“ใส่ครอปท็อป-ขายปฏิทิน-ร้องเพลง” คดี 112 ยุคใหม่เกิดจากการกระทำที่หลากหลาย
หลังจากการพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมประชาชน พ.ศ. …. และร่างกฎหมายนิรโทษกรรมจากพรรคการเมืองต่างๆ อีกสี่ฉบับ เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 จบลงที่การลงมติของสส. เสียงข้างมาก ไม่รับร่างกฎหมายที่จะนิรโทษกรรมให้คดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และไม่รับร่างฉบับของพรรคก้าวไกลที่เปิดกว้างเผื่อสำหรับการศึกษาต่อในอนาคต
จากฐานข้อมูลคดีมาตรา 112 ของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2563 มาจนวันที่เผยแพร่บทความนี้ มีคดีที่เกิดขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จำนวน 314 คดี ที่มีความหลากหลายทั้งผู้ริเริ่มคดี พฤติการณ์ในสำนวนที่แตกต่างกัน ทั้งโลกออนไซต์และออนไลน์
เหตุนี้เองที่ทำให้เราแบ่งข้อมูลของทั้ง 314 คดีออกเป็นห้ากลุ่มใหญ่ด้วยกัน คือ
กลุ่มคดีที่เกิดจากการกระทำบนโลกออนไลน์ (คดีออนไลน์) เช่น การโพสต์ การแชร์ การเผยแพร่เนื้อหาบนเว็บไซต์
กลุ่มคดีที่เกิดจากการแสดงออกและการกระทำในสถานที่จริง (คดีออนไซต์) เช่น การชูป้าย การสวมเสื้อผ้า การตีพิมพ์หนังสือ
กลุ่มคดีที่เกิดจากการปราศรัยบนเวทีในการชุมนุมต่างๆ (คดีปราศรัย) เช่น การปราศรัยในการชุมนุมของนักเรียน นักศึกษา ประชาชน หรือการร้องเพลงระหว่างปราศรัย
กลุ่มคดีที่เกิดจากการทำลายวัตถุสัญลักษณ์ต่างๆ (คดีทำลาย) เช่น เผาพระบรมฉายาลักษณ์ พ่นสเปรย์บนถนน ทาสี ติดป้าย
กลุ่มคดีที่ไม่สามารถจำแนกได้ ซึ่งอยู่นอกเหนือจากข้อ 1) - 4)
หากพิจารณาลักษณะการเกิดขึ้นของคดีต่างๆ ลงรายละเอียดมากไปกว่านั้นแล้ว ยังเห็นได้ว่ามีหลายคดีสามารถจัดกลุ่มประเภทได้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีการฟ้องเด็กและเยาวชน การฟ้องคดีข้ามจังหวัด หรือแม้กระทั่งปีที่ฟ้องก็มีนัยสำคัญเช่นกัน
จำแนกคดี 112 พฤติกรรมออนไลน์ถูกฟ้องมากที่สุดที่ 184 คดี
ในจำนวน 314 คดี เราพบว่า ประเภทคดีที่มีจำนวนมากที่สุด คือ คดีออนไลน์ 184 คดี รองลงมาเป็นคดีที่มาจากการปราศรัยจำนวน 60 คดี คดีออนไซต์ 40 คดี และคดีทำลาย 27 คดี โดยมีอีกสามคดีที่ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัด
สำหรับคดีออนไลน์ทั้ง 184 คดี สามารถจำแนกพฤติการณ์ตามประเภทเนื้อหาที่เป็นเหตุแห่งคดีได้อีก 7 ประเภท ดังนี้
โพสต์ข้อความหรือรูปภาพ บนเฟซบุ๊ก จำนวน 98 คดี
ทำคลิปวีดิโอลงในสื่อสังคมออนไลน์ จำนวน 5 คดี
การแชร์ หรือรีโพสต์ จากบุคคลหรือเพจอื่น จำนวน 21 คดี
