โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'ธุรกิจไทย’ จัดแผนฉุกเฉิน ปมขัดแย้งกัมพูชา ‘เร่งสต๊อก-ดูแลพนักงาน’

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 24 มิ.ย. 2568 เวลา 19.40 น. • เผยแพร่ 25 มิ.ย. 2568 เวลา 00.15 น.

การปิดด่านถาวรชายแดนไทยกัมพูชา 6 แห่ง และจุดผ่อนปรน 10 แห่ง บริเวณ จ.ศรีสะเกษ จ.บุรีรัมย์ จ.อุบลราชธานี จ.สระแก้ว จ.สุรินทร์ จ.จันทบุรี จ.ตราด ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยที่นำเข้า และส่งออกสินค้าข้ามแดนต้องปรับเส้นทางการจนส่งสินค้าที่ทำให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้น

ในขณะที่บริษัทที่ลงทุนในกัมพูชาต่างเตรียมแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan) ซึ่งครอบคลุมการจัดการบุคลากร ซัพพลายเชน และการประสานงานกับหน่วยงานของภาครัฐกัมพูชา โดยบางบริษัทมีการเตรียมแผนย้ายพนักงานคนไทยกลับประเทศ

นายวรทัศน์ ตันติมงคลสุข ประธานสภาธุรกิจไทย-กัมพูชา เปิดเผยว่า การปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา กระทบการเศรษฐกิจชายแดนใน 7 จังหวัด และการขนส่ง ซึ่งเมื่อปิดชายแดนก็มี 2 ทางเลือกในการขนส่ง คือ

1.ทางบก ปรับเส้นทางขนส่งผ่าน สปป.ลาว แต่ส่งผลต่อต้นทุนการขนส่งและมีข้อจำกัดในการรองรับ โดยการขนส่งทางบกต้องอ้อมไป จ.อุบลราชธานี เข้าช่องเม็ก เข้าเขตเศรษฐกิจพิเศษวังเต่า-โพนทองตั้งอยู่ที่เมืองโพนทอง แขวงจำปาสัก ซึ่งเป็นพื้นที่ตรงข้ามกับด่านช่องเม็กจังหวัดอุบลราชธานี ของประเทศไทยแล้วลงใต้เข้าตอนเหนือของกัมพูชา แล้วย้อนเข้ามาที่กรุงพนมเปญ

2.ทางทะเล โดยส่งสินค้าลงเรือเข้าจากท่าเรือชายฝั่ง คลองใหญ่ จ.ตราด รวมทั้งอาจจะส่งจากท่าเรือคลองเตยหรือท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อส่งออกไปกัมพูชาที่ท่าเรือสีหนุวิลล์ จ.พระสีหนุ

ทั้งนี้ ท่าเรือคลองใหญ่เป็นท่าเรือชายฝั่งที่มีขนาดเล็กทำให้รองรับปริมาณสินค้าได้ไม่มาก และเต็มจนถึงกลาง ก.ค.2568 ซึ่งผู้ประกอบการไทยเริ่มไปใช้บริการตั้งแต่คืนวันที่ 23 มิ.ย.2568

สำหรับการขนส่งสินค้าทั้ง 2 เส้นทาง ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มเป็นหลายร้อยเท่า เช่น เดิมส่งสินค้าผ่านด่านชายแดนสระแก้ว เพื่อส่งสินค้าไปขายที่ศรีโสภณ ปอยเปต เมื่อเปลี่ยนเส้นทางขนส่งจากเดิม 500 กิโลเมตรเป็น 1,500 กิโลเมตร

รวมทั้งจากภาพรวมที่เกิดขึ้นถือว่ารับผลกระทบหนัก โดยยอดมูลค่าการนำเข้า-ส่งออกวันละ 500 ล้านบาท จะหายไปพอสมควร จากราคาสินค้าที่ต้องปรับราคาจากต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้นทำให้ลูกค้ารับไม่ไหว ซึ่งทำให้ต้องสั่งสินค้าจากประเทศอื่นแทน และบางรายไม่มีความสามารถส่งสินค้าหรือวัตถุดิบไปกัมพูชาก็ต้องชะลอ โดยเฉพาะโรงงานไทยในกัมพูชาที่ใช้วัตถุดิบจากไทย เช่น เสื้อผ้าสำเร็จรูป

นอกจากนี้ นักลงทุนญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุนในไทยแต่ไปตั้งฐานการผลิตในบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งผู้ประกอบการเหล่านี้ต้องแบกต้นทุนแรงงานค่อนข้างสูง โดยต้องพิจารณาว่าวัตถุดิบที่มีอยู่จะสามารถผลิตสินค้าได้แค่ไหน ถ้าผลิตไม่ทันกับออร์เดอร์ที่สั่งไว้ก็อาจต้องถูกปรับจากการส่งสินค้าไม่ได้

