‘บ้าน’ ที่ไม่มีอยู่จริง Pachinko (ปาจิงโกะ)
เมื่อประมาณปีกว่าๆ ที่ผ่านมา เพื่อนคนหนึ่งได้ดูซีรีส์เกาหลีเรื่อง Pachinko ซึ่งดัดแปลงจากนิยายชื่อเดียวกันของอีมินจิน (มีให้ดูใน apple tv) แล้วมาเล่าให้ผมฟัง บอกว่าเป็นเรื่องคร่าวๆ เกี่ยวกับชาวเกาหลีที่ระหกระเหินไปใช้ชีวิตในญี่ปุ่น และเผชิญกับการ ‘ไม่ยินดีต้อนรับ’ จากเจ้าบ้าน โดนตั้งแง่รังเกียจ เหยียดหยาม กดขี่ข่มเหง กลั่นแกล้งรังแกต่างๆ นานา และต้องต่อสู้ฝ่าฟันอย่างหนักเพื่อความอยู่รอด
นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้สดับรับรู้เกี่ยวกับนิยายเรื่องนี้ และเกิดความสนใจอยากอ่าน
ก่อนจะได้อ่าน ผมนึกทึกทักไปเองว่านิยายเรื่องนี้น่าจะเต็มไปด้วยการเร้าอารมณ์อย่างเต็มที่ ในลักษณะเดียวกันกับ ‘สงครามชีวิตโอชิน’ เมื่อครั้งอดีต และน่าจะพูดถึงคนญี่ปุ่นในแง่ลบเลวร้ายอย่างไม่ยั้งมือ เพราะจากเค้าโครงกว้างๆ และทิศทางของนิยายเอื้ออย่างยิ่งต่อการมีองค์ประกอบหลักในแบบเมโลดรามา
แต่เมื่อได้จับอ่านเข้าจริงๆ ทุกอย่างผิดไปจากที่ผมคาดเดาไว้ล่วงหน้าโดยสิ้นเชิง
Pachinko (ฉบับแปลภาษาไทยใช้ชื่อ ‘ปาจิงโกะ’ เช่นกัน) เป็นนิยายประวัติศาสตร์ จับความเหตุการณ์ตั้งแต่ปี 1910 ไปสิ้นสุดที่ปี 1989 เล่าเหตุพลิกผันและความเป็นไปต่างๆ ของครอบครัวหนึ่งเนิ่นนานถึง 4 ชั่วคน โดยมีตัวละครชื่อซอนจา เป็นเสมือนศูนย์กลางของเรื่องเล่าทั้งหมด
ตัวละคร 4 ชั่วคนนั้นประกอบไปด้วยรุ่นพ่อแม่ของซอนจา ถัดมาคือตัวเธอ ผ่านต่อไปยังลูกชาย 2 คน คือโนอาและโมซาสุ ปิดท้ายด้วยรุ่นหลานคือโซโลมอน (ลูกชายของโมซาสุ) ซึ่งชื่อตัวละครรุ่นลูกและหลานตั้งตามบุคคลในไบเบิล จึงกระเดียดไปทางชื่อฝรั่งเรียกด้วยสำเนียงเกาหลี
ตัวนิยายเต็มไปด้วยเหตุการณ์เยอะแยะมากมาย เกินกว่าจะสรุปความให้ครอบคลุมครบถ้วน แต่ที่สำคัญคือ นิยายเรื่องนี้เล่าได้สนุกชวนติดตามมาก ชนิดวางแทบไม่ลง ความบันเทิงหลักๆ เกิดจากความเก่งในการสร้างตัวละครสำคัญทั้งหมดได้อย่างมีชีวิตเลือดเนื้อสมจริง ทำให้ผู้อ่านเกิดความผูกพันลุ้นเอาใจช่วย และกระหายใคร่รู้อยู่ตลอดเวลาว่าจะพบเผชิญสิ่งใด และผ่านเหตุการณ์ดีร้ายต่างๆ เหล่านั้นไปได้อย่างไร
ด้วยเหตุนี้ รสบันเทิงในการอ่าน จึงขึ้นอยู่กับการรู้เรื่องย่อล่วงหน้าให้น้อยที่สุด
เท่าที่สามารถเล่าได้ เหตุการณ์ต่างๆ ใน Pachinko ไม่ได้โลดโผนพิสดาร ไม่ได้ยอกย้อนซ่อนเงื่อน หรือมีจุดหักมุมให้ตกตะลึงพรึงเพริด เป็นเหตุการณ์ไม่ปกติที่นำเสนออย่างเรียบง่าย เช่น ปัญหาความขาดแคลนอาหารและเงินในช่วงสงคราม, อุปสรรคในการหางานทำ, การถูกกลั่นแกล้งในโรงเรียน, ความป่วยไข้, ความรัก ฯลฯ
พูดอีกแบบคือเป็นเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันทั่วไป แต่ความไม่ปกตินั้นอยู่ที่สถานะคนพลัดถิ่นไกลบ้าน เป็นชาวเกาหลีที่ต้องใช้ชีวิตในญี่ปุ่น และต้องอยู่ให้ได้ท่ามกลางอคติหนาแน่นในสังคมรอบข้าง ผนวกรวมกับเหตุการณ์ ‘คลื่นใหญ่ลมแรง’ ที่เกิดขึ้นหลายๆ ระลอก ซึ่งส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อชีวิตความเป็นอยู่
