ชูด่านสะเดาต้นแบบ'อาเซียนซิงเกิลวินโดว์' ลดเวลาออกเอกสารเหลือ 3 วัน เพิ่มยอดค้า 2 เท่าปี'68
วันทึ่ 8 มีนาคม นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวขณะนำคณะลงพื้นที่ติดตามการดำเนินการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียวของอาเซียน หรือ ASEAN Single Window (ASW) ที่ด่านศุลกากรสะเดา จ.สงขลา ซึ่งเป็นหนึ่งในด่านศุลกากรที่มีการใช้งานระบบ ASW มากที่สุด เริ่มตั้งแต่ 1 มกราคม 2561 จนถึง 15 กุมภาพันธ์ 2562 มีการยื่น ATIGA e-Form D ผ่านระบบ ASW เพื่อประกอบการนำเข้าสินค้าทั้งสิ้น 6,050 ครั้งว่า ในโอกาสที่ไทยจะเป็นประธานการประชุมอาเซียนประเด็นเรื่องการการเชื่อมโยงระบบ ASW เป็นภาระกิจหนึ่งใน 13 เรื่องที่ไทยจะต้องเร่งผลักดันให้สมาชิกอาเซียนวางระบบนี้ให้ครบ 10 ประเทศ ภายในปี 2562 จากปัจจุบันที่มีสมาชิกที่ร่วมแล้ว 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม
ทั้งนี้ เชื่อมโยง ASW จะทำให้การแลกเปลี่ยนหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA e-Form D) คล่องตัว สะดวกมากขึ้น กลไกนี้จึงมีความสำคัญในการช่วยลดภาระด้านเอกสาร พิธีการศุลกากร ลดปัญหาของการส่งข้อมูลซ้ำของเอกสารได้ถึง 60-70% ลดจํานวนการใช้เอกสารได้ 44% ลดระยะเวลาที่ใช้ในการเตรียมเอกสารและยื่นเอกสารลงได้ 70% และลดเวลาการดําเนินงานของผู้นําเข้า-ส่งออกให้เหลือ 1-3 วันจากเดิม 8-10 วัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าภายในภูมิภาค (Intra-ASEAN Trade) เป็น 2 เท่าภายในปี 2568 ตามเป้าหมาย ซึ่งปี 2561 ไทยมีการค้ากับอาเซีย 113,934 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
“อาเซียน 5 ประเทศ คือ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ได้เชื่อมโยงการใช้งานระบบ ASW เพื่อแลกเปลี่ยน ATIGA e-Form D ร่วมกันแล้ว และอีก 5 ประเทศอาเซียนอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าร่วมระบบ ASW โดย บรูไน กัมพูชา และฟิลิปปินส์ ได้เริ่มทดสอบการเชื่อมโยงระบบ ASW แล้ว และเมียนมาและลาว อยู่ระหว่างพัฒนาความเชื่อมโยงเพื่อเตรียมเข้าร่วมการทดสอบระบบ โดยกรมศุลกากรซึ่งเป็นหน่วยงานหลักของไทยด้านการพัฒนาความเชื่อมโยง ASW และสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) ได้เริ่มเดินทางไปยังประเทศ ที่อยู่ระหว่างการเตรียมเข้าร่วม ASW เพื่อหารือประเด็นที่ยังติดขัดและประเด็นที่ไทยสามารถให้ความสนับสนุนและช่วยเหลือได้ โดยกรมฯจะติดตามและเร่งรัดให้อาเซียนดำเนินการเชื่อมโยง ASW
นางอรมน กล่าวว่า ในฐานะไทยเป็นประธานอาเซียนปีนี้ และเป็นแม่งานเสาเศรษฐกิจร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประเทศสมาชิกอาเซียนอีก 9 ประเทศ ผลักดันให้งานด้านเศรษฐกิจที่อาเซียนจะต้องดำเนินการให้สำเร็จในปีนี้ คืบหน้าไปได้ด้วยดี เชื่อมั่นว่าจะสามารถประกาศความสำเร็จในแนวคิดร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน (Advancing Partnership for Sustainability) ใน 3 ด้าน 13 ประเด็น โดยไทยจะรายงานที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ (AEM Retreat) ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 22-23 เมษายน 2562 ณ จังหวัดภูเก็ต ให้ความเห็นชอบ เพื่อให้ดำเนินการให้สำเร็จภายตามเป้าหมายที่วางไว้ในปี 2562
สำหรับภาระกิจ 3 ด้าน 13 ประเด็น ได้แก่ ด้านแรก “Future Orientation” เตรียมความพร้อมอาเซียนรับมือการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 (4IR) 5 ด้าน เช่น 1) การจัดทำแผนงานตามกรอบบูรณาการด้านดิจัลอาเซียน 2) แนวทางการพัฒนาแรงงาน 4IR ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ร่วมกับสภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน (ASEAN-BAC) จะจัด Symposiumในวันที่ 21 มิถุนายน 2562 3) แผนงานด้านนวัตกรรมอาเซียน 4) การประกาศปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมของอาเซียนไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 5) การส่งเสริมการใช้ดิจิทัลสำหรับเอสเอ็มอี
ด้านที่สอง “Enhanced Connectivity” การส่งเสริมความเชื่อมโยงในภูมิภาคอาเซียน 5 คือ 6) หาข้อสรุปการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ในปี 2562 7) การเชื่อมโยงระบบ ASEAN Single Window 8) การผลักดันการใช้เงินสกุลท้องถิ่นเพื่อสนับสนุนการค้าและการลงทุนในภูมิภาค 9) การพัฒนากลไกระดมทุนภาคเอกชนสำหรับโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 10) การจัดทำแผนแม่บทด้านการท่องเที่ยวเชิงอาหารของอาเซียน ด้านที่สาม “Sustainable in all dimensions” การส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจของอาเซียนอย่างยั่งยืนในทุกมิติ มี 3 ประเด็น คือ 11) การจัดทำแนวทางในการส่งเสริมความร่วมมือเพื่อการประมงที่ยั่งยืน 12) การจัดทำแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของตลาดทุนอาเซียน 13) การจัดตั้งศูนย์เครือข่ายวิจัยและพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพและพลังงานชีวภาพในภูมิภาคอาเซียน