การทวีต (tweet) ข้อความบนทวิตเตอร์ (หรือ X ในปัจจุบัน) จำนวน 17 คดี
การแสดงความคิดเห็น (comment) จำนวน 29 คดี
การถ่ายทอดสด (Live) บนสื่อสังคมออนไลน์ จำนวน 6 คดี
พฤติกรรมอื่นๆ เช่น การลงข้อมูลบนเว็บไซต์ ขายของออนไลน์ รวมถึงการส่งข้อความส่วนตัวในแอปพลิเคชั่นต่างๆ จำนวนห้าคดี
ซึ่งหากพิจารณาการลงโทษคดีมาตรา 112 ที่ลงโทษหนักที่สุด พบว่าสองอันดับแรกมาจากคดีออนไลน์ทั้งสิ้น คือ
คดีของบัสบาส กรณีโพสต์และแชร์ข้อความ รูปภาพ และคลิปบนเฟซบุ๊ก 25 โพสต์ ศาลตัดสินจำคุก 81 ปี ลดโทษเหลือจำคุก 54 ปี 6 เดือน
คดีของอัญชัญ กรณีอัพโหลดคลิปและแชร์โพสต์จาก ‘ดีเจบรรพต’ 29 ครั้ง ศาลตัดสินจำคุก 87 ปี ลดเหลือ 43 ปี 6 เดือน
มากไปกว่านั้น หากพิจารณาสื่อสังคมออนไลน์ที่เกิดพฤติการณ์ต่างๆ แล้ว พบว่า กรณีที่ถูกฟ้องมากที่สุดเป็นการโพสต์และแชร์บนเฟซบุ๊กอย่างน้อย 106 คดี รองลงมาคือในทวิตเตอร์ (X) 17 คดี ติ๊กต่อกห้าคดี อินสตาแกรมหนึ่งคดี ไลน์หนึ่งคดี และไม่ทราบข้อมูลแน่ชัดอีกสองคดี ซึ่งมีกรณีที่ถูกฟ้องจากการโพสต์และคอมเมนต์ในกลุ่ม “รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส” และ “รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส-ตลาดหลวง” ซึ่งมีผู้ก่อตั้งเดียวกันคือ ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ถูกฟ้องมากถึง 17 คดี
พฤติการณ์ที่เป็นเหตุให้ถูกดำเนินมาตรา 112 บนโลกออนไลน์ไม่ใช่มีเพียงการโพสโจมตีหรือว่าร้ายต่อพระมหากษัตริย์โดยตรงเท่านั้น แต่มีความหลากหลายของการกระทำที่ถูกตีความเชื่อมโยงให้นำมาสู่การดำเนินคดีได้ เช่น คดีของต้นไม้และพิชญ ในกรณีที่โพสต์จำหน่ายปฏิทินเป็ดเหลือง ประจำปี 2564 ผ่านเพจ “คณะราษฎร” โดยถูกกล่าวหาว่าภาพและข้อความในปฏิทินเนื้อหาเข้าข่ายความผิด หรือคดีของ ธิดา และ สายชล ซึ่งถูกฟ้องจากการกระทำเดียวกัน คือ ทำคลิปลิปซิงค์เพลง “พระราชาในนิทาน” ลงในแอปพลิเคชัน Tiktok
เผารูป ปาสี พ่นสเปรย์: เปิดคดี 112 กลุ่มทำลายทรัพย์สิน
กรณีคดีทำลายทรัพย์สินทั้ง 27 คดีนั้น พบว่า การดำเนินคดีมาตรา 112 มาจากพฤติกรรมที่เป็นการทำลายทรัพย์สิน ทั้งที่เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ ซุ้มเฉลิมพระเกียรติ ไปจนถึงสถานที่ต่างๆ
พบว่า กรณีการเผาภาพและซุ้มเฉลิมพระเกียรติมีจำนวนมากที่สุด คือ 8 คดี ได้แก่
คดีที่แอมมี่-ไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ ปูน-ธนพัฒน์ และนักศึกษาหญิงอีกหนึ่งคน ถูกกล่าวหาว่าเผาภาพกษัตริย์บริเวณป้ายเรือนจำกลางคลองเปรม เมื่อปี 2564
คดีถูกกล่าวหาว่า เผาภาพกษัตริย์บริเวณถนนราชดำเนินนอก ของ สิทธิโชค ไรเดอร์แอปพลิเคชัน Foodpanda เมื่อปี 2564
