โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

นักวิชาการ ชี้ รัฐปล่อยเอกชนครองสัดส่วนผลิตไฟมากกว่า 51% ขัดรัฐธรรมนูญปี 60

The Reporters

อัพเดต 07 ธ.ค. 2565 เวลา 04.51 น. • เผยแพร่ 07 ธ.ค. 2565 เวลา 04.51 น.

สภาองค์กรของผู้บริโภค ร่วมกับ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเวทีเสวนา “รัฐผิดพลาด เอื้อทุนใหญ่ ทำค่าไฟแพง ขัดรัฐธรรมนูญ?” โดยเวทีเสวนาได้ข้อสรุปชัดว่า การบริหารจัดการกิจการไฟฟ้าของรัฐบาลหลายยุคที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันมีความผิดพลาด เอื้อผลประโยชน์ให้กลุ่มทุนพลังงานปล่อยให้เอกชนมีสัดส่วนการผลิตมากขึ้นตามลำดับ

จนปัจจุบัน ผู้ผลิตไฟฟ้าภาคเอกชน ทั้งที่ผลิตในประเทศและจากการนำเข้า มีกำลังผลิตไฟฟ้ามาถึงร้อยละ 68 ขณะที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่ทำหน้าที่หลักในการผลิตไฟฟ้าของรัฐ กลับมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าเหลือเพียงร้อยละ 32 ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 56

ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กล่าวถึงการตีความกฎหมายในประเด็นการบริหารจัดการกิจการไฟฟ้า ว่า การพิจารณาความหมายของ “โครงสร้างและโครงข่าย” ต้องพิจารณาองค์ประกอบของกิจการสาธารณูปโภคนั้นๆ ควบคู่ไปกับเนื้อความตามมาตรา 56 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2560 วรรค 2 ที่ระบุว่า โครงสร้างหรือโครงข่ายขั้นพื้นฐานของกิจการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน อันจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชนหรือเพื่อความมั่นคงของรัฐ รัฐจะกระทำด้วยประการใดให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนหรือทำให้รัฐเป็นเจ้าของน้อยกว่าร้อยละ 51 มิได้ ดังนั้น การดำเนินการของรัฐบาล ที่ส่งผลให้เอกชนมีกรรมสิทธิ์ในส่วนของระบบการผลิตไฟฟ้าเกินกว่าร้อยละ 51 ซึ่งกระทบต่อหลักประกันในกิจการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของรัฐ ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

นายพงษ์ดิษฐ พจนา อดีตรองผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และอดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) (RATCH) กล่าวว่า การที่สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าภาคเอกชนมีมากเกินไป และการบริหารจัดการที่ต้องเป็นไปตามสัญญาธุรกิจส่งผลให้ค่าไฟฟ้าสูงเกินควร เนื่องจากต้นทุนจากการผลิตไฟฟ้าคิดเป็นประมาณร้อยละแปดสิบในราคาจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า ทั้งนี้ การที่รัฐมีความเป็นเจ้าของโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าน้อยกว่าที่รัฐธรรมนูญกำหนด ยังส่งผลให้เกิดความสูญเสียอย่างมากในเรื่องการนำส่งเงินรายได้เข้ารัฐจาก กฟผ.

“ปัจจุบัน กฟผ. มีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าประมาณร้อยละ 30 สามารถนำเงินรายได้ส่งให้รัฐได้ประมาณปีละ 20,000 ล้านบาท ดังนั้น หาก กฟผ. มีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าตามที่ควรจะเป็นคือร้อยละ 51 ก็จะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นและจะสามารถนำเงินส่งให้รัฐได้เพิ่มขึ้นอีกประมาณปีละ 10,000 ล้านบาท นอกจากนี้ หากคิดย้อนกลับไปตั้งแต่เมื่อสัดส่วนผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. เริ่มน้อยลงกว่าร้อยละ 51 จะพบว่ามูลค่าจากผลประโยชน์ด้านรายได้ของรัฐที่สูญเสียไปแล้วรวมคงไม่ต่ำกว่าห้าหมื่นล้านบาท” อดีตรองผู้ว่า กฟผ. กล่าว

นายปรีชา กรปรีชา รองยุทธศาสตร์แผนงานและวิชาการ สหภาพแรงงานรัฐวิสาสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (สร.กฟผ.) ระบุว่า กิจการไฟฟ้าจัดเป็นสาธารณูปโภค ซึ่งโดยหลักแล้วรัฐจะต้องเป็นผู้ดำเนินการกิจการดังกล่าวเองทั้งหมด แต่ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามจะแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เป็นเอกชน โดยใช้วิธีการ 2 รูปแบบคือ 1) ใช้กฎหมาย พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ ปี 2542 ในการเปลี่ยนกิจการไฟฟ้าซึ่งเป็นสมบัติของรัฐให้กลายเป็นของเอกชน หรือ 2) การโอนกิจการไฟฟ้าให้เป็นของเอกชนโดยการแบ่งสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าให้กับเอกชนอย่างไม่มีข้อจำกัด ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาแก่ระบบเศรษฐกิจของชาติโดยรวม

“ปัญหาค่าไฟแพงในปัจจุบัน เกิดจากราคาเชื้อเพลิง ปัญหาไฟฟ้าสำรองเกิน และสัญญาซื้อขายเอื้อต่อเอกชน เช่น ค่าพร้อมจ่าย ประกันราคาก๊าซขั้นต่ำ ดังนั้น วิธีที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ดีที่สุดคือรัฐต้องทำตามรัฐธรรมนูญ ปี 2560 มาตรา 56 โดยให้รัฐมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ซึ่งจะเป็นการสร้างสมดุลระหว่างรัฐกับเอกชน” นาปรีชา กล่าว

รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวเสริมว่า รัฐต้องทำหน้าที่ให้เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด โดยควบคุมและการบริหารจัดการกิจการไฟฟ้าให้เป็นของรัฐอย่างน้อยร้อยละ 51 เพราะระบบกิจการไฟฟ้าของประเทศมีองค์ประกอบสำคัญทำงานร่วมกัน 6 ระบบ ได้แก่ ระบบผลิตไฟฟ้า, ระบบส่งไฟฟ้า, ระบบจำหน่ายไฟฟ้า, ระบบสื่อสาร, ระบบควบคุมและวางแผนการผลิต, และระบบบริหารจัดการ องค์ประกอบทั้งหมดนี้ต้องทำงานร่วมกันประสานกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะวิกฤติ เช่น ภาวะสงคราม ความขัดแย้งทางการเมือง การพิพาทระหว่างประเทศ การจลาจล หรือภัยพิบัติธรรมชาติ จึงเป็นสาเหตุที่รัฐธรรมนูญ ปี 2560 ต้องกำหนดไว้ ทั้งนี้ หากองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนหรือต่างชาติ อาจส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชน รวมทั้งส่งผลให้เกิดปัญหาใหญ่และจัดการได้ยากตามมาได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...