ความสนุกครบรสของ Pachinko นอกจากจะเป็นด้วยความเก่งในการสร้างตัวละครให้ผู้อ่านเอาใจช่วยแล้ว ผมคิดว่าอีกอย่างที่โดดเด่นไม่แพ้กัน คือจังหวะจะโคนในการเป็นยอดนักเล่าเรื่องของผู้เขียน ซึ่งทำให้เหตุการณ์ส่วนใหญ่ที่โน้มเอียงไปทางสมจริง ไม่ได้หวือหวาจัดจ้าน กลับเต็มไปด้วยจุดดึงดูด สะกดตรึงได้ผลทุกครั้ง และน่าอ่านเหลือหลาย
ในขณะที่ผมคิดว่าควรหลีกเลี่ยงไม่ลงรายละเอียดเกี่ยวกับเนื้อเรื่อง สิ่งที่สามารถเล่าได้ถนัดถนี่กว่า คือฉากหลังเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางสังคม
นิยายเรื่องนี้เริ่มจากเหตุการณ์ที่ญี่ปุ่นบุกเข้ายึดครองเกาหลีในปี 1910 ส่งผลให้ผู้คนเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า โดนเบียดเบียนรังแกตามประสาคนที่ตกเป็นเมืองขึ้น กลายเป็นพลเมืองชั้นสองในบ้านเกิดของตัวเอง ถูกเรียกเก็บภาษีอย่างโหดร้ายจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว และขาดแคลนขัดสนไม่มีอาหารประทับชีวิต กระทั่งท้ายที่สุดก็เกิดการอพยพขนานใหญ่ เสี่ยงโชควัดดวงไปตายเอาดาบหน้าในญี่ปุ่นด้วยความหวังว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้น
สืบเนื่องต่อมาคือเมื่อไปอยู่ญี่ปุ่น ทุกคนได้พบว่าที่นั่นไม่ใช่ดินแดนแห่งความหวังที่สวยหรูเหมือนภาพฝัน แต่เป็นความจริงที่โหดร้าย อาชีพสำหรับคนเกาหลีมีจำกัด เฉพาะแค่งานชั้นต่ำที่คนญี่ปุ่นรังเกียจไม่อยากทำ ซ้ำร้ายยังโดนเหยียดเชื้อชาติ ตั้งแง่รังเกียจ ถูกกลั่นแกล้งทำร้าย มีสถานะต่ำยิ่งกว่าชาวญี่ปุ่นระดับล่าง (ซึ่งโดนตราหน้าว่าเป็นเสนียดที่ควรหลีกห่าง) เสียอีก
ความจงเกลียดจงชังที่สังคมญี่ปุ่นมีต่อเพื่อนบ้านต่างด้าวนั้นรุนแรงหนักหน่วง ถึงขั้นเมื่อคนเกาหลีออกนอกบ้านต้องพยายามระมัดระวังปกปิดตัวตน อำพราง ทั้งการแต่งกายและการพูดจา ไม่ให้ใครรู้ว่าเป็นคนเชื้อชาติใด
คลื่นหนักที่โหมกระหน่ำต่อมา คือเมื่อญี่ปุ่นเข้าไปเกี่ยวพันกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ชีวิตของชาวเกาหลีที่ยากลำบากเป็นทุนเดิมอยู่ก่อนแล้ว ก็ยิ่งหนักหนาสาหัสมากขึ้นอีก ทั้งพิษภัยจากการสู้รบ การทิ้งระเบิดทางอากาศ เครื่องอุปโภคบริโภคขาดแคลน ความเข้มงวดกวดขันของรัฐบาลญี่ปุ่น จนทำให้ชาวเกาหลีจำนวนไม่น้อยตกเป็นเหยื่อ โดนจับกุมในข้อหาไม่จงรักภักดีต่อองค์จักรพรรดิ
เหตุการณ์ใหญ่ทางสังคมประการสุดท้าย คือการสะท้อนภาพช่วงหลังสงคราม เมื่อญี่ปุ่นตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ สูญเสียบอบช้ำขั้นสุด และการพลิกฟื้นกลับมาเติบโตทางเศรษฐกิจ
