โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธันยนันท์ ลีนุตพงษ์ ศิริมงคลเกษม ปลุกตำนานยนตรกิจ จากแบรนด์เก๋าสู่แบรนด์เลิฟ

Businesstoday

เผยแพร่ 29 ก.ย 2563 เวลา 07.00 น. • Businesstoday

ผู้หญิงกับเครื่องยนต์อาจดูไม่เข้ากันเท่าไร แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ในวงการรถยนต์บ้านเรากลับมีผู้บริหารหญิงไม่น้อยกระโดดมากุมบังเหียนธุรกิจรถยนต์ แถมยังพิสูจน์ให้เห็นว่าเครื่องยนต์กับผู้หญิงก็สามารถเป็นส่วนผสมที่ลงตัว

หนึ่งในผู้บริหารหญิงเก่งของวงการรถยนต์ที่น่าจับตามอง คือ ลูกแพร์-ธันยนันท์ ลีนุตพงษ์ ศิริมงคลเกษม กรรมการบริหาร บริษัท ยนตรกิจ เกีย มอเตอร์ จำกัด ลูกสาวคนโตของ สรวิศย์ ลีนุตพงษ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ยนตรกิจ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเธอได้เปรียบเปรยผู้หญิงกับธุรกิจรถไว้อย่างน่าสนใจว่า “รถก็เปรียบเหมือนแอกเซสซอรีอย่างหนึ่งที่หนีไม่พ้นเรื่องความสวยความงาม เพราะฉะนั้นโลกของยานยนต์จึงไม่ได้มีแต่ผู้ชาย แต่เป็นแพสชั่นอย่างหนึ่งสำหรับผู้หญิงเช่นกัน”

เปิดเส้นทางเจน 3 แห่งยนตรกิจ

เป็นที่รู้กันว่า ยนตรกิจ คอร์ปอเรชั่น มีชื่อเสียงในวงการอุตสาหกรรมรถยนต์ของประเทศไทยมายาวนานกว่า 60 ปี ในฐานะผู้นำเข้าและเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์แบรนด์ดังๆ ระดับโลกมากมาย รวมถึงมีโรงงานประกอบรถยนต์ระดับมาตรฐานสากล

ด้วยความที่เติบโตมาในครอบครัวที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการรถยนต์ ทำให้ลูกแพร์คุ้นเคยกับธุรกิจนี้เป็นอย่างดี ที่สำคัญเธอยังมีหมุดหมายในใจที่แน่วแน่ว่า วันหนึ่งจะนำความรู้ความสามารถที่มีมาต่อยอดธุรกิจนี้

หลังจากเรียนจบปริญญาโท เธอตัดสินใจเข้ามาเป็นฟันเฟืองสำคัญของยนตรกิจ คอร์ปอเรชั่น แม้จะอายุน้อยและยังขาดประสบการณ์ แต่เธอก็พยายามพิสูจน์ตัวเองให้เป็นที่ยอมรับด้วยการมุ่งมั่นศึกษางานเกือบทุกแผนก จนมีชั่วโมงบินในการทำงานมากพอ และได้รับความไว้วางใจให้ดูแลในส่วนของยนตรกิจ เกียมอเตอร์ จำกัด ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถยนต์เกียในประเทศไทย จาก บริษัท เกีย มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศเกาหลี

โควิด-19 บททดสอบสุดหินที่ต้องสอบให้ผ่าน

ที่ผ่านมา แม้เส้นทางสู่ผู้บริหารของลูกแพร์จะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะมีบททดสอบมากมายมาพิสูจน์ความสามารถ แต่คงไม่มีโจทย์ไหนจะหินเท่าวิกฤติใหญ่ของคนทั้งโลกอย่างการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด -19)

“ปีนี้หนักหน่อย เพราะเจอกับโควิด-19 ซึ่งเป็นวิกฤติที่ไม่เคยมีใครเคยเจอมาก่อน แถมยังกระทบทั้งโลก ยอมรับว่าเครียดพอสมควร ยิ่งเราเป็นแบรนด์ที่นำเข้าจากเกาหลี ซึ่งมีการระบาดหนัก จนทำให้โรงงานบางส่วนต้องหยุดการผลิต ทำให้กระทบไลน์การผลิต บ้านเราเองถึงจะไม่หนักเท่าไร แต่ช่วงล็อกดาวน์ก็ทำให้ยอดขายรถหายไป แม้จะไม่ได้ดิ่งเหลือศูนย์ แต่ก็ลดลง 40% เพราะคนไม่ออกจากบ้าน ไม่มาโชว์รูม เราต้องปรับตัวเยอะ ตั้งแต่วิธีการทำงานภายใน เตรียมระบบเพื่อให้ทำงานที่บ้านได้ ปรับรูปแบบการให้บริการ ด้วยการนำรถไปให้ลูกค้าลองขับ แทนที่จะรอให้ลูกค้ามาที่โชว์รูม หรือไปรับรถลูกค้าถึงบ้านเพื่อมาซ่อม เป็นต้น”

