โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มหรสพในราชสำนักพม่า เสียดสีเจ้าโดนโทษหนัก-คนหล่ออยู่ยาก กษัตริย์รำคาญพระราชหฤทัย

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 03 ส.ค. 2566 เวลา 03.18 น. • เผยแพร่ 02 ส.ค. 2566 เวลา 08.20 น.
(ซ้าย) อูซานโทเค นักแสดงบทอิเหนา ภาพจาก Art of Asia, 1989 มาลเวเล นักรำของราชสำนักพม่า [ภาพจาก Art of Asia, 1989]

เชลยศึกชาวกรุงศรีอยุธยาที่พม่ากวาดต้อนมาหลังตีกรุงศรีอยุธยาแตกเมื่อ พ.ศ. 2310 นั้นมีหลากหลายกลุ่มและเป็นที่รู้กันว่าเหล่าช่างฝีมือ นางละคร หรือขุนนางตกยากยังช่วยส่งเสริมศิลปะด้านต่างๆ ทั้งในราชสำนักของพม่าเอง และขยายมาสู่ประชาชนทั่วไปในภายหลัง ความนิยมในละครที่นางละครหรือศิลปินสยามนำไปแสดงนั้นสะท้อนผ่านกฎเกณฑ์เกี่ยวกับ “มหรสพ” ในราชสำนักพม่าอีกหลายสิบปีต่อมา ในยุคที่ มหรสพ ได้รับความนิยม มีระเบียบห้ามผู้แต่งบทละครเสียดสีพระราชสำนักมิเช่นนั้นจะถูกตัดมือ

โนเอล เอฟ ซิงเกอร์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ศิลปะที่ศึกษาเรื่องรามเกียรติ์ในราชสำนักพม่า และเขียนบทความชื่อ “รามเกียรติ์ในราชสำนักพม่า” อ.สุเนตร ชุตินธรานนท์ เป็นผู้แปล เนื้อหาส่วนหนึ่งเล่าว่า วรรณกรรมของพม่าก่อนปี พ.ศ. 2313 ไม่มีกล่าวถึงเรื่องรามเกียรติ์แต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหมู่นักปราชญ์น่าจะพอรู้จักเรื่องรามเกียรติ์กันแล้ว เนื่องจากช่วงเวลานั้นพบการแปลงานวรรณกรรมทั้งทางโลกและทางศาสนาจากประเทศเพื่อนบ้านรอบข้างเป็นภาษาพม่าแล้ว

บทความของนักวิชาการท่านนี้เผยแพร่ในนิตยสารด้านศิลปะ (Art of Asia) เมื่อปี พ.ศ. 2532 เนื้อหาส่วนหนึ่งเล่าถึงการนำเข้าศิลปะการแสดงจากอยุธยามายังพม่า หลังจากกรุงศรีอยุธยาแตกเมื่อ พ.ศ. 2310 ครั้งนั้นมีบันทึกชัดเจนว่า เชลยศึกที่พม่ากวาดต้อนไปยังกรุงรัตนปุระอังวะ มีทั้งช่างฝีมือ นางละคร นักดนตรี ขณะที่เชื้อพระวงศ์เมื่อต้องอาศัยในพม่านานเข้าก็เริ่มเบื่อหน่ายกับชีวิตในเมืองหลวง จึงคิดตั้งคณะละครขึ้น เนื่องด้วยความคิดถึงบ้านเกิด

สิ่งที่ตามมาคือทำให้เกิดการเล่นโขนเรื่องรามเกียรติ์ในราชสำนักพม่าเป็นครั้งแรก ผู้เขียนบทความอธิบายว่า ผู้แสดงเป็นขุนนางตกยากจากสยามที่แต่งกายตามประเพณี และรำด้วยจังหวะเก่าแก่ของกรุงศรีอยุธยา การแสดงได้รับความนิยมในชนชั้นปกครองและกลุ่มศิลปินในกรุงรัตนปุระอังวะ กระทั่งในช่วงปลายรัชสมัยพระเจ้าปดุง (พ.ศ. 2325-2362) ที่ประชาชนทั่วไปเริ่มรับรู้ถึงความบันเทิงรูปแบบใหม่ โดยที่บรรดาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่กระจายทั่วประเทศเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การแสดงแพร่ออกไป หลังจัดคณะละครจากเมืองหลวงติดตามไปแสดงระหว่างเดินทางไปต่างเมือง

