โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำไมญี่ปุ่นถึงมีธุรกิจเก่าแก่เกิน 100 ปี มากที่สุดในโลก

conomi

อัพเดต 19 มิ.ย. 2568 เวลา 15.08 น. • เผยแพร่ 19 มิ.ย. 2568 เวลา 00.00 น. • conomi.co

เมื่อพูดถึงประเทศที่มีบริษัทเก่าแก่ที่สุดในโลก ชื่อของญี่ปุ่นย่อมปรากฏอยู่ในอันดับต้น ๆ ข้อมูลจาก BP Consulting Anniversary Business Lab ระบุว่า ในปี 2022 ประเทศญี่ปุ่นมีบริษัทที่มีอายุเกิน 100 ปี มากถึงประมาณ 37,000 แห่ง ซึ่งถือเป็นจำนวนมากที่สุดในโลก นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังครองสถิติการมีบริษัทที่ดำเนินกิจการมาเกินกว่า 200 ปีมากกว่า 1,300 แห่ง ทิ้งห่างสหรัฐอเมริกา ซึ่งอยู่ในอันดับที่สองถึงเกือบ 5 เท่า นั่นหมายความว่า ครึ่งหนึ่งของบริษัทที่มีอายุเกิน 100 ปีในโลกล้วนตั้งอยู่ในญี่ปุ่น คำถามคือ อะไรคือปัจจัยที่ทำให้ญี่ปุ่นสามารถรักษาธุรกิจให้คงอยู่ยาวนานเช่นนี้ได้? และบริษัทเหล่านี้มีวิธีรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยอย่างไร? ในบทความนี้มีคำตอบค่ะ!

1. ภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ที่ส่งเสริมความมั่นคง

ญี่ปุ่น ธุรกิจ

ญี่ปุ่นเป็นประเทศหมู่เกาะที่มีลักษณะภูมิประเทศแตกต่างจากประเทศในแถบยุโรป ซึ่งมีการเชื่อมต่อกันทางบก ส่งผลให้ผู้คนและสินค้าสามารถเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศได้ง่าย ในทางตรงกันข้าม ญี่ปุ่นกลับมีลักษณะกึ่งปิด แม้จะมีการค้าขายกับต่างประเทศ แต่ก็มีช่วงเวลาหนึ่งที่ประเทศเลือกปิดตัวเองจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง (ยุคซาโกกุ : ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1603 ถึง 1868)

ส่งผลให้ญี่ปุ่นสามารถพัฒนาระบบเศรษฐกิจและสังคมภายในโดยไม่ถูกรบกวนจากการแข่งขันภายนอกมากนัก เมื่อไม่มีแรงกดดันจากบริษัทต่างประเทศ บริษัทญี่ปุ่นจึงสามารถสร้างตัวตน รักษาความมั่นคง และเติบโตภายใต้กรอบวัฒนธรรมของตนเองอย่างต่อเนื่อง

2. วัฒนธรรมองค์กรและลักษณะนิสัยประจำชาติ

old-company

วัฒนธรรมญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการบริการลูกค้าอย่างลึกซึ้ง สะท้อนผ่านคำพูดที่ว่า“ลูกค้าคือพระเจ้า” ไม่เพียงแต่อุตสาหกรรมการบริการเท่านั้น แต่ในแทบทุกภาคส่วนของธุรกิจ พนักงานญี่ปุ่นล้วนแสดงความใส่ใจในการดูแลลูกค้า ตั้งแต่การประชุม งานเขียนอีเมล ไปจนถึงการบริการหลังการขาย

ในขณะเดียวกัน บริษัทญี่ปุ่นยังยึดถือแนวคิดของ “การทำงานตลอดชีวิต” และ “ระบบอาวุโส” ซึ่งแม้จะถูกวิจารณ์ในยุคปัจจุบัน แต่ในอดีตระบบนี้ช่วยสร้างความผูกพันระยะยาวระหว่างพนักงานกับองค์กร ส่งเสริมให้เกิดความภักดี และทำให้พนักงานอุทิศตนเพื่อความยั่งยืนของบริษัท

สิ่งเหล่านี้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจญี่ปุ่นสามารถส่งต่อค่านิยม ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญจากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างมั่นคง

3. ปรับตัวให้อยู่รอดท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง

old-company

อย่างไรก็ตาม โลกในศตวรรษที่ 21 เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว วัฒนธรรม “ลูกค้าคือพระเจ้า” ที่เคยเป็นจุดแข็ง ก็เริ่มถูกวิพากษ์วิจารณ์ในบางแง่มุม เช่น การทำงานเกินเวลาเพื่อเอาใจลูกค้า หรือความคาดหวังที่ไม่สมเหตุสมผลจากฝั่งผู้บริโภค