คดีของภัทรชัย ที่ถูกกล่าวหาว่าเผาซุ้มเฉลิมพระเกียรติบริเวณทางลงด่วนดินแดงเมื่อปี 2564
คดีที่ถูกกล่าวหาว่าเผาซุ้มเฉลิมพระเกียรติหน้ากระทรวงแรงงานของณรงค์ศักดิ์ ณัฐพล และอธิคุณ เมื่อปี 2564
คดีที่ถูกกล่าวหาว่าเผาซุ้มเฉลิมพระเกียรติหน้ากระทรวงแรงงานของกันต์ เมื่อปี 2564 (เป็นคดีเยาวชน)
คดีของพิทยุตม์ ที่ถูกกล่าวหาว่าเผาภาพกษัตริย์ที่อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี เมื่อปี 2564
คดีของมิกกี้บัง พรชัย และจิตริน ที่ถูกกล่าวหาว่าเผาซุ้มเฉลิมพระเกียรติหน้าโรงเรียนราชวินิตมัธยมเมื่อปี 2564
คดีของต่อ ที่ถูกกล่าวหาว่าเผาป้ายภาพกษัตริย์บริเวณสะพานต่างระดับบางคูเวียง เมื่อปี 2564
โดยคดีจากการกระทำในประเภทนี้มีกรณีที่น่าสนใจ คือ คดีของสมพล ซึ่งเป็นคนเดียวที่ถูกดำเนินคดีจำนวนห้าคดี จากการปาสีแดงใส่พระบรมฉายาลักษณ์ในสามจังหวัด คือ บริเวณอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี หน้าห้างโลตัสสาขารังสิต อีกสามจุดในจังหวัดปทุมธานี และอีกสามภาพในเขตดอนเมือง รวมถึงปาสีแดงใส่ภาพของพระราชินีบริเวณริมถนนติวานนท์ในจังหวัดปทุมธานี ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในวันเดียวกัน คือ 13 กุมภาพันธ์ 2565 แต่ถูกแยกฟ้องเป็นหลายการกระทำและหลายคดี ต้องถูกตัดสินโดยศาลหลายแห่ง
คดีของ รีฟ-วีรภาพ วงษ์สมาน ที่ถูกกล่าวหาว่าพ่นสีสเปรย์เป็นข้อความเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์บนผนังตู้ควบคุมไฟฟ้าที่แยกดินแดง แม้จะเป็นวัตถุอื่นที่ไม่ใช่ภาพของกษัตริย์ แต่เนื้อหาถูกตีความให้เป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามต่อพระมหากษัตริย์ จึงจัดอยู่ในคดีประเภทนี้เช่นกัน
สวมเสื้อ-เดินแฟชั่นโชว์-ร้องเพลง ก็โดน 112 ได้
สำหรับบรรดา “คดีออนไซต์” ซึ่งนับจากการแสดงออกนอกสถานที่โดยไม่นับการปราศรัย จำนวน 40 คดี พบว่าประกอบไปด้วยการกระทำที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการแขวนป้ายเรียกร้อง ทำ “โพลล์” หรือแบบสำรวจความคิดเห็นต่อสาธารณะ
ในจำนวน 40 คดีนี้เอง เราพบว่า มีการดำเนินคดีกับการแขวนป้ายข้อความเรียกร้อง 11 คดี โดยเป็นป้ายเนื้อหาเกี่ยวกับงบประมาณสถาบันกษัตริย์จำนวนสามคดี และเป็นป้ายเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรา 112 สองคดี
ยังมีคดีเกี่ยวกับ “แฟชั่น” และการแต่งกายอยู่อย่างน้อย 5 คดี คือ
คดีของนิว-จตุพร แซ่อึง กรณีแต่งชุดไทย เดินแฟชั่นโชว์ในกิจกรรม #ม็อบ29ตุลา63 รันเวย์ของประชาชน และมีคนตะโกนตามว่า "ทรงพระเจริญ"