สมัยพระเจ้าจิงกูจา (พ.ศ.2319-2324) เสด็จขึ้นครองราชย์ บรรยากาศในราชสำนักยังมีกลิ่นอายความหรูหราร่ำรวยทางวัฒนธรรม พระนางตเคง พระมเหสีเอกของพระเจ้าจิงกูจาทรงเป็นนักเขียนและกวีเอกที่ทรงพระปรีชาสามารถยิ่ง ทรงเป็นผู้สนับสนุนส่งเสริมการแสดงรามเกียรติ์ ซึ่งในภาษาพม่าเรียกกันว่า “ชาดก” (Yama Zatdaw) และยังเป็นผู้นำเพลงของพม่าที่แต่งขึ้นใหม่มาประกอบการแสดงแทนของเดิมของชาวกรุงศรีอยุธยาที่เริ่มเสื่อมความนิยม ไม่เพียงแค่การเปลี่ยนแปลงในเพลง เชื่อว่า การแต่งกายก็เริ่มเปลี่ยนแปลงในสมัยนี้ด้วย

มีเรื่องเล่าว่า บางครั้งที่พระเจ้าจิงกูจาทรงทอดพระเนตรการแสดงอยู่จะทรงลุกขึ้น ทรงพระแสงดาบไล่ฟันพวกยักษ์และลิง ทรงร่วมแสดงด้วยอย่างสนุกสนาน อันสืบเนื่องมาจากผลของฤทธิ์น้ำจัณฑ์ แต่ความสนุกสนานนำความอับอายมาสู่พระมเหสีและหมู่อำมาตย์ข้าราชสำนักบางกลุ่ม ต่อมาพระเจ้าจิงกูจาถูกพระเจ้าลุง (พระเจ้าปดุง, พ.ศ. 2325-2362) ฉวยโอกาสยึดอำนาจและประหารชีวิตพระราชนัดดา

เนื่องด้วยพระเจ้าปดุง ทรงโปรดการสงคราม จึงทรงปล่อยให้พระราชโอรสเป็นผู้ดูแลศิลปวัฒนธรรม เมื่อพระเจ้าปดุงสวรรคต เป็นพระราชนัดดาคือสะกาย เมง (พ.ศ. 2362-2380) เสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์มีดนตรีในพระทัย และโปรดการแสดงและละคร

อู คิด (U Khit) เป็นขุนนางที่รับผิดชอบการละครฟ้อนรำในรัชสมัยพระองค์ และออกข้อบังคับเข้มงวดควบคุมบรรดาตัวละครและนักแสดงหุ่นในราชสำนัก ผู้เขียนบทความอธิบายว่า อู คิด บังคับให้ทำตามระเบียบข้อบังคับด้วยการตราบทลงโทษอย่างเด็ดขาด นักแต่งบทละครที่กล่าวละเมิดหรือเสียดสีราชสำนักหรือพระจะถูกลงโทษตัดมือทิ้ง นักแสดงและนักร้องที่ทำผิดจะถูกตัดลิ้น ทะเบียนตัวละครในราชสำนักระหว่าง พ.ศ. 2364 เหลือเพียง 17 คน นักดนตรีอีก 10 คน

ในสมัยนี้ยังนิยมรามเกียรติ์กันอยู่ แต่เริ่มมีละครคู่แข่งคืออิเหนาเข้ามา เมื่อถึงรัชสมัยของพระเจ้าคองบองมิน (พ.ศ. 2380-2389) สถานการณ์การเมืองเริ่มไม่มั่นคง อีกทั้งกษัตริย์ยังมีพระอาการประชวร บรรยากาศศิลปะการแสดงไม่รุ่งเรืองเท่าที่ควร