ในขณะเดียวกัน ระบบอาวุโสและการจ้างงานตลอดชีวิตก็กำลังเสื่อมความนิยม เมื่อคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่น ความสมดุลระหว่างชีวิตกับงาน และความสามารถเฉพาะบุคคลมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้บริษัทดั้งเดิมต้องเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ในการปรับตัว หากมองย้อนกลับไป บริษัทที่สามารถอยู่รอดมาได้กว่าร้อยปี ล้วนมีจุดร่วมสำคัญ คือ ความสามารถในการ “ปรับตัว” แม้จะยึดมั่นในคุณค่าดั้งเดิม แต่พวกเขาไม่เคยหยุดนิ่งต่อการเปลี่ยนแปลง

สิ่งสำคัญที่ทำให้บริษัทเหล่านี้ยังคงยืนหยัดได้ คือ การสร้างนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง, การกำหนดจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน และการรักษาวิสัยทัศน์ที่ตอบสนองต่อสังคมและยุคสมัย ในยุคที่เทคโนโลยีเติบโตอย่างก้าวกระโดด บริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากเริ่มขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ ขณะเดียวกัน บริษัทต่างชาติก็รุกเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นมากขึ้น การแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในประเทศอีกต่อไป

4. การบริหารด้วยจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน

old-company

แนวคิดเรื่อง “การบริหารด้วยจุดมุ่งหมาย” ได้รับความสนใจมากขึ้นในช่วงหลัง ไม่ใช่เพียงแค่การทำกำไรเท่านั้น แต่คือการดำรงอยู่เพื่อสร้างคุณค่าให้กับสังคมโดยรวม บริษัทที่มีอัตลักษณ์ชัดเจน และยึดมั่นในเป้าหมายที่สอดคล้องกับความต้องการของสังคม จะสามารถรักษาความไว้วางใจจากลูกค้า และสร้างความยั่งยืนในระยะยาวได้ดีกว่าบริษัทที่มุ่งเน้นเฉพาะผลตอบแทนระยะสั้น บริษัทที่ขาดวิสัยทัศน์ที่แน่นอน ไม่สามารถบอกได้ว่า “ทำไมถึงต้องมีอยู่” หรือ “กำลังเดินหน้าไปทางใด” ย่อมเสี่ยงต่อการถูกกลืนหายไปจากตลาด

บริษัทญี่ปุ่นหลายแห่งไม่ได้เพียงแค่ดำรงอยู่ แต่ยังคงส่งต่อคุณค่าที่ชัดเจน เช่น โรงแรม “นิชิยามะ ออนเซ็น เคอุนคัง” (Nishiyama Onsen Keiunkan) ที่ดำเนินกิจการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี ค.ศ. 705 และได้รับการบันทึกในกินเนสส์เวิลด์เรคคอร์ดว่าเป็นโรงแรมที่เก่าแก่ที่สุดในโลก พวกเขาไม่ได้ยึดติดกับความเก่า แต่ค่อยๆ ปรับตัวให้สอดคล้องกับความต้องการของแขกผู้เข้าพักยุคใหม่ โดยยังคงรักษาหัวใจของการต้อนรับแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมไว้ได้อย่างน่าชื่นชม

ในยุคแห่งความเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว บริษัทใดก็ตามที่ยึดติดกับรูปแบบเดิมโดยไม่ปรับตัว ย่อมเผชิญความเสี่ยงที่จะถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ขณะเดียวกัน บริษัทที่เปลี่ยนแปลงมากเกินไปจนสูญเสียตัวตน ก็อาจหมดความน่าเชื่อถือจากผู้บริโภค ญี่ปุ่นอาจมีภาพลักษณ์ของประเทศที่อนุรักษ์นิยม แต่ในความจริงแล้ว ประวัติศาสตร์ของบริษัทที่ยืนยาวในญี่ปุ่นคือหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า ความยั่งยืนในธุรกิจไม่ได้เกิดจากการยึดติดกับอดีตอย่างตายตัว หากแต่อยู่ที่การปรับตัวอย่างมีจุดยืน เพื่ออนาคตที่มั่นคงในโลกที่ไม่มีอะไรแน่นอน

สรุปเนื้อหาจาก : world-conect.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...