หวั่นกัมพูาตอบโต้แรงป่วนธุรกิจชะงัก

รวมทั้งมาตรการของกัมพูชาที่ออกมาเป็นระยะ ซึ่งช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อไทยออกมาตรการจะทำให้กัมพูชาออกมาตรการตอบโต้เช่นกัน และหากกัมพูชาใช้มาตรการแรงอาจทำให้การค้าหยุดชะงักได้

ทั้งนี้ การดำเนินธุรกิจต้องปรับเปลี่ยนรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น ร้านอาหาร โรงแรม ที่ต้องใช้วัตถุดิบจากไทยเปลี่ยนไปใช้ที่แหล่งอื่น ส่วนภาคการผลิตหาแหล่งวัตถุดิบใหม่เพื่อใช้ในการผลิต ซึ่งระดับบริษัทข้ามชาติที่มีฐานการผลิตหลายแหล่งหาได้ไม่ยาก แต่ต้นทุนสูงขึ้น และส่งผลต่อกำไรและการดำเนินธุรกิจ

นอกจากนี้ ผู้นำเข้าที่สั่งสินค้าไทยไปจำหน่ายในกัมพูชา ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เส้นทางขนส่งสินค้าทางบกผ่านด่านชายแดนต้องหันไปขนส่งทางเรือแทนส่งต่อต้นทุนทำให้ปรับราคาสินค้าสูงขึ้นส่งผลให้ผู้บริโภคไม่ซื้อสินค้าหรือซื้อน้อยทำให้ยอดขายร่วงลง ขณะที่ปั๊มน้ำมันของไทยในกัมพูชา บางรายอาจต้องปรับราคาขึ้นจากการที่ไม่มีน้ำมันมาจากไทยทำให้ต้องนำเข้าจากประเทศอื่นแทน

วอนรัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายเจรจาด้วยสันติวิธี

“ขอให้รัฐบาลทั้ง 2 ประเทศคุยกัน หาทางออกแบบสันติวิธี อยู่ร่วมกันได้ เพราะไม่ว่ามาตรการใดออกมาผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนทั้ง 2 ประเทศ จึงอยากให้ช่วยประคับประคองให้ผ่านปัญหานี้ได้“ นายวรทัศน์ กล่าว

สำหรับนักธุรกิจไทยที่ลงทุนในกัมพูชาทั้งภาคอุตสาหกรรมภาคการค้าและการบริการได้รับผลกระทบเช่นกันโดยได้หารือสภาธุรกิจไทย-กัมพูชา ซึ่งปัญหาหลักเป็นการขนส่งที่ได้รับผลจากการปิดด่านชายแดน และทำให้ขนส่งวัตถุดิบเข้ากัมพูชาไม่ได้

ทั้งนี้ สภาธุรกิจไทย-กัมพูชา ได้หารือนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยรัฐบาลจะช่วยซอฟต์โลน เพราะผู้ประกอบการประสบปัญหาขาดสภาพคล่องจากการปัญหาดังกล่าว ซึ่งกว่าจะกลับมาเหมือนเดิมคงใช้เวลา 3 ปี ในการฟื้นตลาดกัมพูชา อีกทั้งต้องสู้กับคู่แข่งที่เข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดในกัมพูชาที่เข้ามาช่วงสินค้าไทยเข้ากัมพูชาไม่ได้

รวมทั้งรัฐบาลควรจัดกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจใน 7 จังหวัดชายแดน เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในพื้นที่เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น

“ไทยพาณิชย์” เตรียมแผนความพร้อม 2 ด้าน

นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สถานการณ์ระหว่างไทยและกัมพูชาในปัจจุบัน ธนาคารไทยพาณิชย์ได้มีการติดตามอย่างใกล้ชิด และประสานงานร่วมกับสมาคมธนาคารไทย (TBA)ต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้ธนาคารยังไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินงานโดยตรง และสามารถให้บริการตามปกติ

อย่างไรก็ดี เพื่อความไม่ประมาทธนาคารไทยพาณิชย์ได้เตรียมแผนความพร้อมไว้ใน 2 ด้านหลัก คือ 1.การดูแลพนักงานไทยในพื้นที่ และ 2.การบริหารสภาพคล่องกับธนาคารกลางกัมพูชา (NBC) อย่างรอบคอบซึ่งหากสถานการณ์มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงในทางลบ เรามีกรอบแผน BCP รองรับ และจะดำเนินการตามหลักการกำกับดูแลอย่างรัดกุม

“กสิกรไทย” เตรียมแผนสำรองทุกด้าน

นายภัทรพงศ์ กัณหสุวรรณ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ปัจจุบัน ธนาคารกสิกรไทยยังคงเปิดให้บริการตามปกติอย่างเต็มรูปแบบ โดยธนาคารได้จัดเตรียมแผนสำรองทุกด้าน ทั้งในส่วนของบุคลากร ระบบปฏิบัติการ รวมถึงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อรองรับกรณีเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