รามเกียรติ์เริ่มเสื่อมความนิยมอย่างชัดเจนในสมัยพระเจ้ามินดง (พ.ศ. 2396-2421) พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่เคร่งพระพุทธศาสนา ไม่โปรดการละคร เหลือเพียงการแสดงหุ่นเล็ก และไม่ค่อยปรากฏการแสดงรามเกียรติ์ทั้งเรื่อง เหลือเพียงการแสดงบางตอนที่ถูกใจข้าราชสำนัก

ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญช่วงสุดท้ายของการละครในราชสำนักพม่าคือสมัยพระเจ้าธีบอ (พ.ศ. 2421-2428) ทั้งพระองค์และพระนางศุภยลัต พระราชินีผู้ถูกบันทึกว่าเป็นผู้หยิ่งยโสและก้าวร้าว ทั้งสองพระองค์ทรงอยู่ในพระราชวังที่แวดล้อมด้วยความมั่งคั่ง สนพระทัยการละครและพระราชพิธีในราชสำนัก

ปลายรัชสมัยพระเจ้าธีบอ มีการสร้างโรงละครหลวง และโรงละครชั่วคราวอีก 2 โรง แสดงรามาชาดกทั้ง 2 โรง ผู้ชมเป็นข้าราชสำนักชายของพระเจ้าธีบอ

ส่วนฝั่งหญิงจะนิยมเรื่องอิเหนา ซึ่งมี “อูซานโทเค” (U San Toke) แสดงเป็นอิเหนาตัวพระเอกของเรื่อง เล่ากันว่า นักแสดงผู้นี้รูปโฉมหล่อเหลา ทำเอานางกำนัลฝ่ายในปั่นป่วนรัญจวนใจทุกครั้งที่เขาปรากฏตัว แย่งกันให้ของขวัญของกำนัล อันเป็นผลให้พระเจ้าธีบอรำคาญพระราชหฤทัย พระองค์มีพระราชบัญชาให้อูซานโทเค ปิดหน้าด้วยผ้าบางๆ ทุกครั้งที่เข้ามาในเขตพระราชฐาน

ไม่เพียงอูซานโทเค ที่มีชื่อเสียง นักแสดงฝ่ายหญิงอย่างเชงดอมาเล (Yindaw Ma Lay) ที่เล่นเป็นนางบุษบาก็ลือชื่อเรื่องความงดงาม ส่วนนักแสดงรามเกียรติ์ที่เล่นเป็นนางสีดา (หรือบางครั้งก็เล่นเป็นนางมโนห์รา) คือมาลเวเล (Ma Htwat Lay) ก็มีชื่อเสียงไม่แพ้กัน

รายละเอียดที่น่าสนใจอีกประการของการแสดงในพม่ายุคนั้นคือไม่มีเวที ไม่มีห้องแต่งตัว หรือสถานที่เปลี่ยนชุด ศิลปินจึงต้องพยายามเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวอย่างระมัดระวังและให้มิดชิดที่สุดเท่าที่เป็นได้ท่ามกลางสายตาของผู้ชม

จุดเสื่อมของการแสดงตั้งต้นขึ้นเมื่อมีการรวมพม่าตอนเหนือของอังกฤษ เมื่อ พ.ศ. 2428 คณะละครของราชสำนักแตกกระเซ็นกันไป บางคนออกไปตั้งวงของตัวเอง บางคนไปสมัครถวายงานในราชสำนักของเจ้าฟ้าที่รัฐฉาน

ส่วนกลุ่มนักแสดงที่สืบทอดเชื้อสายเชลยศึกจากอยุธยาก็ยังเปิดการแสดงรามเกียรติ์กันประปราย การแสดงยังยึดรูปแบบของบรรพบุรุษ บางกลุ่มรักษาวิถีชีวิตและวัฒนธรรม อนุรักษ์รูปแบบดั้งเดิมไว้อย่างหวงแหน

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

Noel F. Singer. “The Ramayana at the Burmese Courts”, Art of Asia. November-December 1989 พิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 12 ฉบับที่ 6 (เมษายน, 2534)

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 14 ธันวาคม 2561

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...