โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ค่าเงินบาท บาทเปิดเช้านี้ 32.57 บาท/ดอลลาร์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 09 ก.ค. 2568 เวลา 08.13 น. • เผยแพร่ 09 ก.ค. 2568 เวลา 01.13 น.

ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.57 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง จากระดับปิดวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 32.54 บาทต่อดอลลาร์

9 ก.ค. 2568 นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.57 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับปิดวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 32.54 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวอ่อนค่าลงเล็กน้อย ในลักษณะ Sideways Up (แกว่งตัวในกรอบ 32.50-32.64 บาทต่อดอลลาร์) กดดันโดยการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ

นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนบ้าง ตามจังหวะการอ่อนค่าลงของบรรดาสกุลเงินหลัก โดยเฉพาะเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่อ่อนค่าเข้าใกล้โซน 147 เยนต่อดอลลาร์ ตามส่วนต่างบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ กับ ญี่ปุ่น ที่กว้างมากขึ้น ขณะเดียวกันบรรดาผู้เล่นในตลาดก็ประเมินว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจไม่สามารถขึ้นดอกเบี้ยต่อได้ในปีนี้ หากญี่ปุ่นเผชิญภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ในอัตราที่สูงถึง 25%

นอกจากนี้ เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าเพิ่มเติม จากการปรับตัวลดลงทดสอบโซนแนวรับของราคาทองคำ ทว่า เงินบาทยังคงไม่ได้อ่อนค่าไปมากนัก ท่ามกลางแรงขายเงินดอลลาร์ และการปรับสถานะถือครองของบรรดาผู้เล่นในตลาดบางส่วน

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาทยังมีความเสี่ยงเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าได้ในช่วงนี้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ช่วยหนุนเงินดอลลาร์ ขณะเดียวกันก็กดดันให้ราคาทองคำยังคงแกว่งตัวแถวโซนแนวรับ ทำให้ผู้เล่นในตลาดบางส่วนอาจเลือกที่จะทยอยเข้าซื้อทองคำ (Buy on Dip) ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ดังกล่าว

อย่างไรก็ดี เรามองว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะในสัปดาห์นี้ ที่อาจไม่มีรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญซึ่งอาจส่งผลให้เงินบาทเคลื่อนไหวผันผวนสูง (ทั้งในฝั่งอ่อนค่าและแข็งค่า)

อีกทั้ง มุมมองของผู้เล่นในตลาดล่าสุด ก็เริ่มทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ย และสอดคล้องกับมุมมองของเฟดใน Dot Plot ล่าสุด ทำให้การแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินดอลลาร์ก็อาจเป็นไปอย่างจำกัด เว้นแต่ว่า รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในระยะข้างหน้าจะออกมาแข็งแกร่ง โดยเฉพาะข้อมูลตลาดแรงงาน ทำให้ผู้เล่นในตลาดเริ่มมองว่า เฟดอาจลดดอกเบี้ยไม่ถึง 2 ครั้ง อย่าง แน่นอนในปีนี้ ซึ่งเราประเมินว่า โอกาสเกิดภาพดังกล่าวยังอยู่ในระดับต่ำ

นอกจากนี้ เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดบางส่วนอาจรอทยอยเงินดอลลาร์ ในจังหวะที่เงินบาทอ่อนค่าลง หรือ ทยอยเพิ่มสัดส่วนการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging Ratio) ซึ่งเป็นสิ่งที่เราเห็นในหลายสกุลเงิน โดยเฉพาะสกุลเงินฝั่งเอเชีย ทำให้การอ่อนค่าของเงินบาทอาจติดอยู่แถวโซนแนวต้าน 32.65-32.75 บาทต่อดอลลาร์ ในระยะสั้น

ทั้งนี้ เราจะมั่นใจมากขึ้น ว่าเงินบาทได้กลับเข้าสู่แนวโน้มทยอยอ่อนค่าลงอีกครั้ง หากเงินบาทสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 32.70-32.80 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ตามการประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend Following