หลังจากผ่านช่วงเวลาสุดท้าทายมาได้ รัฐบาลเริ่มคลายล็อกดาวน์ ลูกแพร์ยังพอยิ้มได้ เพราะยอดขายเริ่มกลับมา

“พอรัฐบาลเริ่มคลายล็อกดาวน์ ดีมานด์การซื้อกลับมาบ้างจากหลายปัจจัย ส่วนหนึ่งเพราะคนเริ่มเบื่อ อยากไปเที่ยว แต่เมื่อเดินทางไปต่างประเทศไม่ได้ก็มองหาจุดหมายปลายทางใหม่ อย่างการไปเที่ยวต่างจังหวัด เริ่มมองหารถครอบครัวที่สามารถตอบโจทย์การเดินทาง ขณะที่บางครอบครัวเริ่มปรับวิถีการใช้ชีวิต มองหารถเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ไปรับ-ส่งลูก เพราะคำนึงถึงเรื่องโซเชียล ดิสแทนซิง ซึ่งด้วยความที่รถของเราไม่เพียงอยู่ในเซ็กเมนต์รถครอบครัว อีโคคาร์พอดี แต่ด้วยดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ คือ เก็บของได้เยอะ แถมคันไม่ใหญ่ ขับไม่ยาก เลยตอบโจทย์ตรงนี้พอดี และได้รับอานิสงส์ไปด้วย พิสูจน์ได้จากยอดขายในงานมอเตอร์โชว์ที่ผ่านมา มียอดขายมากกว่า 200 กว่าคัน ซึ่งเกินกว่าที่คาดไว้”

ถามว่าปีนี้ยอดขายที่คาดการณ์ไว้เป็นอย่างไร ลูกแพร์ตอบได้เลยว่า “ต้องปรับเป้าทุกเดือน เพราะสถานการณ์ขึ้นๆ ลงๆ อย่างเมื่อต้นปี เราตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 2,000 คัน จากเมื่อปีที่แล้วยอดขายอยู่ที่ 1,700-1,800 คัน มาถึงตอนนี้เราก็ยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นไปตามเป้าที่วางไว้เมื่อต้นปีหรือไม่ ต้องรอลุ้น 3 เดือนสุดท้าย ถ้าไม่มีการแพร่ระบาดระลอก 2 น่าจะพอมีหวัง”

สำหรับแนวโน้มตลาดรถยนต์ในปีหน้า ลูกแพร์เชื่อว่าถ้าสถานการณ์ไม่เลวร้ายไปกว่านี้ ดีมานด์จะกลับมา ส่วนปีนี้ธุรกิจรถยนต์ก็ไม่ต่างจากธุรกิจอื่นๆ คือ ชะลอตัวและตกลง มีรถบางเซ็กเมนต์ตกลงเยอะมาก

“ความโชคดี คือ เราถือแบรนด์ไม่ได้เยอะ และรถที่เรามีเป็นรถที่อยู่ในเซ็กเมนต์ที่ตอบโจทย์ตลาด ภาพรวมเลยไม่ได้เลวร้าย แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นวิกฤติที่หนักมาก ทั้งในการดำเนินชีวิตและในการทำธุรกิจ มีอุปสรรคพอควรให้ต้องแก้ ยกตัวอย่างรถบางรุ่นของเราต้องอาศัยซัพพลายจากเกาหลี แล้วมาประกอบในเวียดนาม พอเกาหลีปิด เวียดนามไม่มีชิ้นส่วนประกอบ ทำให้ดีเลย์ไปทั้งระบบเหมือนกัน”

อย่างไรก็ตาม ในห้วงเวลาวิกฤติ ลูกแพร์ย้ำว่า สิ่งสำคัญคือต้องไม่มองข้ามโอกาส “เราใช้ช่วงที่ธุรกิจชะลอตัว รีออร์แกไนซ์องค์กร ให้ลีนขึ้น ใช้ระบบเข้ามามากขึ้น เพื่อที่เวลามีสถานการณ์ไม่คาดคิด เรายังสามารถทำงานและแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว เช่น ระบบจัดเก็บข้อมูล ระบบที่เอื้อให้พนักงานสามารถทำงานนอกสถานที่ เพราะเราไม่รู้เลยว่าต้องอยู่กับวิกฤตินี้อีกนานแค่ไหน แต่อย่างน้อยโควิด-19 สอนให้รู้ว่าเราต้องมีระบบในการทำงานมากกว่านี้ รวมไปถึงการมองหานวัตกรรมเข้ามาใช้ในธุรกิจ เช่น ตอนนี้ทางเกาหลีมีบริการให้ลูกค้าเทสต์ไดรฟ์แบบโซเชียล ดิสแทนซิง คือ เซลส์ไม่ต้องขึ้นไปบนรถกับลูกค้า แต่เขาพัฒนาแอปพลิเคชันที่มีระบบติดตาม เพื่อรู้ว่ารถคันนี้ขับไปไหน และกล้องบนรถเพื่อให้เซลส์อธิบายรายละเอียดต่างๆ ผ่านกล้องโดยไม่ต้องเจอกับลูกค้า ซึ่งตอนนี้ทางเกีย เกาหลี ใช้แล้ว และเพิ่งส่งมาให้เราทดลอง ซึ่งเราคงต้องดูความเป็นไปได้ต่อไปหากจะนำมาใช้”

