โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ผ่านครึ่งปีแรก ยอดจดทะเบียนธุรกิจใหม่ทะลุ 4.3 หมื่นราย ทุนแตะ 1.5 แสนล้าน

The Bangkok Insight

อัพเดต 30 ก.ค. 2568 เวลา 04.53 น. • เผยแพร่ 30 ก.ค. 2568 เวลา 04.48 น. • The Bangkok Insight

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยครึ่งปีแรก 2568 จดทะเบียนธุรกิจใหม่กว่า 4.3 หมื่นราย ทุนแตะ 1.5 แสนล้าน ญี่ปุ่นครองแชมป์ลงทุนไทยสูงสุด

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือนมิถุนายน 2568 พบว่า มีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 7,023 ราย ลดลง 328 ราย หรือลดลง 4.46% เมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายน 2567 อยู่ที่ 7,351 ราย แต่เพิ่มขึ้น 5.34% เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2568

จดทะเบียนธุรกิจใหม่

ขณะที่ทุนจดทะเบียนเดือนมิถุนายน 2568 อยู่ที่ 18,113 ล้านบาท ลดลง 9,866 ล้านบาท หรือลดลง 35.26%% เมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายน 2567 อยู่ที่ 27,979 ล้านบาท

ด้านยอดจดทะเบียนธุรกิจใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1. ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 580 ราย ทุนจดทะเบียน 1,083 ล้านบาท 2. ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 387 ราย ทุนจดทะเบียน 1,332 ล้านบาท 3. ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 295 ราย ทุนจดทะเบียน 511 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 8.26%, 5.51% และ 4.20% ของจำนวนการจัดตั้งธุรกิจในเดือนมิถุนายน 2568 ตามลำดับ

ทั้งนี้ ในเดือนมิถุนายน 2568 มีธุรกิจที่มีทุนจดทะเบียนจัดตั้งเกิน 1,000 ล้านบาท จำนวน 1 ราย คือ บริษัทราชดำริ ฮอลพิทอลลิตี้ แมเนจเมนท์ จำกัด ประกอบกิจการโรงแรม มูลค่าทุนจดทะเบียนรวมทั้งสิ้น 2,600 ล้านบาท

สำหรับยอดจดทะเบียนธุรกิจใหม่ในครึ่งปีแรกของปี 2568 (ม.ค.-มิ.ย. 2568) มีจำนวน 43,838 ราย ลดลง 2,545 ราย หรือลดลง 5.49% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (46,383 ราย) ในขณะที่ทุนจดทะเบียน 149,140 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,061 ล้านบาท หรือ 2.80% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 อยู่ที่ 145,079 ล้านบาท

ด้านยอดจดทะเบียนธุรกิจใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1. ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 3,490 ราย 2. ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 2,870 ราย และ 3. ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 1,832 ราย คิดเป็นสัดส่วน 7.96%, 6.55% และ 4.18% จากจำนวนการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจในครึ่งปีแรกของปี 2568 ตามลำดับ

เปิดตัวเลขธุรกิจจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการ

การจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการเดือนมิถุนายน 2568 มีจำนวน 1,468 ราย เพิ่มขึ้น 52 ราย เมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายน 2567 อยู่ที่ 1,416 ราย และมีทุนจดทะเบียนเลิก 10,403 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5,499 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายน 2567 อยู่ที่ 4,904 ล้านบาท)

ประเภทธุรกิจที่เลิกประกอบกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1. ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 100 ราย ทุนจดทะเบียนเลิก 198 ล้านบาท 2. ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 84 ราย ทุนจดทะเบียนเลิก 436 ล้านบาท และ 3. ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 74 ราย ทุนจดทะเบียนเลิก 177 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 6.81%, 5.72% และ 5.04% จากจำนวนการเลิกประกอบธุรกิจในเดือนมิถุนายน 2568 ตามลำดับ

การจดทะเบียนเลิกครึ่งปีแรกของปี 2568 (ม.ค.-มิ.ย. 2568) มีจำนวน 6,244 ราย เพิ่มขึ้น 205 ราย เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของปี 2567 ทุนจดทะเบียนเลิกสะสมอยู่ที่ 30,544 ล้านบาท ลดลง 46,205 ล้านบาท เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของปี 2567 โดยธุรกิจที่เลิกประกอบกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1. ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 547 ราย 2. ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 316 ราย และ 3. ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 276 ราย คิดเป็นสัดส่วน 8.76%, 5.06% และ 4.42% จากจำนวนการจดทะเบียนเลิกธุรกิจในครึ่งปีแรกของปี 2568 ตามลำดับ

สำหรับธุรกิจที่เป็นแรงผลักดันให้การจดทะเบียนในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 เติบโตขึ้นเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของปี 2567 มาจาก 5 ธุรกิจหลัก ๆ ได้แก่ 1. ขายส่งผลิตภัณฑ์อาหารอื่นๆ เติบโต 64.45% 2. โรงแรม รีสอร์ทและห้องชุด เติบโต 48.93% 3. กิจกรรมทางกฎหมาย เติบโต 46.79% 4. ขายส่งสินค้าทั่วไป เติบโต 46.40% และ 5. ขนส่งและขนถ่ายสินค้ารวมถึงคนโดยสาร เติบโตคิดเป็น 21.05%