เรายังคงมีความกังวลเดิม คือ ความผันผวนของเงินบาทที่อาจกลับมาสูงขึ้นได้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และสถานการณ์การเมืองไทย ซึ่งเรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.50-32.70 บาท/ดอลลาร์

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

บรรดาผู้เล่นในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังไม่กล้าเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ระบุว่า จะไม่ขยายเส้นตายในการบังคับใช้อัตราภาษีนำเข้าใหม่ที่ได้ประกาศล่าสุด ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.07%

ตลาดหุ้นยุโรป

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ปรับตัวขึ้น +0.41% แม้ว่าบรรยากาศในตลาดการเงินยุโรปอาจเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ

ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่ม Healthcare และหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Shell +1.8% ตามการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ ที่ได้อานิสงส์จากทั้งการปรับสถานะ Short น้ำมันของผู้เล่นในตลาด ความกังวลว่าสหรัฐฯ อาจลดกำลังการผลิตน้ำมันลงจากคาดการณ์ก่อนหน้า และสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ทะเลแดง หลังกลุ่ม Houthi กลับมาโจมตีเรือบรรทุกสินค้าอีกครั้ง

ตลาดบอนด์

ส่วนในฝั่งตลาดบอนด์ แม้บรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวมจะอยู่ในภาวะระมัดระวังตัว ทว่า มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดในปีนี้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ก็ส่งผลให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวสูงขึ้น สู่ระดับ 4.40%

โดยการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ดังกล่าว ทำให้เรามองว่า บอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ เริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้น และคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หรือ บอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น ในการทยอยเข้าซื้อ เพื่อ Risk-Reward ที่น่าสนใจกว่า (โซน 4.50% หรือสูงกว่านั้น อาจไม่ได้เห็นได้ง่ายนัก หากไม่มีความเสี่ยงเสถียรภาพการคลังของสหรัฐฯ เข้ามากดดันตลาดบอนด์ และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ต้องออกมาดีกว่าคาดชัดเจน)

ตลาดค่าเงิน

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด จากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งภาพดังกล่าวได้กดดันให้บรรดาสกุลเงินหลัก โดยเฉพาะเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อ่อนค่าลงเช่นกัน ตามมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) หากญี่ปุ่นเผชิญอัตราภาษีนำเข้าที่สูงถึง 25%

ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดบางส่วนได้ทยอยลดสถานะถือครองเงินดอลลาร์ลงบ้าง (Sell on Rally) ทำให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 97.6 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 97.3-97.8 จุด)

ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่าบรรยากาศในตลาดการเงินจะอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ทว่า จังหวะการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2025) ปรับตัวลง ก่อนที่ราคาทองคำจะพอได้แรงหนุนจากแรงซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศคู่ค้า และจังหวะอ่อนค่าลงบ้างของเงินดอลลาร์ หนุนให้ ราคาทองคำยังคงแกว่งตัวแถวโซน 3,310-3,320 ดอลลาร์ต่อออนซ์

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับบรรดาประเทศคู่ค้า หลังทางการสหรัฐฯ ได้ทยอยประกาศอัตราภาษีนำเข้าใหม่ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 สิงหาคม ทำให้บรรดาประเทศคู่ค้าอาจเร่งเจรจาการค้า เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญอัตราภาษีนำเข้าที่สูงดังกล่าว

นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ของธนาคารกลางหลักดังกล่าว

ส่วนทางฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ของจีน ในเดือนมิถุนายน ซึ่งจะช่วยสะท้อนถึงแนวโน้มเศรษฐกิจจีนได้ ในส่วนของนโยบายการเงินนั้น บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) อาจเดินหน้าลดดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 2.75% เพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจ ท่ามกลางแรงกดดันจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ขณะที่ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) อาจเลือกที่จะคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3.25% ไปก่อน

อ่านข่าว การเงิน-อัตราแลกเปลี่ยน-ราคาทอง ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...