็พบว่า มีแนวโน้มรบกวนการนอนของผู้หญิงมากกว่า เช่น ขยับตัวมาก กรนเสียงดัง หรือมีตารางเวลานอนที่ไม่ตรงกัน

เช่นเดียวกับแมว ซึ่งหลายคนเข้าใจว่าเป็นสัตว์เลี้ยงที่ชอบอยู่นิ่ง ๆ แต่จริง ๆ แล้วแมวมักมีกิจกรรมตอนกลางคืน ทำให้เจ้าของถูกรบกวนบ่อยโดยไม่รู้ตัว

ผลดีทางพฤติกรรมและจังหวะนาฬิกาชีวิต

นอกจากความรู้สึกปลอดภัย งานวิจัยยังพบว่า ผู้หญิงที่นอนกับสุนัขมีแนวโน้มจะเข้านอนและตื่นตรงเวลามากขึ้น ซึ่งช่วยให้วงจรการนอนหลับ (Circadian Rhythm) สมดุลมากกว่า

ข้อจำกัดของการศึกษา

แม้งานวิจัยนี้จะให้ข้อมูลเชิงพฤติกรรมที่น่าสนใจ แต่ต้องเข้าใจว่าเป็นการเก็บข้อมูลด้วย แบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง (self-report) จึงยังไม่ใช่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ระดับคลินิกที่สามารถสรุปเชิงสาเหตุได้โดยตรง

ดร.ฮอฟฟ์แมนกล่าวว่า “จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมโดยใช้เครื่องมือวัดทางการแพทย์ เช่น การตรวจคลื่นสมองระหว่างนอน เพื่อยืนยันผลในระดับลึกยิ่งขึ้น”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...