“Thai ESGX” คุ้มค่าเงินลงทุน ลงทุนได้ถึง 30 มิ.ย. 25 นี้... ชี้ “หุ้นไทย” ระดับปัจจุบัน โอกาสการลงทุนระยะยาว “ภาษีที่เซฟได้” คุ้มค่ากับ “การลงทุน 5 ปี” !!!
สาระ Fund วันละนิด: เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการเปิดให้ใช้สิทธิลงทุนใน “กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ” (Thai ESGX) ซึ่งลงทุนได้ถึงวันที่ 30 มิ.ย. 25 นี้แล้ว
ทั้ง “เงินลงทุนเดิม” (โอนมาจาก LTF) และ “เงินลงทุนใหม่” ซึ่งเซฟภาษีรวมกันปีนี้ได้สูงสุดถึง 6 แสนบาท เลยทีเดียว
แม้ภาพรวม “ตลาดหุ้นไทย” ปีนี้ ทรงอย่าง Bad ก็ตาม ปีนี้ SET Index ดิ่งมาแล้ว -19.40% ลงมาแถว 1,123 จุดในปัจจุบัน ในขณะที่ “ต่างชาติ” ก็ถล่มขายต่อเนื่อง -7.29 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตามคนในแวดวง “บลจ.” ต่างประสานเสียงตรงกัน นี่เป็น “Timing” ของการลงทุนระยะยาว มั่นใจ 5 ปี ข้างหน้าโอกาสผลตอบแทนเป็นบวกสูง ที่สำคัญ “Thai ESGX” ยังมีประโยชน์ทางภาษีเป็น “แต้มต่อ” เพิ่มเติมต่างหากจากกอง “ThaiESG” (ใหม่)และ “RMF” อีกด้วย
“หุ้นไทย” ระดับปัจจุบัน มี Forward 12M P/E 11.92 เท่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต 10 ปี ที่ 15.80 เท่า ถือว่าต่ำมาก ในขณะที่คาดกำไรบจ.จะโตได้ +8.14% (ที่มา: Bloomberg, วันที่ 6 มิ.ย. 25)
ทำไมจังหวะนี้ จึงน่าสนใจลงทุนใน “Thai ESGX” ตามทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ไปฟังมุมมองที่น่าสนใจในเรื่องนี้พร้อมกันได้เลย
“เงินลงทุนใหม่” จังหวะของการลงทุนระยะยาวที่ดี…“Downside” จำกัด – “Upside” เปิด
สำหรับ “เงินลงทุนใหม่” ทาง “บลจ.” ต่างมองว่า “หุ้นไทย” ในระดับปัจจุบันถือว่าอยู่ในระดับที่น่าสนใจ “Downside” จำกัด ในขณะที่ “Upside” เปิด มองกรณีเลวร้าย (Worst Case) ระยะสั้น ตลาดอาจลงไป 1,000 – 900 จุด แต่มองไปในระยะข้างหน้า 5 ปี เมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ กำไรบจ.มีการปรับตัวดีขึ้น โอกาสที่หุ้นไทยจะกลับไปเทรดที่ P/E สูงกว่าปัจจุบันก็มี ในช่วง 5 ปี ข้างหน้า โอกาสที่ดัชนีจะกลับไปสู่ระดับ 1,500 – 1,600 จุด เป็นไปได้ไม่ยาก
“นี่จึงเป็น Timing ของการลงทุนระยะยาว จากตลาดที่ผันผวนในระยะสั้น ที่สำคัญเงินลงทุนใหม่ยังลดหย่อนภาษีได้ 30% สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท อีกด้วย ซึ่งถือเป็น ‘แต้มต่อ’ที่สำคัญ ซึ่งหากหุ้นไทยไม่มีประโยชน์ทางภาษี ความน่าสนใจอาจไม่โดดเด่นเท่าไรนัก แต่เมื่อมีประโยชน์ทางภาษีให้มา ก็ช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้กับการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเช่นเดียวกัน”