คดีกิจกรรม#ใครๆก็ใส่ครอปท็อป เดินห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน ของเพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์ และพวกรวมเจ็ดคน (แบ่งเป็นสองคดี โดยมีเยาวชน 2 คน คือ ธนกรและณัฐกรณ์ แยกเป็นคดีเยาวชน)
คดีของทิวากร วิถีตน กรณีสวมเสื้อ “เราหมดศรัทธา…” ร่วมกับการโพสต์ข้อความเรียกร้องต่อสถาบันกษัตริย์สองครั้ง
ส่วนคดีที่เกิดจากการปราศรัย ซึ่งมีมากถึง 60 คดี มีกรณีที่น่าสนใจ เช่น กรณีการร้องเพลง “โชคดีที่มีคนไทย” ของวงไฟเย็น ที่มีผู้ถูกดำเนินคดีจากการกระทำการเกี่ยวกับเพลงดังกล่าวห้าคดีในปี 2565 ได้แก่
คดีของ อาเล็ก-โชคดี ร่มพฤกษ์ สองคดี คือ เล่นกีตาร์และควบคุมเครื่องเสียงในเพลง “โชคดีที่มีคนไทย” ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และ ร้องเพลงและไลฟ์สดเพลง “โชคดีที่มีคนไทย” ของวงไฟเย็น ที่หน้า ม.เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
คดีของวรัณยา ที่ร้องเพลง “โชคดีที่มีคนไทย” และอีกหนึ่งเพลง ระหว่างกิจกรรมขับไล่ประยุทธ์ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
คดีของเสี่ยวเป้า จากวงไฟเย็น ร้องเพลง “โชคดีที่มีคนไทย” หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพ เมื่อปี 2565
คดีของขุนแผน มานี และไบรท์-ชินวัตร จันทร์กระจ่าง กรณีร่วมกิจกรรมหน้าศาลอาญากรุงเทพใต้ เรียกร้องสิทธิประกันตัว “บุ้ง-ใบปอ” และร้องเพลง “โชคดีที่มีคนไทย”
ทำเนียบนักฟ้อง ศปปส.-ศชอ.-ปภส. ฟ้องรัว ฟ้องข้ามจังหวัดอย่างน้อย 18 คดี
จากข้อมูลคดีมาตรา 112 ทั้ง 314 คดี พบว่า มีบุคคลหรือตัวแทนของคณะบุคคลหลายกลุ่มที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ทางการเมืองเป็นผู้ริเริ่มคดี เช่น
บุคคลจากศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) นำโดยอานนท์ กลิ่นแก้ว ริเริ่มคดีมาตรา 112 อย่างน้อย 21 คดี
บุคคลจากศูนย์ช่วยเหลือด้านกฎหมายผู้ถูกล่วงละเมิดบนโลกออนไลน์ (ศชอ.) นำโดยนพดล พรหมภาสิต และแน่งน้อย อัศวกิตติกร ริเริ่มคดีมาตรา 112 อย่างน้อย 16 คดี
ทรงชัย เนียมหอม แกนนำกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน ริเริ่มคดีมาตรา 112 อย่างน้อย 16 คดี
พสิษฐ์ จันทร์หัวโทน ประชาชนจากอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดยะลา ริเริ่มคดีมาตรา 112 อย่างน้อย 8 คดี
อภิวัฒน์ ขันทอง ทนายความของประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ริเริ่มคดีมาตรา 112 อย่างน้อย 8 คดี
ฐิติวัฒน์ ธนการุณย์ ประชาชนเจ้าของร้าน ภักดี คาเฟ่ จังหวัดนนทบุรี ริเริ่มคดีมาตรา 112 อย่างน้อย4 คดี
