เปิดจดหมายผนึกถึงอธิบดีกรมโลกร้อน ขอ ‘แผนแม่บท’ ที่จริงใจไม่ใช่แค่เอกสารสวย
ล่าสุด Thai Climate Justice for All (TCJA) องค์กรเอกชนที่ทำงานด้านความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ ทำจดหมายเปิดผนึกถึง พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เรื่องข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อร่างแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. โดยยอมรับว่า เรากังวลต่อแนวคิดเนื้อหาและกระบวนการจัดทำ “ร่างแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ….” จึงขอเสนอข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อให้แผนแม่บทฉบับนี้สามารถตอบโจทย์ต่อสถานการณ์จริงของโลกและประเทศไทยอย่างเป็นธรรม ยั่งยืน และมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง
เริ่มจาก1. ปัญหาเชิงโครงสร้างโลกทัศน์ ความไม่เป็นธรรม และการขาดการมีส่วนร่วม
แนวคิดเรื่อง “การมีส่วนร่วม” ที่ปรากฏในแผนฯ ยังจำกัดเพียงการกระจายผลประโยชน์ โดยไม่ได้กล่าวถึง ภาระความรับผิดชอบที่แตกต่าง ระหว่างผู้ก่อวิกฤติ เช่น อุตสาหกรรมพลังงานรายใหญ่ กับผู้ได้รับผลกระทบ เช่น ชาวบ้าน ชุมชนเปราะบาง คนยากจน สิทธิชนพื้นเมือง สิทธิชุมชน และสิทธิประชาชนในสิ่งแวดล้อมที่ดี ไม่ได้ถูกยกเป็นหัวใจของแผน ทั้งที่เป็นหลักสากลของความตกลงปารีสและข้อตกลงคุนหมิง-มอนทรีออลด้านความหลากลายทางชีวภาพ และหลักรัฐธรรมนูญไทย
กระบวนการจัดทำแผนแม้อ้างใช้เครื่องมือ PESTEL แต่ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน กลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะในระดับท้องถิ่น ผู้หญิง เยาวชน ชนเผ่าพื้นเมือง ชุมชนในระบบนิเวศต่าง ๆ เกษตรกรรายย่อย คนยากจน ซึ่งพวกเขาแม้จะได้รับผลกระทบสูง แต่ก็ยังมีบทบาทสำคัญในการปกป้อง ฟื้นฟูนิเวศเพื่อสร้างสมดุลระบบนิเวศและภูมิอากาศ
2.การวิเคราะห์สถาน การณ์: ไม่สอดคล้องต่อข้อเท็จจริง ละเลยรากปัญหา
การกล่าวว่าประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียง 0.91% ของโลก เป็นการลดทอนบทบาทความรับผิดชอบของไทยในเชิงต่อหัวประชากรและการปล่อยต่อ GDP ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นถึง 53% ในช่วงปี 2000–2022 โดยภาคพลังงานเพิ่มขึ้นถึง 65% แต่ แผนกลับไม่วางเป้าหมายเลิกฟอสซิลอย่างจริงจังให้สอดคล้องกับข้อเสนอ IPCC ที่เสนอให้ลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 43% ภายในปี 2030 การวิเคราะห์การปล่อยในภาคเกษตรและของเสียยังไม่ ชี้ชัดถึงต้นตอปัญหาเชิงระบบ เช่น ระบบอุตสาหกรรมอาหารโปรตีนจากเนื้อสัตว์ การขยายเมือง และการจัดการขยะภาคอุตสาหกรรม
3.ร่างแผนฯ ไม่ยึดหลักสิทธิมนุษยชนและความเป็นธรรมสภาพภูมิอากาศ
ร่างแผนไม่ได้อ้างอิง หลักการสำคัญของความตกลงปารีส มาตรา 6.8 ว่าด้วยการลดการปล่อยนอกกลไกตลาด และหลักสิทธิในสภาพภูมิอากาศ
แผน NDC และ LT-LEDS ของไทยยังอิงกับเป้าหมายที่คลุมเครือและมีเงื่อนไข โดยไม่มีรายละเอียดของการเปลี่ยนผ่านพลังงานและระบบอาหารที่เป็นธรรมและยั่งยืน แผนการปรับตัวด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (NAP) ยังไม่แยกแยะกลุ่มเปราะบางตามหลัก “climate justice” และยังไม่ตอบโจทย์ การส่งเสริมศักยภาพการปรับตัวของชุมชน บนฐานสิทธิและวัฒนธรรมท้องถิ่น
4.กลไกการเงินและตลาดคาร์บอน
