โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

SOCIETY: เอะอะก็ขอโทษ! เป็นกันหรือเปล่า ‘ติดการขอโทษ’ ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นฝ่ายผิด พฤติกรรมขี้กังวลและรู้สึกผิดมากเกินไป

BrandThink

เผยแพร่ 30 ก.ค. 2568 เวลา 10.00 น.

เคยไหม? เวลาเรานั่งทำอะไรอยู่สักอย่าง พอเพื่อนที่นั่งข้างๆ มาชนแขนเข้าหน่อย เรากลับเป็นฝ่ายเอ่ยปากพูดคำว่า “ขอโทษ” ออกไปก่อน หรือแม้แต่เหตุการณ์ที่มีคนวิ่งมาชนเรา จนเขาหกล้มเอง เรากลับชิงขอโทษเขาไปก่อน ทั้งๆ ที่เราไม่ได้เป็นฝ่ายผิด หรือจำเป็นต้องขอโทษเลยด้วยซ้ำ

หากเอ่ยถึงเรื่องการขอโทษ ทุกคนคงทราบดีอยู่แล้วว่านี้คือมารยาทพื้นฐานที่ทุกคนพึงมี เพราะตั้งแต่เล็กจนโตเราต่างถูกสอนมาเสมอว่า เมื่อเราทำเรื่องผิดพลาด หรือสร้างปัญหาให้กับคนอื่น การรู้จักขอโทษถือเป็นสิ่งที่ช่วยคลี่คลายปัญหาจากหนักเป็นเบาได้

ทว่าการขอโทษก็อาจไม่ได้ส่งผลดีเสมอไป หากเราใช้มันพร่ำเพรื่อไปเสียทุกเรื่อง โดยไม่คำนึงเลยว่าสถานการณ์นั้นเราเป็น ‘ฝ่ายผิด’ หรือ ‘ฝ่ายถูก’ สุดท้ายแล้วการขอโทษที่มากไปและไม่ได้ออกมาจากใจจริงๆ มันก็จะกลายเป็นเพียงคำพูดติดปาก หรือที่เรียกว่าปฏิกิริยาตอบกลับแบบอัตโนมัติ (Automatic Reaction)

โดยการที่เราเผลอหลุดคำขอโทษออกไป จริงๆ แล้วมีสาเหตุมาจากความวิตกกังวลหรือการพยายามป้องกันตัวเองมากเกินไป ดังที่ มาร์ติน แอนโทนี (Martin Antony) นักบำบัดความวิตกกังวล แห่งมหาวิทยาลัยไรเออร์สัน (Ryerson University) กล่าวว่า “คำขอโทษที่ออกมาคือพฤติกรรมที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันบุคคลจากความเกลียดชัง หรือภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น”

พฤติกรรมการป้องกันตัวเองนี้ อาจเป็นตัวบ่งชี้ถึงปัญหาทางสมองได้ โดยทาง ซูซาน ไฮต์เลอร์ (Susan Heitler) นักจิตวิทยาคลินิก กล่าวว่า การขอโทษมากเกินไป อาจเกิดขึ้นจากสมองส่วนอะมิกดาลาทำงานมากกว่าปกติ (สมองส่วนควบคุมอารมณ์) ส่งผลให้เกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยทั้งทางกายและวาจา จากการมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง

ดังนั้น เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่รู้สึกเริ่มไม่ปลอดภัย บุคคลนั้นจะแสดงการขอโทษออกไปอย่างรวดเร็ว เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าที่รุนแรง และหนีจากความวิตกกังวลที่อาจถูกมองในทางที่ไม่ดี เพียงเพราะคิดว่าตนเองเป็นฝ่ายผิดเสมอ

แต่จะดีกว่าไหม หากเราหยุดให้ความสำคัญกับการขอโทษที่บ่อยเกินไปและไม่มีเหตุผลสมควรที่จะเอ่ยมัน แล้วหันมาพิจารณาถึงต้นตอของปัญหาที่แท้จริง และหยุดพฤติกรรมการตอบกลับแบบอัตโนมัติของเรา ด้วยวิธีการดังนี้

1 – รู้ว่าเมื่อใดควรขอโทษ: หากเป็นสถานการณ์ที่ไม่สามารถควบคุมได้ หรือไม่ได้เป็นความผิดของเราโดยตรง ก็ไม่จำเป็นต้องขอโทษ แต่หากเราฝ่ายผิดจริง การกล้ายอมรับ และกล้าที่จะขอโทษก็เป็นสิ่งที่ควรทำ

2 – กล้าที่จะปฏิเสธไปตรงๆ: บ่อยครั้งที่เรามักจะเอ่ยคำขอโทษ ก่อนที่จะปฏิเสธคำเชิญหรือคำขอของผู้อื่น เพียงเพราะต้องการลดความไม่พอใจของเขาลง แต่จริงๆ แล้วการปฏิเสธด้วยเหตุผลตรงๆ เลยก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยให้เราขอโทษน้อยลง

3 – เลือกใช้คำอื่นแทนคำว่า ‘ขอโทษ’: เช่น ‘ขอบคุณที่รับฟัง’ แทนการใช้ ‘ขอโทษที่บ่น’ เท่านี้การใช้คำขอโทษจนติดปากก็จะสามารถลดลงได้

4 – พิจารณาตัวเองมากขึ้น: การรู้จักประเมินพฤติกรรมและดูแนวโน้มว่าเราขอโทษมากไปหรือเปล่า นับว่าเป็นตัวช่วยที่จะทำให้เราสังเกตสถานการณ์อย่างรอบคอบ ก่อนที่จะโพล่งคำว่า ‘ฉันขอโทษ’ ออกไป

วิธีหยุดโฟกัสกับการขอโทษเหล่านี้ มิได้มีจุดประสงค์ให้คนเราละเลยการขอโทษที่เป็นหนึ่งในมารยาทขั้นพื้นฐาน เพียงแต่เป็นการเปิดมุมมองอีกด้านที่เราอาจจะหลงลืม จนติดนิสัยการพูดขอโทษ ฉะนั้นการรู้จักขอโทษในสถานการณ์ที่เหมาะสม จึงเป็นการช่วยลดความวิตกกังวล และทำให้เราห่างจากการใช้ชีวิตที่รู้สึกผิดตลอดเวลาได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...