 คำสอนจากพ่อสู่ลูก

อย่างที่เกริ่นตอนต้นว่า ลูกแพร์เติบโตมาในครอบครัวนักธุรกิจ แน่นอนว่าการได้คลุกคลีทำให้เธอได้เรียนรู้เคล็ดลับในการบริหารธุรกิจให้โลดแล่นมานานหลายทศวรรษไม่มากก็น้อย

ลูกแพร์เล่าอย่างออกรสว่า คุณพ่อให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นหลัก นอกจากลูกค้าจะต้องได้ในสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว ยังต้องได้เป็นเจ้าของรถที่ดีในราคาที่เหมาะสม ที่สำคัญ นิยามคำว่าลูกค้าของคุณพ่อไม่ได้หมายถึงแค่ลูกค้าที่ซื้อรถ แต่รวมไปถึงพนักงานในบริษัท ต้องให้ความสำคัญกับรายละเอียดต่างๆ  เช่น การให้ข้อมูลที่ครบถ้วน ถูกต้อง เพื่อให้การทำงานเป็นไปด้วยดีในทุกๆ ฝ่าย คุณพ่อไม่ได้เน้นว่าต้องทำการตลาดหนักๆ หรือการตลาดที่ฉาบฉวย เพราะท่านเชื่อว่าหากเรามอบสิ่งที่ดีกับลูกค้า ลูกค้าจะมีความสุขและไม่เพียงกลับมาหาเรา แต่ยังบอกต่อ

“คำสอนของคุณพ่อ เราพยายามเอามาใช้ทั้งหมดค่ะ จะมีเพิ่มเติม คือ เรื่องการทำตลาด แพร์คิดว่า ถ้าเราจะเพิ่มยอดขาย แต่ไม่ทำการตลาด อาศัยแค่การบอกปากต่อปาก อาจจะทำให้ยอดขายไปไม่ถึงจุดที่เราคาดหวัง เพราะฉะนั้น บางครั้งเวลาของบการตลาดอาจจะยากสักหน่อย แต่เราก็ต้องพยายามอธิบายเหตุผลค่ะ (หัวเราะ)”

สำหรับเป้าหมายในอนาคต ลูกแพร์ กล่าวว่า “ตั้งแต่เด็ก พอพูดถึง ยนตรกิจ หลายคนนึกถึงบริษัทที่นำเข้ารถยนต์หลายแบรนด์ แต่ตอนนี้เราอยากให้ชื่อนี้เป็นที่รู้จักในฐานะบริษัทคนไทยที่เป็นที่ไว้วางใจว่าเลือกรถที่ดี เหมาะสมมาให้ลูกค้าคนไทย

“5 ปีที่ผ่านมา ในแง่ยอดขายเราไม่มีปัญหา โจทย์ใหม่ของเราคือ การประชาสัมพันธ์และสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ใหม่โดยเฉพาะเราเน้นบริการหลังการขาย มีประสิทธิภาพขึ้น ที่ผ่านมาคนทั่วไปมองภาพว่าอะไหล่และการบริการมีราคาสูง แม้ว่าความเป็นจริงบริษัทได้ปรับปรุงพัฒนาไปมากแล้วในเรื่องต่างๆ ดังนั้น เราต้องพยายามสร้างการรับรู้และสร้างภาพพจน์ใหม่ให้ได้” ลูกแพร์ ทิ้งท้าย

 

ล้อมกรอบ

  • มีพี่น้อง 2 คน ทั้งเธอและน้องชาย “ธนินท์ ลีนุตพงษ์” เข้ามาช่วยงานที่บ้านทั้งคู่
  • จบมัธยมปลายจากโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย จึงสอบเข้าคณะรัฐศาสตร์ เลือกวิชาเอก รัฐประศาสนศาสตร์ และการคลัง ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • ทำงานที่ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ในแผนกบริหารผลิตภัณฑ์ดีไวซ์ เพื่อหาประสบการณ์ 1 ปี
  • จบปริญญาโทที่สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเลือกเรียนด้านการตลาดและการบริหารด้านกลยุทธ์
  • สไตล์การทำงาน รับฟังความเห็น เพื่อนำมุมมองแต่ละคนที่ชำนาญในแต่ละด้านมาอธิบายให้เห็นภาพ เพื่อการตัดสินใจที่ง่ายขึ้น

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...