โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“15 สินค้า 4 ตลาดใหม่”ยุทธศาสตร์ไทยรับภาษีทรัมป์ลดผลกระทบส่งออก

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 29 ก.ค. 2568 เวลา 21.39 น. • เผยแพร่ 30 ก.ค. 2568 เวลา 04.36 น.

และไทยถูกสหรัฐ ปรับเพิ่มอัตราภาษีศุลกากรอีก 36% (มาตรการภาษีต่างตอบ แทน: Reciprocal Tariffs) โดยอ้างว่าเป็นประเทศที่ไม่สมดุลทางการค้ากับสหรัฐ นอกจากนี้ อาจจะมีการพิจารณาใช้อัตรา ภาษีรายภูมิภาค (Regional) หรืออาจจะขยายระยะเวลาการระงับการเก็บภาษีในบางประเทศก็เป็นได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการ พิจารณาของทางรัฐบาลสหรัฐ

ไม่เพียงเท่านั้น สหรัฐ ได้ออกมาตรการทางภาษีรายสินค้า (Product-specific Tariffs) โดยใช้อำนาจทางกฎหมายตามมาตรา 232 เช่น เหล็กและอลูมิเนียมที่นำเข้าจากทุกประเทศ จะถูกเก็บภาษี นำเข้าเพิ่มขึ้นอีกในอัตรา 50% (MFN + 50%) สินค้ารถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์บางประเภทที่นำเข้าจากทุกประเทศ จะถูกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้นอีกในอัตรา 25% (MFN + 25%) สำหรับสินค้าอื่น ๆ ที่ยังไม่ได้ออกมาตรการเพราะ อยู่ระหว่างไต่สวนได้แก่ ทองแดง ไม้และไม้แปรรูป เซมิคอนดักเตอร์ ผลิตภัณฑ์ยา แร่สำคัญ รถบรรทุกขนาดกลางและ ใหญ่ เครื่องบินและเครื่องยนต์ไอพ่น

อย่างไรก็ดี หลายประเทศเข้าสู่กระบวนการยื่นข้อเสนอการเจรจาทางการค้ากับ สหรัฐฯ แล้ว แต่สถานการณ์ด้านภาษีในระยะข้างหน้ายังมีความไม่แน่นอนสูงและคาดเดาได้ยาก

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดทำ วิเคราะห์ผลกระทบจากมาตรการด้านภาษีศุลกากรของสหรัฐต่อการส่งออกไทย ปี 2568 ในส่วนการวิเคราะห์สินค้าส่งออกไทยที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบ จากมาตรการด้านภาษีของสหรัฐพบว่า กลุ่มสินค้าที่พึ่งพาตลาดสหรัฐสูงสุด 12 อันดับแรก หรือ มีระดับการพึ่งพาตลาดสหรัฐ มากกว่า28% ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมีมูลค่าส่งออกในระดับปานกลาง และไทยไม่ได้ครองส่วนแบ่งในตลาดาสหรัฐในอันดับต้น ๆ

สำหรับกลุ่มสินค้าที่มีระดับการพึ่งพาตลาดสหรัฐ สูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ 1.เฟอร์นิเจอร์ฯพึ่งพาตลาดสหรัฐ ที่53.8% ด้วยมูลค่าส่งออกไปสหรัฐ ที่ 976.3 ล้านดอลลาร์ 2.เครื่องดนตรีฯ 42.2% มูลค่า9.0 ล้านดอลลาร์ 3. เครื่องแต่งกาย ถักฯ39.6% มูลค่า578.8 ล้านดอลลาร์

ส่วน 9 กลุ่มสินค้าที่พึ่งพาตลาดสหรัฐระดับปานกลาง (ไม่เกินพันล้านดอลลาร์) ได้แก่ เครื่องหนังฯ38.1% มูลค่า 296.1 ล้านดอลลาร์เครื่องแต่งกาย ที่ไม่ได้ถัก ฯ 35.6% มูลค่า276.1 ล้านดอลลาร์ ฯลฯ

“ยกเว้นสินค้ากลุ่มเครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้าฯ และ เครื่องจักรกล ฯ ที่มีมูลค่าส่งออกสูงกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ โดยพึ่งพาตลาดสหรัฐ 34.3% และ 28.5% มีมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐ17,503.8 ล้านดอลลาร์และ 13,567.5 ล้านดอลลาร์ ตามลำดับ สองกลุ่มสินค้ารวมกันคิดเป็นสัดส่วน 56.7% ของ การส่งออกของไทยไปสหรัฐ”

รายงานระบุว่า การส่งออกสินค้ากลุ่มเครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้าและเครื่องจักรกลนี้ สะท้อนถึงความสำคัญของสินค้าสองกลุ่มนี้ หากได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษี จะทำให้การส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ชะลอลง ทำให้ภาพรวมการส่งออกไปสหรัฐ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะที่สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรที่พึ่งพาตลาดสหรัฐ สูง อาทิของปรุงแต่งทำจากพืชผัก ผลไม้ ลูกนัต ฯ เช่น น้ำมะพร้าว ผลไม้แปรรูป สับปะรดกระป๋อง พึ่งพาตลาดสหรัฐ 29.8% มูลค่า 782.6 ล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาด้านการแข่งขันในตลาดสหรัฐ พบว่า กลุ่มสินค้าที่พึ่งพาตลาดสหรัฐสูงของไทย ไม่ได้เป็นสินค้าที่ไทยครองส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐในอันดับต้น ซึ่งส่วนใหญ่แล้วประเทศที่ครองส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐมากคือ จีน รวมถึงเวียดนาม กัมพูชา เม็กซิโก และแคนาดา