จาก “LTF” สู่ “Thai ESGX” ทางเลือกใหม่เพื่อการลงทุนระยะยาว…“เซฟภาษี” คุ้มกับระยะถือครอง 5 ปี
เงินลงทุนอีกส่วน คือ “เงินลงทุนเดิม” (LTF) ที่จะโอนมายัง “Thai ESGX” นั้น ก็ได้ประโยชน์ทางภาษีสูงสุด 500,000 บาท ต่างหาก โดยใช้ในปีนี้ 300,000 บาท และทยอยใช้ที่เหลือในอีก 4 ปีที่เหลือสูงสุดไม่เกินปีละ 50,000 บาท
“โดยเปิดให้สับเปลี่ยนหน่วยลงทุนกอง LTF มาเป็น Thai ESGX ตั้งแต่วันที่ 13 พ.ค. 25 – 30 มิ.ย. 25 นี้ ผู้ลงทุนต้องสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF ที่ตนเองถืออยู่ทั้งหมด ทุกกองทุนในทุก บลจ. และเป็นตามเงื่อนไขที่ภาครัฐกำหนดด้วย”
ทั้งนี้ “ผศ.ดร. รัฐชัย ศีลาเจริญ” และ “ผศ.ดร. รุ่งเกียรติ รัตนบานชื่น” ภาควิชาการธนาคารและการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า ปัจจุบันนักลงทุนที่ลงทุนในกอง LTF อยู่อาจจะคิดอยู่ว่าการสับเปลี่ยนมา Thai ESGX นั้น ผลตอบแทนที่ได้จะคุ้มค่ากับภาษีที่ประหยัดได้หรือไม่นั้น ก็มีการศึกษาในเรื่องนี้เพื่อเป็นข้อมูลพบว่า หากการสับเปลี่ยนกองทุนมี “มูลค่าเท่ากัน” ผู้ที่มีอัตราภาษีสูงจะลดหย่อนภาษีได้มากกว่าผู้ที่มีอัตราภาษีต่ำ
และหากมี “อัตราภาษีเท่ากัน” และมูลค่าการสับเปลี่ยนไม่เกิน 500,000 บาท ผู้ที่มีมูลค่าการสับเปลี่ยนสูงจะมีภาษีที่ลดหย่อนได้มากกว่าผู้ที่มีมูลค่าการสับเปลี่ยนต่ำ แต่หากมูลค่าการสับเปลี่ยนเกิน 500,000 บาท ภาษีที่ลดหย่อนได้จะมีค่าคงที่เช่น ผู้ที่มีอัตราภาษี 10% และ 20% จะลดหย่อนได้สูงสุด 50,000 และ 100,000 บาท ตามลำดับ
เมื่อพิจารณา “จุดคุ้มทุน” จะเห็นว่า หากมูลค่าการสับเปลี่ยนไม่เกินวงเงินลดหย่อนภาษีสูงสุด 500,000 บาท จุดคุ้มทุนของอัตราผลตอบแทนจากกองทุน Thai ESGX จะเท่ากับอัตราภาษีของผู้มีเงินได้
แต่หากมูลค่าการสับเปลี่ยนสูงกว่าวงเงินลดหย่อนภาษีสูงสุดที่ 500,000 บาท ภาษีที่ประหยัดได้จะสามารถรองรับการขาดทุนจากกองทุนได้ในอัตราที่ลดลง โดยภาษีที่ประหยัดได้ของ “ผู้มีอัตราภาษีสูง” จะสามารถรองรับการขาดทุนจากกองทุนได้ในอัตราที่มากกว่า “ผู้มีอัตราภาษีต่ำ”
“กล่าวโดยสรุป ผู้ที่มีอัตราภาษีสูงนอกจากจะได้ประโยชน์จากการสับเปลี่ยนกองทุนมากกว่าผู้ที่มีอัตราภาษีต่ำแล้ว ยังมีความเสี่ยงต่อการขาดทุนจากการสับเปลี่ยนที่ต่ำกว่าด้วย (กล่าวคือ ภาษีที่ประหยัดได้สามารถรองรับผลขาดทุนจาก Thai ESGX ได้สูงกว่า) อย่างไรก็ตามหากมูลค่าของการสับเปลี่ยนสูงกว่า 500,000 บาท ความเสี่ยงต่อการขาดทุนจากการสับเปลี่ยนจะสูงขึ้น เพราะภาษีที่ประหยัดได้ถูกจำกัดไว้ให้มีค่าคงที่”
เมื่อวิเคราะห์ความถี่ของการเกิดผลตอบแทนที่ระดับต่าง ๆ จะเห็นว่า ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนของ “5-year HPR” ของ SET50 Index (RI) ที่มีค่า “ติดลบ” มีสัดส่วนหรือโอกาสเพียง 14% นอกจากนี้ ผลของ 5-year HPR ของ SET50 Index (RI) ที่มีค่าต่ำกว่า -5% มีสัดส่วนหรือโอกาสเพียง 8% เท่านั้น
