โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“ทรัมป์” ต่อสายตรง “สี จิ้นผิง” อย่างเป็นทางการครั้งแรก คลี่คลายความตึงเครียดทางการค้า

การเงินธนาคาร

อัพเดต 05 มิ.ย. 2568 เวลา 23.51 น. • เผยแพร่ 05 มิ.ย. 2568 เวลา 16.51 น.

"ทรัมป์" ต่อสายตรง "สี จิ้นผิง" อย่างเป็นทางการครั้งแรก คลี่คลายความตึงเครียดทางการค้าและความขัดแย้งด้านแร่หายาก เตรียมสานต่อเจรจาการค้าเร็วๆ นี้

วันที่ 5 มิถุนายน 2568 เวลา 23.23 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ และสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน พูดคุยทางโทรศัพท์ครั้งสำคัญ เพื่อคลี่คลายความตึงเครียดทางการค้าและความขัดแย้งด้านแร่หายาก

โดยผู้นำสหรัฐและจีนได้หารือกันทางโทรศัพท์เป็นเวลานานกว่าหนึ่งชั่วโมง เพื่อรับมือกับความตึงเครียดที่ปะทุขึ้นหลายสัปดาห์ในประเด็นสงครามการค้าและความขัดแย้งเรื่องแร่หายาก (rare earths) โดยประเด็นหลักหลายอย่างยังคงต้องรอการเจรจาเพิ่มเติม

ตามสรุปจากรัฐบาลจีน สี จิ้นผิง ได้เรียกร้องให้ทรัมป์ยุติมาตรการทางการค้าที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก และเตือนให้สหรัฐระมัดระวังการกระทำที่เกี่ยวข้องกับไต้หวัน

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า การหารือเน้นที่ประเด็นการค้าและจบลงอย่างสร้างสรรค์ พร้อมประกาศว่าจะมีการเจรจาเพิ่มเติมระดับเจ้าหน้าที่ และเสริมว่า “จากนี้ไม่ควรมีข้อสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับความซับซ้อนของผลิตภัณฑ์แร่หายากอีกต่อไป”
ต่อมาเขากล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “เรามีความคืบหน้าที่ดีกับจีนในเรื่องข้อตกลงทางการค้า”

ทั้งสองฝ่ายยังได้เชิญกันและกันให้เดินทางเยือนประเทศของตนอีกด้วย โดยการพูดคุยครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดเรื่องแร่หายาก
จีนได้ระงับการส่งออกแร่หายากและแม่เหล็กชนิดพิเศษตั้งแต่เดือนเมษายน ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมสำคัญทั่วโลก เช่น รถยนต์ ชิปคอมพิวเตอร์ และยุทโธปกรณ์ทางการทหาร

จีนมองว่าแร่หายากเป็น “อาวุธต่อรอง” และการหยุดส่งออกอาจกดดันภาคธุรกิจของสหรัฐจนกระทบเศรษฐกิจ ซึ่งอาจส่งผลต่อความนิยมในตัวทรัมป์

โดยเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ทั้งสองประเทศได้บรรลุข้อตกลงชั่วคราวเป็นเวลา 90 วัน เพื่อลดภาษีตอบโต้ซึ่งเริ่มขึ้นหลังการสาบานตนของทรัมป์ในเดือนมกราคม แต่ข้อตกลงนี้ไม่ได้แก้ไขประเด็นที่ลึกซึ้ง เช่น ปัญหาการลักลอบนำเข้ายาเฟนทานิล ไต้หวัน หรือระบบเศรษฐกิจแบบรัฐนำของจีน

ทรัมป์ได้ประกาศว่าคณะเจรจาของสหรัฐที่นำโดยรัฐมนตรีคลัง สก็อตต์ เบสเซนต์, รัฐมนตรีพาณิชย์ ฮาวเวิร์ด ลัทนิค และผู้แทนการค้า เจมิสัน เกรียร์ จะพบกับเจ้าหน้าที่จีนในเร็ว ๆ นี้ โดยยังไม่ระบุสถานที่

แม้ตลาดหุ้นสหรัฐจะตอบรับข่าวนี้ด้วยการปรับตัวขึ้น แต่ข้อตกลง 90 วันดังกล่าวยังมีความเปราะบาง ทรัมป์กล่าวหาว่าจีนละเมิดข้อตกลงและได้ออกมาตรการจำกัดการส่งออกซอฟต์แวร์ออกแบบชิปให้จีน ซึ่งจีนก็ปฏิเสธข้อกล่าวหาและขู่ตอบโต้

ทางการจีนระบุว่า “สหรัฐควรประเมินความคืบหน้าที่เกิดขึ้นอย่างเป็นจริง และยกเลิกมาตรการในทางลบที่มีต่อจีน” พร้อมเน้นย้ำว่า “สหรัฐควรจัดการประเด็นไต้หวันอย่างระมัดระวัง”

ทั้งนี้สหรัฐมองว่าจีนเป็นคู่แข่งทางภูมิรัฐศาสตร์อันดับหนึ่ง และเป็นประเทศเดียวที่มีศักยภาพท้าทายทั้งด้านเศรษฐกิจและการทหาร แม้จะมีการประกาศเก็บภาษีอยู่บ่อยครั้ง ทรัมป์ยังชื่นชมสี จิ้นผิงอยู่เสมอ โดยเฉพาะในด้านความเด็ดขาดและการดำรงตำแหน่งโดยไม่มีข้อจำกัดวาระ ซึ่งทรัมป์ต้องการหารือโดยตรงกับสีมาตลอด แต่จีนยืนยันว่าการพูดคุยของผู้นำต้องเกิดขึ้นหลังจากบรรลุข้อตกลงในรายละเอียดก่อน

การสนทนาเมื่อวันพฤหัสบดีเกิดขึ้นตามคำร้องขอของทรัมป์
ยังไม่ชัดเจนว่าทั้งสองได้พูดคุยกันครั้งสุดท้ายเมื่อใด ฝ่ายจีนระบุว่าการพูดคุยล่าสุดคือเมื่อวันที่ 17 มกราคม ก่อนทรัมป์เข้ารับตำแหน่งในวันที่ 20 มกราคม แม้ทรัมป์จะอ้างว่าได้พูดคุยกันบ่อยครั้ง แต่ก็ไม่เคยให้รายละเอียด

ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์ เนื่องจากสงครามการค้าอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในช่วงสำคัญก่อนฤดูกาลจับจ่ายปลายปี
การขึ้นภาษีของทรัมป์ยังอยู่ระหว่างการฟ้องร้องในศาลสหรัฐ

ทรัมป์และสีเคยพบกันหลายครั้ง รวมถึงการเยือนสหรัฐของสีในปี 2560 แต่ไม่ได้พบกันแบบตัวต่อตัวอีกเลยนับตั้งแต่การประชุมที่โอซาก้าในปี 2562 โดยการเดินทางครั้งล่าสุดของสีไปยังสหรัฐ คือในเดือนพฤศจิกายน 2566 เพื่อประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีโจ ไบเดน ซึ่งนำไปสู่ข้อตกลงด้านความมั่นคงและควบคุมปัญหาเฟนทานิล

อ้างอิง : https://www.reuters.com/en/chinas-xi-trump-hold-call-xinhua-reports-2025-06-05/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...