แม้ภาพรวมสถานการณ์อาจมีความตึงเครียด และเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แต่ธนาคารยืนยันว่า ณ ตอนนี้ยังไม่กระทบการทำธุรกรรมทางการเงินใดๆ และอยากให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่า ธนาคารพร้อมสนับสนุนลูกค้าอย่างเต็มที่ในทุกสถานการณ์

“คาราบาว กรุ๊ป” เร่งสต๊อก 3 เดือน

นายร่มธรรม เสถียรธรรมะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คาราบาว กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า จากการปิดชายแดนไทย-กัมพูชา ยังไม่กระทบยอดขายเครื่องดื่มชูกำลังคาราบาวแดง เนื่องจากบริษัทและพันธมิตรที่เป็นตัวแทนจำหน่ายหรือเอเยนต์สต๊อกสินค้าระดับหนึ่งเพื่อรองรับความต้องการผู้บริโภค ส่วนความกังวลเกี่ยวต้นทุนสินค้าหากต้องส่งสินค้าทางเรือ ทางพันธมิตรเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ที่ต้องจับตาคือ การสต๊อกสินค้าเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อให้เพียงพอต่อการจำหน่ายสินค้า ซึ่งบริษัทต้องบริหารจัดการเรื่องโลจิสติกส์อย่างเข้มข้น เพราะต้องมีสินค้ารองรับการขายเฉลี่ย 40 ล้านกระป๋องต่อเดือน หรือ 3 เดือน คิดเป็นจำนวน 120 ล้านกระป๋อง ทำให้การขนส่งต้องใช้ตู้คอนเทนเนอร์มหาศาล 1,500 ตู้

นอกจากนี้ แผนเคลื่อนธุรกิจในกัมพูชาที่สามารถทำได้คือ การเร่งเปิดโรงงานผลิตสินค้าให้เร็วขึ้น แต่ทำได้เพียง 1-2 สัปดาห์เท่านั้น จากเดิมจะเปิดโรงงานช่วงคริสต์มาส 2568 หลังจากปี 2567 บริษัทเข้าไปลงทุนหลักพันล้านบาท สร้างฐานผลิต จากที่ทำตลาดในกัมพูชาอยู่ราวเกือบ 20 ปี

”คาราบาวแดงเป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในกัมพูชา มียอดขายต่อปี 400-500 ล้านกระป๋อง หรือราว 2,000 ล้านบาท ภาพรวมขณะนี้มีการหารือกับพันธมิตรอย่างใกล้ชิดถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ระยะสั้นสิ่งที่กระทบคือการต้องเพิ่มสต๊อกสินค้าเป็น 3 เดือน ซึ่งยอดขายตอนนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 40 ล้านกระป๋องต่อเดือน จึงถือเป็นงานค่อนข้างยาก จากปัจจุบันเรามีสินค้าสต๊อกราว 1 เดือน"

รวมทั้งอาจขยับการเปิดโรงงานผลิตให้เร็วขึ้น แต่อย่างมากเร็วขึ้นเพียง 1-2 สัปดาห์ และส่งเพียงหัวเชื้อไปจะไม่กระทบการส่งวัตถุดิบ ซึ่งถึงวันเปิดโรงงานคาดหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลง”

“มาม่า” เบรกผลิตออร์เดอร์กัมพูชา

นายพันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่ ไทยเพรซิเดนท์ ฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัททำธุรกิจในประเทศกัมพูชามากว่า 20 ปี ตลาดดังกล่าวถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก เพราะในบรรดาประเทศส่งออก กัมพูชาส่งออกดีสุดในโลก ขณะเดียวกันมาม่าเป็นผู้นำตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในกัมพูชา ครองส่วนแบ่งตลาดถึง 80% ล่าสุด ยังมีการลงทุนราว 200 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังการผลิตบะหมี่เพิ่ม

ทั้งนี้ จากปัญหาระหว่างไทย-กัมพูชา จนต้องปิดชายแดนทุกด่าน ยอมรับว่าส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะการส่งวัตถุดิบไปผลิตสินค้า รวมถึงการส่งออก ทำให้ตอนนี้ต้องยุติการผลิตคำสั่งซื้อหรือออร์เดอร์ของตลาดกัมพูชาก่อน รวมถึงสินค้าประเภทถ้วยหรือคัพที่ต้องส่งไปทำตลาด