ในทางกลับกันก็มีธุรกิจที่การเติบโตลดลง เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของปี 2567 ได้แก่ 1. ขายปลีกสินค้าอื่น ๆ ในร้านค้าทั่วไป ลดลง 31.50% 2. กิจกรรมของตัวแทนและนายหน้าอสังหาริมทรัพย์โดยได้รับค่าตอบแทนหรือตามสัญญาจ้าง ลดลง 29.11% 3. ขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต ลดลง 26.05% 4. อสังหาริมทรัพย์ ลดลง 21.50% และ 5. ภัตตาคาร/ร้านอาหาร ลดลง 12.97%

ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568) มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 2,008,668 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 30.96 ล้านล้านบาท โดยมีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 959,099 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 22.67 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น

  • บริษัทจำกัด 758,722 ราย หรือ 79.11% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 16.88 ล้านล้านบาท
  • ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 198,882 ราย หรือ 20.74% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 0.43 ล้านล้านบาท
  • บริษัทมหาชน จำกัด1,495 ราย หรือ 0.15% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 5.36 ล้านล้านบาท

สำหรับนิติบุคคลในกลุ่มธุรกิจบริการเป็นประเภทธุรกิจที่มีสัดส่วนการจดทะเบียนมากที่สุดมีจำนวน 520,337 ราย ทุนจดทะเบียน 13.10 ล้านล้านบาท รองลงมาคือ กลุ่มธุรกิจค้าส่ง/ค้าปลีก 313,174 ราย ทุน 2.58 ล้านล้านบาท และธุรกิจผลิต 125,588 ราย ทุน 6.99 ล้านล้านบาท คิดเป็น 54.25%, 32.66% และ 13.09% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ตามลำดับ

ครึ่งปีแรกไฟเขียวต่างชาติลงทุน 502 ราย

การอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ในครึ่งปีแรกของปี 2568 (มกราคม-มิถุนายน 2568) มีจำนวน 502 ราย เพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของปี 2567 โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 123 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 379 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 111,506 ล้านบาท

ชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทยสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

1. ญี่ปุ่น 99 ราย คิดเป็น 20% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 43,025 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจการจัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และส่วนประกอบสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ ธุรกิจบบริการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจำหน่าย และ/หรือ ให้บริการ ธุรกิจบริการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์พลาสติกวิศวกรรม และธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์ช่วยพยุงข้อมือ สิ่งพิมพ์ลามิเนทเพื่อบรรจุภัณฑ์ อุปกรณ์สำหรับรถแทรกเตอร์เพื่อการเกษตร ชิ้นส่วนยานพาหนะ

2. สหรัฐ 72 ราย คิดเป็น 14% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 2,797 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจบริการทางวิศวกรรม ธุรกิจค้าปลีกสินค้า เช่น ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ตกแต่งยานพาหนะ เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องจักร/เครื่องมือ/อุปกรณ์/ชิ้นส่วน และส่วนประกอบที่ใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ ธุรกิจบริการทำการตลาด รวมทั้งให้คำปรึกษาแนะนำเพื่อพัฒนาธุรกิจ และธุรกิจบริการรับจ้างผลิต เช่น DC Cable โลหะผสมสำหรับผลิตเครื่องประดับ Captive Screw for PCB

อรมน ทรัพย์ทวีธรรม

3. จีน 65 ราย คิดเป็น 13% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 18,336 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจการจัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และส่วนประกอบสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตต่างๆ ธุรกิจบริการซ่อมแซมและบำรุงรักษารถยนต์ไฟฟ้า ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจำหน่าย และ/หรือ ให้บริการ และธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชุดสายไฟแรงดันสูงสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์จากพลาสติกชีวภาพ ชิ้นส่วนยานพาหนะ แผ่นพลาสติกพิมพ์ลาย

4. สิงคโปร์ 63 ราย คิดเป็น 13% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 17,384 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับตามที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลัง ธุรกิจบริการสนับสนุนและบริหารจัดการการวิจัยทางคลินิก ธุรกิจบริการ Data Center และธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์โลหะและชิ้นส่วนโลหะทุบขึ้นรูป บรรจุภัณฑ์กระดาษเคลือบพลาสติกชีวภาพ แม่พิมพ์และชิ้นส่วนพลาสติก Printed Circuit Board

5. ฮ่องกง 51 ราย คิดเป็น 10% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 8,309 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจบริการศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย ธุรกิจบริการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานพาหนะไฟฟ้า ธุรกิจบริการ Data Center และธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ผลิตภัณฑ์ทางทันตกรรม ผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อการอุตสาหกรรม ชิ้นส่วนพลาสติก ชิ้นส่วนโลหะ

สำหรับการลงทุนในพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติในครึ่งปีแรกของปี 2568 มีนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 158 ราย คิดเป็น 31% ของนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 จำนวน 42 ราย มูลค่าการลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 62,851 ล้านบาท คิดเป็น 56% ของเงินลงทุนทั้งหมด

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...