เครื่องมือที่ไม่ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกและนำไปสู่การฟอกเขียวการออกแบบกลไกการเงิน มุ่งเน้นเอื้อภาคเอกชนผ่านกลไกตลาดคาร์บอน เช่น คาร์บอนเครดิต โดยไม่มีระบบป้องกันการฟอกเขียวและสร้างความรับผิดชอบ และยังไม่เปิดโอกาสให้ชุมชนหรือกลุ่มเปราะบางเข้าถึงกองทุนและการสนับสนุนด้านต่าง ๆ ได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม โครงการที่เข้าถึงกองทุนสีเขียวระดับโลก (GCF) กลับกระจุกอยู่ในหน่วยงานรัฐหรือองค์กรระหว่างประเทศ ไม่ใช่ชุมชน ประชาชน คนยากจนที่กำลังเผชิญกับผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ควรเป็นเครื่องมือประชาธิปไตยกลับรวมศูนย์อำนาจ ส่งเสริมตลาดคาร์บอนที่เสี่ยงฟอกเขียว และละเลยสิทธิชุมชน และไม่ได้ร่างโดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
5.ข้อเสนอเชิงนโยบายและปรับปรุงร่างแผนแม่บท
-การจัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นร่างแผนแม่บทฯ เสียใหม่ เพราะการจัดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแผนแม่บทฯ ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 และร่างพ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ…..เป็นกระบวนการที่ไม่ชอบธรรม เพราะทั้งกรอบเวลาและเนื้อหาการรับฟังที่ปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม
-เปลี่ยนกรอบคิดหลักจาก “การเติบโตอย่างยั่งยืน” สู่ “การลดการเติบโตบางภาคส่วนที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นหลักและกระทบต่อระบบนิเวศและชุมชน โดยเปลี่ยนผ่านระบบเศรษฐกิจ สังคมให้สอดคล้องกับความสามารถของระบบนิเวศและวิถีชุมชน” จาก “คาร์บอนต่ำ” สู่ “สิทธิในสภาพภูมิอากาศที่ดี ความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ เปลี่ยนผ่านสังคมให้เกื้อกูลกับระบบนิเวศธรรมชาติ”
-ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ เศรษฐกิจ สังคมเพื่อการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมและยั่งยืน กระจายอำนาจการตัดสินใจให้ชุมชนท้องถิ่นและประชาสังคมมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลและทรัพยากรอย่างเท่าเทียม และมีสิทธิในการจัดการสภาพภูมิอากาศในวิถีนิเวศวัฒนธรรม ยกเลิกโครงการที่ส่งเสริมเชื้อเพลิงฟอสซิล และสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนที่ประชาชนเป็นเจ้าของ แทนพลังงานขนาดใหญ่ เปลี่ยนผ่านการเกษตรพาณิชย์ อุตสาหกรรมอาหารบนฐานโปรตีนสัตว์ ไปสู่เกษตรนิเวศ และระบบอาหารบนฐานโปรตีนจากพืชท้องถิ่น
-สร้าง Climate Justice Education บรรจุการเรียนรู้เรื่องวิกฤติภูมิอากาศผ่านมุมมองความเป็นธรรมลงสู่ระบบการศึกษาทุกระดับ ให้ชุมชนท้องถิ่น เยาวชน และกลุ่มเปราะบางมีบทบาทนำในการพัฒนาเนื้อหาและกระบวนการเรียนรู้
-ยอมรับสิทธิชุมชนและชนพื้นเมืองในการจัดการทรัพยากร เคารพสิทธิในการใช้ที่ดิน ป่าไม้ ทะเล และแม่น้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพของชนเผ่าพื้นเมือง และชุมชนท้องถิ่น หยุดใช้กลไกคาร์บอนเครดิต ในพื้นที่ที่มีข้อพิพาท และต้องสร้างกลไกการฟังเสียงจากผู้ได้รับผลกระทบจริง
ประเทศไทยจำเป็นต้องมี“แผนแม่บท” ที่กล้าหาญ ซื่อสัตย์ต่อความจริง และยึดหลักความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแผนที่สวยงามในเชิงเอกสาร แต่เป็นแผนที่สามารถพลิกโครงสร้างปัญหาและฟื้นพลังของประชาชนในการร่วมเปลี่ยนแปลงประเทศ.