โดยกรณีที่น่าสนใจ คือ กรณีการริเริ่มคดีแบบ "ข้ามจังหวัด" ซึ่งมักเกิดขึ้นกับกรณีที่เป็นการแสดงความคิดเห็น โพสต์ แชร์และรีโพสต์ บนสื่อสังคมออนไลน์ อันเป็นเสรีภาพในการแสดงออกของบุคคล ซึ่งจาก 314 คดี พบว่า อย่างน้อย 18 คดีเป็นคดีที่ผู้ฟ้องยื่นคำฟ้อง “ข้ามจังหวัด” ทำให้ผู้ถูกฟ้องเสียเวลา เสียเงินทองในการเดินทางเป็นอย่างมาก เช่น
ภัคภิญญา บรรณารักษ์ในกรุงเทพฯ ต้องเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาที่สถานีตำรวจภูธร (สภ.) สุไหงโก-ลก เนื่องจากพสิษฐ์ จันทร์หัวโทน ไปกล่าวโทษคดีนี้ไว้จากกรณีการแชร์และเขียนข้อความประกอบบนเฟซบุ๊ก จำนวนหกโพสต์
ฟ้า-พรหมศร วีระธรรมจารี นักกิจกรรมจากกลุ่มราษฎรมูเตลู ต้องเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาที่สภ. เมืองพัทลุง โดยทรงชัย เนียมหอม แกนนำกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน ไปกล่าวโทษคดีนี้ไว้จากการโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มผู้รักสถาบัน
หรือคดี 112 ของชัยชนะ ประชาชนผู้อาศัยในอำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ซึ่งต้องไปรับทราบข้อกล่าวหาที่สภ. สุไหงโก-ลก จากการยื่นฟ้องพสิษฐ์ จันทร์หัวโทน ไปกล่าวโทษคดีนี้ไว้จากกรณีโพสต์เฟซบุ๊กจำนวนสี่ข้อความ
เด็ก-เยาวชน-ผู้ป่วยจิตเวช ก็ฟ้องไม่เว้น
ในยุคปี 2563-2568 ต่อเนื่องจากเหตุการณ์การชุมนุมของคนรุ่นใหม่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ คือ การดำเนินคดีต่อเด็กและเยาวชน ซึ่งคดีมาตรา 112 เกิดขึ้นกับคนที่อายุยังน้อยหลายคดี เป็นคดีที่ต้องดำเนินคดีในระบบของศาลเยาวชนเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ที่อาจกระทำไปโดยยังรู้เท่าไม่ถึงการณ์ด้วย
กรณีการดำเนินคดีกับเด็กและเยาวชน พบว่ามีจำนวนอย่างน้อย 22 คดีด้วยกัน ประกอบด้วย
คดีของธนกร กรณีปราศรัยในการชุมนุม #ม็อบ6ธันวา63 บริเวณวงเวียนใหญ่
คดีของธนกรอีกคดีหนึ่ง กรณีปราศรัยในการชุมนุม #คนนนท์ไม่ทนเผด็จการ ที่ท่าน้ำนนทบุรี เมื่อปี 2563
คดีของธนกรและณัฐกรณ์ จากกิจกรรมแต่งครอปท็อปเดินห้างสรรพสินค้าสยามพารากอนเมื่อ 20 ธันวาคม 2563
คดีของเบลล์ กรณีถ่ายภาพในสถานที่ต่างๆ ของเมืองพัทลุง และใส่ข้อความโพสต์เฟซบุ๊กเพจ “พัทลุงปลดแอก” และ “ประชาธิปไตยในด้ามขวาน” เมื่อปี 2563
คดีของ ‘ภัทร’ กรณีโพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์รัชกาลที่ 9 ในกลุ่ม “รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส” เมื่อปี 2563
คดีของ ปูน-ธนพัฒน์ กาเพ็ง กรณีโพสต์ในกลุ่ม “รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส” จำนวน 8 ข้อความระหว่างปี 2563-2564