“ตลาดบะหมี่ของมาม่าในกัมพูชามีขนาดเทียบเท่าการขายในภูมิภาคหนึ่งของไทยอย่างภาคอีสาน และมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุด ที่เป็นห่วงในขณะนี้คือการส่งออกวัตถุดิบไปผลิตสินค้าในกัมพูชา เนื่องจากมีการปิดด่านชายแดนทุกด่าน จึงมีการหาแนวทางส่งออกวัตถุดิบผ่านทางเรือ เป็นต้น”

ดร.จักรพล จันทวิมล กรรมการผู้จัดการ บริษัท นันยางมาร์เก็ตติ้ง จำกัด กล่าวว่า บริษัทมีการจำหน่ายรองเท้านันยางไปยังประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ส่วนใหญ่จะเป็นตลาดเมียนมา มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ขณะที่กัมพูชามีจำหน่ายบ้าง โดยผ่านร้านค้าปลีกในจังหวัดที่มีชายแดนติดกัน ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ แต่อยู่ระหว่างการรอประเมินผลกระทบจากร้านค้าในพื้นที่เพิ่มเติม

รับกระแสโซเชียลแรงกว่าคนในพื้นที่

แหล่งข่าวจากผู้ประกอบการที่ดำเนินธุกิจในกัมพูชาที่เป็นสมาชิกสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ปัญหาชายแดนไทยกัมพูชาที่ออกข่าวมาถือว่ารุนแรงกว่าสถารการณ์ในพื้นที่มาก โดยการทำธุรกิจค้าขายในกัมพูชายังคงเป็นปกติ แต่ผลกระทบของการปิดด่านมีทั้งที่ได้รับผลกระทบและไม่กระทบ โดยกระทบหนักๆ คือ

1.กลุ่มโรงงานเสื้อผ้า และโรงงานทอผ้าที่ไปลงทุนเป็นหลักพันล้านบาท รวมถึงกลุ่มที่ขายสินค้าอุปโภคและบริโภค เช่น เครือสหพัฒน์ฯ ที่มีการส่งออกเยอะก็กระทบเพราะมีลูกค้าในกัมพูชาจำนวนมาก โดยจะต้องมีการเพิ่มต้นทุนค่าขนส่งโดยอ้อมไปส่งทาง สปป.ลาว แทน เป็นต้น

2.กลุ่มธุรกิจที่ไม่กระทบจะเป็นสินค้าเหล็กที่เคยมาตั้งโรงงงานในประเทศไทย และส่วนมากเป็นโรงงานเหล็กจีนที่ย้ายฐานไปตั้งในกัมพูชา เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการภาษี AD เป็นต้น

“สินค้าอุปโภค และบริโภคจะกระทบในด้านต้นทุน เมื่อปิดด่านก็จะมีทางออก คือ หากส่งข้ามด่านไทยไม่ได้ก็จะมีแผนสำรองโดยส่งไปยังด่านของลาวแล้วค่อยขนมา แต่ก็จะเสียค่าขนส่งมากขึ้น”

สำรองพลังงาน-เพิ่มต้นทุนขนส่ง

โดยกลุ่มของโรงงานที่ไปทำธุรกิจยังเป็นปกติเพราะส่วนมากเป็นการจ้าง แรงงานกัมพูชา โรงงานจะมีการสำรองน้ำมัน และไฟอยู่แล้ว ซึ่งโรงงานเตรียมพร้อมรับกับทุกสถานการณ์ เช่น น้ำมันนั้นก็ไม่ห่วงเลย เพราะกลุ่มบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) พร้อมสนองนโยบายภาครัฐเพราะปั๊มน้ำมัน ปตท.ในกัมพูชาเจ้าของเป็นคนกัมพูชาซึ่งไม่ใช่เจ้าของไทยเพราะหาก ปตท.ลงทุนเองกลัวถูกปิดถูกยึดทรัพย์

ดังนั้น การที่รัฐบาลกัมพูชาทำอย่างนั้นกับคนกัมพูชาที่เป็นเจ้าของปั๊มก็จะเดือดร้อนเอง เพียงแต่ว่ายอดขายของกลุ่ม ปตท.ลดลงเล็กน้อย แต่เชื่อว่าแนวโน้มดีขึ้น เพราะภาครัฐได้เริ่มคุยกับเอกชนแล้วว่ามีธุรกิจไหนที่ได้รับผลกระทบ และภาครัฐจะพิจารณาเยียวยาช่วยเหลือในการลดผลกระทบให้

รวมทั้งเชื่อว่าทุกคนจะเข้าใจว่าต้องเน้นผลประโยชน์ของชาติในเรื่องของความมั่นคงมาก่อนผลประโยชน์ทางธุรกิจกระทบแน่แต่ก็ไม่อยากให้ถึงกับสู้รบกันเพื่อความมั่นคงของชาติ ส่วนกำไรของบริษัทเอกชนจะเป็นลำดับรอง

พิสูจน์อักษร….สุรีย์ ศิลาวงษ์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...