โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

LIFE&HEALTH : การปลูกถ่ายไตแบบ Living สู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

แนวหน้า

เผยแพร่ 08 ต.ค. 2567 เวลา 17.00 น.

โรคไตวาย เป็นภาวะที่ไตสูญเสียความสามารถในการกรองของเสียออกจากเลือด ทำให้เกิดการคั่งของเสียในร่างกาย ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทหลักๆ คือ

1.ไตวายเฉียบพลัน (Acute Kidney Failure) เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมงหรือวัน สาเหตุอาจมาจากการขาดเลือดไปเลี้ยงไต, การติดเชื้อ หรือการใช้ยาที่มีพิษต่อไต อาการรวมถึงปัสสาวะน้อยลง, บวมที่ขาหรือเท้า, คลื่นไส้, อาเจียน และอ่อนเพลีย สำหรับการรักษาไตวายเฉียบพลัน รักษาที่ต้นเหตุ เช่น การหยุดยาที่เป็นสาเหตุ, การให้สารน้ำในรายที่ขาดน้ำ, รักษาประคับประคองตามอาการ เช่น การควบคุมน้ำเข้า-ออกในร่างกายเพื่อรักษาความสมดุล, การฟอกไตในกรณีที่ไตไม่สามารถทำงานได้ปกติ

2.ไตวายเรื้อรัง (Chronic Kidney Failure) เกิดขึ้นอย่างช้าๆและต่อเนื่องเป็นเวลานาน สาเหตุหลักมาจากโรคเบาหวาน, ความดันโลหิตสูง,และโรคไตเรื้อรัง อาการรวมถึงอ่อนเพลีย, เบื่ออาหาร, ปัสสาวะบ่อยแต่ปริมาณน้อย และบวมที่ขาหรือเท้า การรักษาไตวายเรื้อรัง ด้วยการควบคุมอาหารและการใช้ยาเพื่อชะลอการเสื่อมของไต, การฟอกไตหรือการปลูกถ่ายไตในกรณีที่ไตหยุดทำงาน, การดูแลสุขภาพทั่วไป เช่น การควบคุมความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือด

การรักษาโรคไตวายต้องการการดูแลอย่างต่อเนื่องและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันการเสื่อมของไตเพิ่มเติม การตรวจสุขภาพ
เป็นประจำและการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์เป็นสิ่งสำคัญในการจัดการกับโรคนี้

โรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย เป็นโรคที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง เพราะจะต้องเผชิญกับการฟอกไตไปตลอดชีวิต จนทำให้บางคนต้องสูญเสียโอกาสในการทำงานและการใช้ชีวิต ซึ่งปัจจุบันการปลูกถ่ายไตเป็นวิธีการรักษาที่ดีที่สุด ที่จะทำให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกครั้ง

ข้อมูลจาก นายแพทย์ณฐพุฒิบุญวิสุทธิ์ อายุรแพทย์โรคไตโรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า การผ่าตัดปลูกถ่ายไต เป็นวิธีการรักษาที่ดีที่สุดของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ซึ่งมีอัตราความสำเร็จสูงและทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นโดยไม่ต้องฟอกไตไปตลอดชีวิต เพียงแต่ผู้ป่วยจำเป็นต้องรับประทานยากดภูมิเพื่อป้องกันร่างกายต่อต้านไตใหม่ หรือที่เรียกว่าภาวะสลัดไต โดยวิธีนี้เหมาะกับผู้ป่วยทุกรายที่ไม่มีข้อห้าม เช่น อวัยวะสำคัญอื่นทำงานล้มเหลว มีโรคมะเร็ง หรือโรคติดเชื้อที่ยังอยู่ระหว่างการรักษา

การรับไตบริจาคจากผู้อื่นมี 2 รูปแบบ ได้แก่

1.รับไตบริจาคจากผู้ที่เสียชีวิต มาจากผู้บริจาคที่มีภาวะสมองตายจากการประสบอุบัติเหตุ หรือสาเหตุอื่นๆ โดยในทางกฎหมายและทางการแพทย์ถือว่าเป็นผู้เสียชีวิตแล้ว แต่อวัยวะภายในยังทำงานเป็นปกติดี โดยในประเทศไทย ศูนย์รับบริจาคอวัยวะของสภากาชาดไทยจะเป็นผู้จัดสรรไตให้แก่ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังตามลำดับคิวต่อไป ซึ่งอัตราความสำเร็จในการปลูกถ่ายไตจากผู้บริจาคที่มีภาวะสมองตายประมาณ 85-90%