คดีของ ‘เสกจิ๋ว’ และ ‘โป๊ยเซียน’ จากกรณีพ่นสี ทิ้งขยะ และเผาภาพของกษัตริย์ในการชุมนุม #ม็อบ20มีนา เมื่อปี 2564
คดีของสายน้ำ จากกรณีแปะป้ายข้อความและพ่นสีบนพระบรมฉายาลักษณ์ใน #ม็อบ18กรกฎา64
คดีของเค ที่ถูกกล่าวหาว่าทำลายพระบรมฉายาลักษณ์ระหว่างเหตุปะทะที่สามเหลี่ยมดินแดงเมื่อปี 2564
คดีของภัทรชัย ที่ถูกกล่าวหาว่าเผาซุ้มเฉลิมพระเกียรติบริเวณทางลงด่วนดินแดงเมื่อปี 2564
คดีของกันต์ ที่ถูกกล่าวหาว่าเผาซุ้มเฉลิมพระเกียรติหน้ากระทรวงแรงงานเมื่อปี 2564
คดีของภูมิ ที่ถูกกล่าวหาว่าปาอาหารสุนัขและปราศรัยระหว่างติดตามการจับกุม “นิว-สิริชัย” ที่หน้า สภ. คลองหลวง เมื่อปี 2564
คดีของไอซ์ ที่ถูกกล่าวหาว่าแสดงป้ายผ้าที่มีข้อความมีลักษณะอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ในปี 2564
คดีของ อั่งอั๊ง-อัครสร กรณีทวีตข้อความวิจารณ์กรณีจับกุมผู้ชุมนุมกลุ่มราษฎรเมื่อปี 2564
คดีของไอซ์อีกคดีหนึ่ง กรณีกิจกรรมทำโพลเรื่องขบวนเสด็จที่ลานหน้าห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน ในปี 2565
คดีของ พลอย-เบญจมาภรณ์ กรณีกลุ่มทะลุวังทำโพลเกี่ยวกับอำนาจของสถาบันกษัตริย์เมื่อปี 2565
คดีของหยก กรณีแสดงออกระหว่างกิจกรรม #13ตุลาหวังว่าสายฝนจะพาล่องลอยไป บริเวณลานเสาชิงช้า เมื่อปี 2565
คดีของ พลอย เบญจมาภรณ์ อีกคดีหนึ่ง กรณีแชร์โพสต์ของกลุ่มทะลุวังว่าด้วยงบประมาณสถาบันกษัตริย์ เมื่อปี 2565
คดีของเยาวชนไม่ทราบชื่อ กรณีอ่านแถลงการณ์ทางการเมือง เมื่อกุมภาพันธ์ 2566 โดยมีอานนท์ กลิ่นแก้ว เป็นผู้ฟ้อง
คดีของเยาวชนผู้ใช้เฟซบุ๊ก โพสต์ข้อความในกลุ่ม “รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส” ที่มีศิวพันธุ์ มานิตย์กุล เป็นผู้กล่าวหา
คดีของเยาวชนจากจังหวัดระยอง กรณีโพสต์ข้อความ โดยมีพสิษฐ์ จันทร์หัวโทน เป็นผู้ฟ้องที่สภ. สุไหงโก-ลก
นอกจากคดีเด็กและเยาวชน อีกประเด็นน่าสนใจ คือ คดีที่ฟ้องผู้ป่วยทางจิตเวช ซึ่งเป็นคนที่อาจจะมีปัญหาทางสุขภาพทำให้เกิดความรับรู้ความเข้าใจ หรือการกระทำที่แตกต่างไปจากสังคมปกติเพราะอาการป่วย มีอย่างน้อยสามคดี ดังต่อไปนี้
คดีของชัยชนะ ซึ่งถูกดำเนินคดีไกลถึงอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดยะลา กรณีการโพสต์เฟซบุ๊กจำนวนสี่ข้อความ
คดีของสุภิสรา กรณีโพสต์ข้อความพาดพิงกษัตริย์จำนวนสี่ข้อความ โดยพ่อของสุภิสรายื่นหลักฐานต่อสู้คดีว่ามีอาการป่วยทางจิตเวช
คดีของแต้ม อดีตทหารเกณฑ์ป่วยจิตเวช กรณีทำลายภาพกษัตริย์ โดยแต้มให้การรับสารภาพโดยอ้างว่า กระทำไปโดยมีอาการหูแว่ว