"สะท้อนถึงความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการที่เกี่ยวเนื่อง ในอุตสาหกรรมที่พึ่งพาตลาดสหรัฐสูงจะได้รับผลกระทบ หากมีการบังคับใช้มาตรการภาษีต่างตอบแทน หรือ มาตรการกีดกันอื่น ๆทั้งนี้ หากสหรัฐมีการเรียกเก็บอัตราภาษีต่างตอบแทน ตามอัตราที่เคยประกาศไว้สินค้าไทยยังมีแนวโน้มที่แข่งขันได้ในบางสินค้าที่อัตราภาษีต่างตอบแทนของประเทศ คู่แข่งมีอัตราที่สูงกว่าไทยมาก"

ดังนั้นเพื่อไม่ให้ผลกระทบเกิดขึ้นในวงกว้าง รายงานจึงนำเสนอ บทวิเคราะห์การกระจายตลาดส่งออกของไทยคือต้องหาตลาดส่งออกทางเลือกที่มีศักยภาพสูง ซึ่งมุ่งเน้นการเจาะตลาดหรือขยายส่วนแบ่งตลาดในประเทศที่ไทยมีการส่งออกอยู่แล้ว

แนวทางการพิจารณาหาตลาดส่งออกทดแทนสหรัฐสำหรับสินค้าส่งออกสำคัญที่ไทยส่งออกไปสหรัฐ 15กลุ่มแรก (ตามพิกัดศุลกากร 2 หลัก) ซึ่งคิดเป็น 90.1% ของมูลค่าการส่งออกรวมไปสหรัฐ ในปี 2567 พบว่า ไทยยังมีโอกาสขยายการส่งออก ได้ในหลายกลุ่มสินค้าที่ไทยเป็นแหล่งนำเข้าอันดับต้น ๆ หรือเริ่มเข้าไปชิงส่วนแบ่งตลาดในตลาดอื่น ๆ อาทิ

ตลาดญี่ปุ่น มีโอกาสขยายการส่งออกในกลุ่มสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (เครื่องส่งวิทยุโทรทัศน์ แผงควบคุมกระแสไฟฟ้า จอมอนิเตอร์ เครื่องเล่นวิทยุ) กลุ่มเครื่องจักรกล (เครื่องพิมพ์ ตู้เย็น เครื่องจักรกลแบบตีนตะขาบ) กลุ่มยางและผลิตภัณฑ์ และกลุ่มยานพาหนะและชิ้นส่วน เป็นต้น

ตลาดทวีปยุโรป ไทยมีโอกาสขยายการส่งออกไปยังเนเธอร์แลนด์ในหลายกลุ่มสินค้า 21 อาทิ กลุ่มเครื่องจักร อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (เครื่องรับ-ส่งเสียงหรือภาพ หม้อแปลงไฟฟ้า ชิ้นส่วนโทรศัพท์/อุปกรณ์ ส่งสัญญาณ ) กลุ่มเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์ (เลนส์แว่นตา) ผลิตภัณฑ์จากเนื้อ ปลา หรือสัตว์น้ำ รวมทั้งสินค้า ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์

ตลาดอินเดีย กลุ่มเครื่องจักรกล เครื่องใช้กล (เครื่องพิมพ์ เครื่องปรับอากาศ) ยางธรรมชาติ เครื่องประดับทำด้วยเงิน ผลิตภัณฑ์เหล็กและเหล็กกล้า

ทั้งนี้ มีข้อเสนอแนะแนวทางการกระจายความเสี่ยงสำหรับกลุ่มสินค้าส่งออกสำคัญไปยังสหรัฐ คือการลดการพึ่งพาการส่งออกไปยัง ตลาดสหรัฐและการขยายการ ส่งออกไปยังตลาดที่ไทยมีความได้เปรียบจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่มีอยู่ ควบคู่ไปกับ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันของการส่งออก ให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ยังสามารถกระจายการส่งออกไปยังตลาดที่ได้รับผลกระทบจากสหรัฐน้อย และมีอัตราการเติบโตสูง ได้แก่ สหภาพยุโรป (EU) เป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูง และมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ดี แม้ว่าเศรษฐกิจยุโรป จะเผชิญความท้าทายอยู่บ้าง แต่ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าอุตสาหกรรมยังคงมีอยู่สูง ไทยควรเร่งรัด การเจรจา FTA ไทย-EU เพื่อลดอุปสรรคทางการค้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนี้ ควรศึกษา ข้อกำหนดและมาตรฐานสินค้าของ EU อย่างละเอียด โดยเฉพาะประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน (Green Deal) เพื่อปรับปรุงสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ทั้งสองประเทศเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียที่มีความสัมพันธ์ทางการค้าและ การลงทุนกับไทยมายาวนาน ความต้องการสินค้าเกษตรแปรรูป อาหารทะเล และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ยังคงมีสูง

ตะวันออกกลาง ภูมิภาคนี้เป็นตลาดที่น่าสนใจและมีศักยภาพในการเติบโตสูง จากแผนการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่หลากหลาย (diversification plan)

ประเทศในอาเซียน ยังคงมีศักยภาพในการเติบโตสูงจากจำนวนประชากรที่มาก การขยายตัวของชนชั้นกลาง และ การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...