โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จับตาผลกระทบจากภาษีตอบโต้ของสหรัฐ ต่อการผลิตและการลงทุนใน EEC

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 08 ก.ค. 2568 เวลา 01.15 น. • เผยแพร่ 08 ก.ค. 2568 เวลา 08.10 น.

ถึงแม้ว่ามาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐ จะอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ของรัฐบาลกลางสหรัฐ แต่ขณะนี้ สหรัฐฯ ยังสามารถจัดเก็บภาษีนำเข้าพื้นฐานในอัตรา 10% ส่วนภาษีตอบโต้รายประเทศ (ส่วนเพิ่มจากภาษีนำเข้าพื้นฐาน 10%) คาดจะเริ่มจัดเก็บในวันที่ 9 ก.ค. 2568 หลังครบกำหนดระยะเวลาผ่อนผัน 90 วัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกลุ่มประเทศที่จะถูกสหรัฐ เก็บภาษีตอบโต้ในอัตราที่สูง และพึ่งพาการส่งออกไปสหรัฐ เป็นหลักอย่างอาเซียน

ทั้งนี้ หากสหรัฐ จัดเก็บภาษีตอบโต้ตามอัตราที่ประกาศไว้ คาดว่า เวียดนาม กัมพูชา และไทยเป็นประเทศในอาเซียนที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากจะถูกสหรัฐ เก็บภาษีตอบโต้สูงถึง 46%, 49% และ 36% ตามลำดับ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอาเซียนที่ 33% อีกทั้งยังมีสัดส่วนการส่งออกสินค้าไปสหรัฐสูงถึง 22%, 21% และ 10% ต่อ GDP ตามลำดับ

สำหรับไทยในฐานะประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารชั้นนำของโลก และเป็นศูนย์กลางของห่วงโซ่การผลิตที่สำคัญ โดยเฉพาะใน EEC อาจได้รับผลกระทบจากภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ผ่าน 3 ช่องทาง ได้แก่

1) การส่งออก โดยสินค้าไทยที่จะได้รับผลกระทบทางตรงมากที่สุด คือ กลุ่มเครื่องจักร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เนื่องจากไทยส่งออกไปสหรัฐ สูงถึง 57% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งหมดของไทยไปสหรัฐ ส่วนสินค้าไทยที่จะได้รับผลกระทบทางอ้อมในการส่งออกไปจีนมากที่สุด คือ กลุ่มสินค้าเกษตรและอาหาร กลุ่มเครื่องจักร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงสินค้าขั้นต้นและขั้นกลางที่เป็นห่วงโซ่การผลิตของจีนอย่างกลุ่มพลาสติกและยางพารา ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการใน EEC ที่ส่งออกสินค้าเหล่านี้ไปสหรัฐ และจีนเป็นหลัก

2) การผลิต สินค้าจีนมีแนวโน้มทะลักเข้ามาในอาเซียน รวมถึงไทยมากขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อการผลิตรถยนต์ เคมีภัณฑ์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ EEC มุ่งส่งเสริมและดึงดูดการลงทุน อาจส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตของอุตสาหกรรมใน EEC

3) การลงทุน นักลงทุนอาจจะชะลอการลงทุนเพื่อรอความชัดเจน หรืออาจจะย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่จะถูกเก็บภาษีตอบโต้ต่ำกว่าไทย เช่น ฟิลิปปินส์ (17%) และสิงคโปร์ (10%) นอกจากนี้ บริษัทสัญชาติสหรัฐ อาจย้ายฐานการผลิตกลับไปยังสหรัฐ (Reshoring) เพื่อหลีกเลี่ยงต้นทุนภาษีที่สูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศที่จะเข้ามาใน EEC ในอนาคตมีแนวโน้มลดลง

Krungthai COMPASS แนะนำ การรับมือกับสงครามการค้าจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยผู้ประกอบการควรมุ่งเน้นพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพและมีมูลค่าเพิ่มสูง เพื่อลดความเสี่ยงจากการแข่งขันด้านราคากับคู่แข่ง รวมทั้งขยายการส่งออกไปตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น อาเซียน กลุ่ม BRICS และตะวันออกกลาง เป็นต้น ขณะที่ภาครัฐจำเป็นต้องเร่งเจรจากับสหรัฐ และออกมาตรการรับมือกับปัญหา China Flooding ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการผลิตและการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

โดยเฉพาะ SMEs นอกจากนี้ ภาครัฐอาจเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับตลาดใหม่ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการผลิตและการลงทุนใน EEC มากขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...