“ดังนั้นหากใช้ SET50 Index (RI) เป็นเกณฑ์ จะเห็นว่าโอกาสที่การลงทุนใน Thai ESGX เป็นระยะเวลา 5 ปี จะให้อัตราผลตอบแทนต่ำกว่าจุดคุ้มทุนมีไม่สูงมากนัก”
ชี้ที่ระดับ “หุ้นไทย” ปัจจุบัน เป็น “ทางเลือกการลงทุน” ที่น่าสนใจ
แม้ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา HPR ของ SETESG index ชนะทุก index (ยกเว้น SET เพียงเล็กน้อย) และหากวิเคราะห์ที่ความถูกแพงของราคาหลักทรัพย์ในปัจจุบันจะพบว่าในปัจจุบัน ค่า P/BV ratio ของตลาดอยู่ต่ำเพียง 1.1 เท่าซึ่งเป็นจุดที่ “น่าสนใจ” ในการลงทุน เพราะถือว่าราคาตลาดของหุ้นต่ำมาก โดยมีค่าสูงกว่ามูลค่าทางบัญชีเพียง 10% เท่านั้น และค่า P/E ratio ก็มีลักษณะเดียวกันที่ในปัจจุบันลดต่ำลงมาที่ 15.7 เท่า เท่านั้น
“กล่าวอีกนัยหนึ่ง ราคาตลาดของหุ้นแทบจะไม่ได้สะท้อนโอกาสในการเติบโตของผลประกอบการในอนาคตเลย ดังนั้นในอนาคต เมื่อเศรษฐกิจกลับมาเป็นปกติ และตลาดเริ่ม price-in โอกาสในการเติบโต ราคาหุ้นโดยเฉลี่ยน่าจะปรับตัวสูงขึ้นได้อีกพอสมควร ดังนั้นการลงทุนในช่วงที่หุ้นมีราคาถูกเช่นนี้จึงเปิดโอกาสให้ได้กำไรในอนาคตได้”
กล่าวโดยสรุป ถึงแม้ผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลัง 7 ปี ของตลาดหลักทรัพย์ไทยจะติดลบ แต่ในปัจจุบัน ณ ระดับราคาของ SET Index อยู่ในจุดที่น่าสนใจในการเข้าลงทุนค่อนข้างมาก และสามารถคาดหวังผลตอบแทนที่เป็นบวกได้ในอนาคต หากความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนในอีก 5 ปีข้างหน้ากลับมาเป็นปกติ
“และจากค่าสถิติย้อนหลังของผลตอบแทนการลงทุนช่วง 5 ปีก็จะพบว่าความน่าจะเป็นที่ผลตอบแทนจากการลงทุนจะติดลบมากกว่า 5% ตลอด 5 ปีนั้นมีความน่าจะเป็นที่ต่ำกว่า 10% การสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF เป็น Thai ESGX จึงเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจ”
สำหรับใครที่มองหาโอกาสการลงทุนที่ช่วย “เซฟภาษี” และมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีในอนาคต ไม่ต้องรอถึงสิ้นปี “โอกาสทอง” มาถึงแล้วกับ “Thai ESGX” ที่สามารถลงทุนเพื่อใช้สิทธิได้ค้างสุดท้ายจนถึงวันที่ 30 มิ.ย. 25 นี้แล้ว ทางเลือกที่ดี ที่ไม่ควรละเลยกัน ที่สำคัญยังเป็น กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนภาคธุรกิจไทยให้ดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ และมีบทบาทในการผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศอีกด้วย
ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต