โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

โรคหัวใจ สาเหตุเสียชีวิตอันดับหนึ่งของโลก เช็กปัจจัยเสี่ยง สัญญาณเตือน

Amarin TV

เผยแพร่ 24 มิ.ย. 2568 เวลา 04.13 น.
โรคหัวใจ สาเหตุเสียชีวิตอันดับหนึ่งของโลก ในไทยอันดับ 2 รองจากมะเร็ง เช็ก 2 ปัจจัยเสี่ยง สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

โรคหัวใจ สาเหตุเสียชีวิตอันดับหนึ่งของโลก ในไทยอันดับ 2 รองจากมะเร็ง เช็ก 2 ปัจจัยเสี่ยง สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

โรคหัวใจและหลอดเลือด “ฆาตกรเงียบ” ที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ความน่ากลัวคือเป็นโรคที่ไม่แสดงอาการในระเยะเริ่มแรก แต่กว่าจะรู้ตัวก็สามารถคร่าชีวิตคนได้แบบเฉียบพลัน

โดย นพ.อนุพงษ์ ปริณายก ผู้อำนวยการสถาบันหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลพระรามเก้า เปิดเผยว่า โรคหัวใจเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของโลก ขณะที่ในประเทศไทย โรคหัวใจป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับสองรองจากโรคมะเร็ง ง (รวมทุกอวัยวะ) โดยมีอัตราการเสียชีวิตเฉลี่ยสูงถึง 12% หรือประมาณ 2 รายต่อชั่วโมง อีกทั้งยังพบผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ปีล่าสุดมีผู้ป่วยใหม่กว่า 400,000–500,000 ราย สะท้อนถึงความรุนแรงของโรคที่กำลังเพิ่มขึ้นในสังคมไทย

ปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

1.ปัจจัยปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น พันธุกรรม โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเสียชีวิตจากโรคหัวใจก่อนวัยอันควร หรือ อายุที่มากขึ้น และในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน

2. ปัจจัยที่ควบคุมได้ ได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง จากการบริโภคไขมันทรานส์ (ที่พบในเบเกอรี่ ครีมเทียม อาหารทอด), จากภาวะอ้วน การสูบบุหรี่ (รวมถึงบุหรี่ไฟฟ้า), การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป การไม่ออกกำลังกาย ความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ และการละเลยควบคุมโรคประจำตัว ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่กระตุ้นให้โรคหัวใจกำเริบหรือรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว

อาการโรคหัวใจ อาจแสดงออกแบบค่อยเป็นค่อยไป หรือเกิดขึ้นเฉียบพลัน

นายแพทย์อนุพงษ์ ระบุว่า อาการของโรคหัวใจ จะมีสองแบบแบบแรกคือแสดงออกแบบค่อยเป็นค่อยไป จะมีอาการเช่น เหนื่อยง่ายเวลาออกแรง แน่นหน้าอก เจ็บหน้าอก ที่อาจร้าวไปยังกราม แขน หรือหลัง ซึ่งอาการเหล่านี้มักถูกมองข้าม

และแบบที่สองคือเกิดขึ้นเฉียบพลัน ไม่มีอาการเตือนใดๆ มาก่อน จู่ๆก็เจ็บหน้าอกอย่างรุนแรง ร้าวไปที่กรามหรือไหล่ ร่วมกับความดันตก ซึ่งผู้ป่วยบางรายอาจเสียชีวิตก่อนถึงโรงพยาบาล และแม้แต่ผู้ป่วยที่มาถึงโรงพยาบาลแล้ว ยังมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 10% ดังนั้น การใส่ใจสัญญาณเตือน แม้เพียงเล็กน้อย จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

การตรวจวินิจฉัยและรักษา

การตรวจวินิจฉัยและรักษาแนะนำให้ผู้ชายอายุ 40 ปีขึ้นไป และผู้หญิงตั้งแต่อายุ 50 ปี ควรเริ่มตรวจสุขภาพหัวใจอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ โดยการตรวจประกอบด้วยตรวจเลือดระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG), การเดินสายพาน (Exercise Stress Test) การตรวจเอคโคหัวใจ (Echocardiogram) เพื่อดูโครงสร้างและการทำงานของหัวใจ

นอกจากนี้ ยังมีการตรวจเอกซเรย์หินปูนในหลอดเลือดหัวใจ (Calcium Score CT Scan) ซึ่งสามารถบ่งบอกระยะเริ่มต้นของไขมันในหลอดเลือดหัวใจได้อย่างแม่นยำ ซึ่งหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ เปรียบได้กับยอดภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำ ยังมีไขมันที่ซ่อนอยู่ภายในหลอดเลือดอีกมาก รวมทั้งยังมีการตรวจ MRI หัวใจ แม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้า เช่น การทำบอลลูน ใส่ขดลวด ผ่าตัดบายพาส หรือเปลี่ยนลิ้นหัวใจผ่านสายสวนแบบ TAVR แต่โรคหัวใจส่วนใหญ่ “ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้”

การรักษาเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า หากไม่ดูแลรักษาควบคุมปัจจัยเสี่ยงอย่างจริงจัง ก็มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีก จึงจำเป็นต้องได้รับการติดตามปัญหาจากแพทย์อย่างต่อเนื่อง

ขณะนี้โรงพยาบาลหลายแห่งก็เร่งพัฒนาให้รองรับกับทั้งวินิจฉัย รักษา ป้องกัน และฟื้นฟูโดยการรักษาหากทำได้รวดเร็วก็จะยิ่งดีกับผู้ป่วย โดยมาตรฐานสากลของการเปิดหลอดเลือดเพื่อทำการรักษาฉุกเฉินอยู่ที่ 90 นาทีหลังผู้ป่วยมาถึง แต่บางโรงพยาบาลก็สามารถทำได้เร็วกว่านั้น ซึ่งก็จะสามารถลดอัตราการเสียชีวิตและช่วยรักษากล้ามเนื้อหัวใจได้มากขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...