คนไทย 60% เสี่ยงมะเร็งปอดจาก PM 2.5 และตรวจพบในระยะลุกลาม
รศ.นพ.ศิระ เลาหทัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญศัลยศาสตร์ทรวงอกเฉพาะทางด้านการผ่าตัดส่องกล้องในช่องทรวงอก โรงพยาบาลวชิรพยาบาล กล่าวว่า ค่าฝุ่นพิษประเทศไทยในปี 2568 ยังพุ่งสูงเกินมาตรฐาน จากการคำนวณเปรียบเทียบปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศหรือ PM 2.5 กับปริมาณการสูบบุหรี่ พบว่าค่าฝุ่น PM 2.5 ที่ 22 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เทียบได้กับการสูบบุหรี่ 1 มวน
หากนำค่าฝุ่นแบบค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมงในแต่ละวันของปี 2567 มาคำนวณเปรียบเทียบตามเกณฑ์ของ Richard Muller จะพบว่าคนกรุงเทพฯ สูดดมฝุ่นพิษ PM2.5 เทียบเท่าการสูบบุหรี่กว่า 1,297 มวน ถือว่าลดลงจากปี 2566 ที่จำนวน 1,370 มวน แต่ก็ยังมากกว่าปี 2565 ที่จำนวน 1,224 มวน ทำให้เกิดปัจตัยเสี่ยงต่อโรคมะเร็งปอด ซึ่งยังคงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตในประเทศไทย
จากวารสารทางการแพทย์ได้พบว่า มีผู้ป่วยชาวเอเชียที่ไม่สูบบุหรี่เป็นมะเร็งปอด สัดส่วนถึง 30-60% โดยแนวทางคัดกรองผู้ที่ไม่สูบบุหรี่เป็นประเด็นที่ซับซ้อน เพราะปัจจุบันมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเสี่ยงสูง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ที่สูบบุหรี่หรือเคยสูบหนักมาก่อน ยกตัวอย่าง จากคณะทำงานบริการป้องกันของสหรัฐอเมริกา (USPSTF) แนะนำให้ทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบความเข้มต่ำ (Low-Dose CT หรือ LDCT) ปีละครั้งสำหรับกลุ่มเสี่ยงสูง 3 ข้อ ประกอบด้วย
- ผู้มีอายุระหว่าง 50-80 ปี
- มีประวัติการสูบบุหรี่กว่า 20 ปี (เช่น สูบวันละ 1 ซอง เป็นเวลา 20 ปี) และ
- ยังสูบบุหรี่อยู่หรือเลิกสูบมาไม่เกิน 15 ปี
ทั้งนี้ ไม่รวมผู้ไม่เคยสูบบุหรี่ แม้ว่าจะมีปัจจัยเสี่ยงอื่นต่อการป่วยมะเร็งปอด
ในส่วนของมะเร็งปอดในกลุ่มผู้ไม่สูบบุหรี่ประมาณ 40-60 % มักเกิดจากการได้รับควันบุหรี่มือสอง, การสัมผัสก๊าซเรดอน, การสัมผัสสารพิษจากงานอาชีพ (เช่น แร่ใยหิน ควันดีเซล), มลพิษทางอากาศ หรือ ครัวเรือน, ประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งปอด, การกลายพันธุ์ทางพันธุกรรม (เช่น EGFR, ALK) โดยมะเร็งปอดในผู้ไม่สูบบุหรี่มักเป็นชนิด อะดีโนคาร์ซิโนมา (Adenocarcinoma) ซึ่งมากกว่า 60-70% มักถูกวินิจฉัยในระยะที่ลุกลามแล้ว เพราะไม่มีการตรวจคัดกรองที่เหมาะสม
ปัจจุบันยังไม่มีแนวทางการตรวจคัดกรองสำหรับผู้ไม่สูบบุหรี่ระดับชาติหรือสากล แต่แนะนำให้ตรวจ LDCT เป็นการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์บริเวณทรวงอกด้วยปริมาณรังสีที่ต่ำมาก ใช้เพื่อคัดกรองมะเร็งปอดในระยะเริ่มต้นในผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่ทั่วไป โดยผลจากการตรวจ LDCT พบว่า
1. อัตราความเสี่ยงต่อประโยชน์ยังไม่ชัดเจน (ตรวจพบผลลวงบ่อย, ได้รับรังสี)
2. ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าช่วยให้รอดชีวิตเพิ่มขึ้นในกลุ่มความเสี่ยงต่ำ
แม้การตรวจ LDCT จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งปอดในกลุ่มเสี่ยงสูง แต่ก็มีข้อควรพิจารณา เช่น
- ผลบวกลวง (False Positive) อาจพบก้อนที่ไม่ใช่มะเร็ง ทำให้ต้องตรวจเพิ่มเติมหรือผ่าตัดโดยไม่จำเป็น
- การได้รับรังสีซ้ำซ้อนและ
- ความวิตกกังวลจากผลตรวจ โดยมีบางรายอาจมีข้อยกเว้นหรือกรณีพิเศษ อาจมีประโยชน์ต่อการคัดกรองความเสี่ยง ได้แก่
1.ประวัติครอบครัวที่ชัดเจนว่าเคยเป็นมะเร็งปอด
2.การสัมผัสสารพิษจากสิ่งแวดล้อมหรือจากอาชีพอย่างมีนัยสำคัญและ
3.พันธุกรรมที่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง
กรณีเหล่านี้ควรพูดคุยกับแพทย์ และพิจารณาอย่างรอบคอบร่วมกัน โดยมากจะอยู่ในบริบทของการวิจัยหรือติดตามเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงสูง ซึ่งปัจจุบันการใช้ฟิล์มเอกซเรย์ในการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดหรือการเจาะเลือด ไม่ใช่วิธีมาตรฐานที่มีความแม่นยำอีกต่อไป ฉะนั้นผู้ที่มีความเสี่ยง ควรตรวจด้วยการทำ LDCT เพื่อคัดกรองจะดีกว่า