โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

TISCO อัพ GDP ปีนี้โต 1.8% รับแรงหนุน “ไทยช่วยไทยพลัส”

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ธนาคารฯ ทิสโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO เปิดเผยว่า TISCO ESU ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยปี 2569 ขึ้นเป็น 1.8% จากเดิม 1.2% หลังตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกออกมาดีกว่าคาด และภาครัฐออกมาตรการกระตุ้นการบริโภคผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” อย่างไรก็ตาม TISCO ESU ปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2570 ลงเหลือ 1.7% จากเดิม 2.4% เนื่องจากผลของฐานสูงและการสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชั่วคราวของภาครัฐ

แม้ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกจะดูแข็งแกร่ง แต่เมื่อพิจารณาเชิงลึกกลับพบสัญญาณความเปราะบางและการฟื้นตัวที่ไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะภาคการส่งออก แม้กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Data Center จะเติบโตโดดเด่น แต่ดุลการค้าไทยในไตรมาส 1/2569 กลับมาติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ไตรมาส สะท้อนว่าสินค้าหลายรายการมีลักษณะเป็นสินค้าทางผ่านหรือรับจ้างประกอบมากกว่าสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ

ทั้งนี้ TISCO ESU ระบุว่า สินค้ากลุ่ม “ชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์” และ “หน่วยประมวลผลข้อมูลแบบดิจิทัล” มีความเชื่อมโยงระหว่างการนำเข้าและส่งออกสูงมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อีกทั้งยังมีค่าความน่าสงสัยและ Re-routing Index สูงสุดในกลุ่มสินค้าเกี่ยวกับ AI สะท้อนว่าการส่งออกที่ขยายตัวดีในปัจจุบัน อาจไม่ได้ช่วยกระจายรายได้หรือสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในวงกว้างอย่างแท้จริง

ในด้านการลงทุน แม้ภาพรวมจะเติบโตถึง 9.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน และการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวสูงสุดในรอบ 3 ปีครึ่งจากแรงหนุนของเงินลงทุนต่างชาติและกระแส AI แต่กลับพบว่า จำนวนโรงงานที่ปิดกิจการมีมากกว่าโรงงานเปิดใหม่เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส โดยเฉพาะโรงงานขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบหนัก สวนทางกับโรงงานขนาดใหญ่และขนาดกลางที่ยังเดินหน้าขยายธุรกิจ สะท้อนว่าการเติบโตยังคงกระจุกตัวอยู่ในธุรกิจเทคโนโลยีขั้นสูงและกลุ่มทุนขนาดใหญ่

สำหรับมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” TISCO ESU ประเมินว่าจะช่วยเพิ่ม GDP ได้ราว 0.3% โดยมองว่าเป็นเพียงการช่วยประคองเศรษฐกิจระยะสั้นมากกว่าการกระตุ้นอย่างยั่งยืน เนื่องจากตัวทวีคูณทางการคลังอยู่ในระดับต่ำ ขณะเดียวกันยังต้องเผชิญความเสี่ยงใหม่จากสงครามในตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อ ซึ่งอาจดันราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นอีก 40-50% กระทบต้นทุนพลังงาน ปุ๋ย เม็ดพลาสติก และราคาอาหาร รวมถึงเสี่ยงทำให้บางธุรกิจขาดวัตถุดิบจนต้องหยุดการผลิต ขณะที่ผู้บริโภคเริ่มลดการใช้จ่ายและอัตราว่างงานมีแนวโน้มสูงขึ้น

นายเมธัส กล่าวว่า TISCO ESU คาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ตลอดปีนี้ เนื่องจากการลดดอกเบี้ยอาจไม่สามารถแก้ปัญหาฝั่งอุปทานได้ พร้อมมองว่าปีหน้าอาจมีความเสี่ยงที่ดอกเบี้ยจะกลับเข้าสู่ขาขึ้นตามทิศทางเงินเฟ้อโลกและนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ส่วนค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าแตะระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า จากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อสหรัฐฯ ดุลบัญชีเดินสะพัดไทยที่เสี่ยงขาดดุล และการเพิ่มขึ้นของ Bond Yield ไทยจากแผนการกู้เงินภาครัฐ ขณะที่หากราคาน้ำมันโลกพุ่งแรงต่อเนื่องจากสงครามยืดเยื้อ ก็มีโอกาสที่เงินบาทจะอ่อนค่าได้มากกว่าที่ประเมินไว้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...