2.รับไตบริจาคจากผู้ที่ยังมีชีวิต มาจากญาติที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด หรือเป็นการบริจาคไตของคู่สามีภรรยาที่แต่งงานและอยู่ด้วยกันมากกว่า 3 ปีขึ้นไป จึงจะสามารถทำเรื่องขอบริจาคให้ผู้ป่วยไตได้ แต่หากในกรณีที่ทั้งคู่มีบุตรด้วยกัน ไม่จำเป็นต้องรอจนครบ 3 ปี ซึ่งอัตราความสำเร็จในการปลูกถ่ายไตจากผู้บริจาคที่มีชีวิตประมาณ 95-98% สำหรับผู้บริจาคไตที่มีชีวิตจะต้องผ่านการตรวจร่างกายอย่างละเอียดโดยจะต้องมีร่างกายที่แข็งแรงมากกว่าเกณฑ์มาตรฐานคนทั่วไป

ข้อมูลจาก นายแพทย์ธัชชัย พิพิธพันธ์พิพิท ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลเวชธานีเปิดเผยว่า เทคนิคการผ่าตัดปลูกถ่ายไตเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของการผ่าตัดปลูกถ่ายไต การผิดพลาดในการผ่าตัดอาจส่งผลให้เกิดการล้มเหลวของการปลูกถ่ายไตโดยไม่สามารถแก้ไขได้ ประกอบกับการผ่าตัดปลูกถ่ายไตมีขั้นตอนที่ซับซ้อน ดังนั้นทีมผ่าตัดปลูกถ่ายไต ต้องมีความชำนาญและประสบการณ์สูง รวมถึงความรู้ในขั้นตอนการผ่าตัดอย่างละเอียด ปัจจุบันการผ่าตัดนำไตออกจากผู้บริจาคที่ยังมีชีวิต จะมีวิธีการผ่าตัด 2 ประเภท คือ ผ่าตัดแบบเปิดสีข้าง และการผ่าตัดด้วยวิธีส่องกล้อง

1.ผ่าตัดแบบเปิดสีข้าง (open donor nephrectomy) เป็นการผ่าตัดที่จะต้องดมยาสลบ โดยใช้เวลาในการผ่าตัด 2-3 ชั่วโมง วิธีการผ่าตัดแบบนี้จะมีแผลยาวประมาณ 10-12 นิ้ว ต้องพักฟื้นในโรงพยาบาลประมาณ 7 วัน เพราะผู้ป่วยจะมีอาการปวดหรือชาหลังการผ่าตัดพอสมควร หลังจากนั้นผู้บริจาคก็สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ปกติภายใน4-6 สัปดาห์

2.ผ่าตัดด้วยวิธีส่องกล้อง (laparoscopic donor nephrectomy) เป็นการผ่าตัดส่องกล้องที่จะต้องดมยาสลบแล้วนำไตออกมา ใช้เวลาผ่าตัด 1-2 ชั่วโมง วิธีการผ่าตัดแบบนี้จะทำผู้ป่วยมีแผลขนาดเล็กกว่า มีอาการปวดหรือชาจากการผ่าตัดน้อยกว่า และมีระยะฟื้นตัวสั้นกว่าการผ่าตัดแบบเปิด จึงพักฟื้นในโรงพยาบาลสั้นกว่า คือประมาณ 3 วัน หลังจากนั้นผู้บริจาคก็สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ปกติภาย 1-2 สัปดาห์

หลังจากที่ผู้บริจาคไตได้บริจาคไตให้กับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย สามารถที่จะใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติ เนื่องจากการคัดเลือกผู้บริจาค แพทย์จะดูหลายปัจจัยร่วมกันอย่างละเอียด จึงมั่นใจได้ว่าการมีไตเหลือเพียงข้างเดียวเพียงพอที่จะทำหน้าที่กำจัดของเสียและน้ำส่วนเกินออกนอกร่างกาย ตลอดจนยังคงสามารถทำหน้าที่อื่นๆ ของไตได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้อายุขัยของผู้บริจาคไตยังยืนยาวเท่ากับคนปกติ เพียงแต่ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุหรือมีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายกับไตที่เหลืออยู่ และในช่วง 1 เดือน หลังการผ่าตัด ผู้บริจาคไตควรมาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจการทำงานของไตและสุขภาพร่างกายทั่วไป และหลังจากนั้นควรพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพอย่างน้อยเป็นประจำทุกปี

ทั้งนี้ หลังจากที่ปลูกถ่ายไตแล้วไตจะมีอายุการใช้งานนานเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยประกอบกัน เช่น ไตจากผู้บริจาคที่มีชีวิตจะมีโอกาสที่การใช้งานของไตจะอยู่ได้นานกว่าผู้ที่ได้ไตบริจาคจากผู้บริจาคสมองตายการทำงานของไตตั้งต้น อายุ หรือโรคประจำตัวของผู้บริจาคไตล้วนเป็นปัจจัยสำคัญทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่มีความสำคัญไม่แพ้กันคือการดูแลรักษาตนเองต่อเนื่องของผู้ป่วยหลังรับการปลูกถ่ายไต พฤติกรรมที่เหมาะสมและการควบคุมการกินยาที่สม่ำเสมอ จะส่งผลให้อายุการใช้งานของไตมีอายุยาวนานมากที่สุด

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...