ควบคู่เคียงข้างในช่วงเวลาเดียวกัน ที่เกาหลีก็เกิดความขัดแย้งระหว่างฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้ ส่งผลให้ผู้อพยพบางคนเลือกที่จะปักหลักอยู่ญี่ปุ่น ไม่สามารถกลับคืนสู่แผ่นดินเกิด
ทั้งหมดนี้คือเหตุการณ์สำคัญๆ ที่ถูกใช้เป็นฉากหลังของนิยาย สิ่งที่น่าสนใจมากคือทุกเหตุการณ์บอกเล่าผ่านการรับรู้ของตัวละคร ซึ่งมองความเป็นไปต่างๆ แบบเป็นเรื่องไกลตัว ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์โดยตรง รู้และได้ยินได้ฟังสิ่งต่างๆ ผ่านข่าวลือ คำบอกเล่าผิดๆ ถูกๆ การโฆษณาชวนเชื่อของทางการ จนท้ายที่สุดก็ไม่อาจแน่ใจได้เลยว่าอะไรจริง อะไรเท็จ
ยิ่งไปกว่านั้น ทุกเหตุการณ์ใหญ่ๆ ที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้มีคำอธิบายหรือให้ข้อมูลกระจ่างชัดว่าเป็นมาเช่นไร มีบทสรุปอย่างไร รวมทั้งละเว้นข้ามผ่านเหตุการณ์สำคัญ (เช่น การทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมา) กล่าวได้ว่าเนื้อหาส่วนที่เป็นประวัติศาสตร์ในนิยายเรื่องนี้ ไม่ได้บอกเล่าในลักษณะให้ความกระจ่างชัด ตรงข้ามกลับเต็มไปด้วยความสับสนและสลับซับซ้อนเกินกว่าที่ตัวละครจะทำความเข้าใจ และไปโดดเด่นละเอียดถี่ถ้วนในการขับเน้นผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนตัวเล็กๆ ระดับชาวบ้าน
Pachinko เป็นนิยายที่เล่าเรื่องด้วยสำนวนภาษาที่เรียบง่าย ไม่มีการพรรณนาบรรยายความที่สละสลวย ปราศจากบทพูดหลักแหลมคมคาย ยิ่งไปกว่านั้นยังใช้มุมมองการเล่าเรื่องแบบบุคคลที่สามซึ่งรอบรู้ไปหมด ผู้อ่านรับรู้ว่าตัวละครทุกคนคิดอะไร รู้สึกอย่างไร เป็นท่วงทีการเล่าเรื่อง ซึ่งเข้าข่าย old fashion พ้นยุคพ้นสมัยสำหรับวรรณกรรมยุคปัจจุบัน (แต่ยังเป็นที่นิยมในงานเขียนเบสต์เซลเลอร์จำพวกประโลมโลกย์)
ข้อดีของสไตล์การเขียนเช่นนี้ก็คืออ่านง่าย เข้าใจง่าย และความชาญฉลาดของนิยายเรื่อง Pachinko ก็คือเมื่อนำวิธีดังกล่าวมาใช้กับตัวละครหลากหลาย ประเด็นที่งานเขียนชิ้นนี้ตั้งใจจะสื่อสารจึงประกอบรวมนำเสนอผ่านหลายๆ มุมมอง จนกระทั่งครอบคลุมรอบด้าน รัดกุม หนักแน่น และปลอดพ้นจากการสื่อสารแบบตีขลุมเหมารวม
อย่างไรก็ตาม ชั้นเชิงในทางวรรณศิลป์ของอีมินจินนั้น ไปปรากฏชัดผ่านการเลือกว่าจะเล่าสิ่งใด ผ่านข้ามสิ่งใด
ตรงนี้ผมขอขยายความว่า Pachinko มีตัวละครหลักซึ่งทำหน้าที่ดำเนินเรื่องอยู่เยอะ เมื่อดำเนินไปถึงจุดหนึ่ง ก็เปลี่ยนจากตัวละครรายหนึ่งไปสู่อีกรายมารับช่วงต่อ คล้ายๆ การส่งไม้ในกีฬาวิ่งผลัด
เมื่อเปลี่ยนตัวละครแล้ว เรื่องราวของตัวเอกเดิมก่อนหน้านั้นก็ค่อยๆ เลือนหาย อาจจะมีบทบาทอีกเล็กน้อยเป็นตัวประกอบ หรือหากจะย้อนกลับมากล่าวถึงบ้าง ก็บอกเล่าเพียงแค่ผ่านๆ รวบรัด
ลักษณะเช่นนี้ปรากฏอยู่ตลอดทั้งเรื่อง มองแบบหนึ่งก็เหมือนนิยายทิ้งตัวละครเอาดื้อๆ แรกเริ่มผมก็รู้สึกแปลกๆ แต่เมื่อคุ้นชินแล้วก็จับสังเกตเห็นอีกอย่าง คือขณะที่นิยายไม่ได้ให้น้ำหนักไปกับการสรุปความเป็นไปของทุกตัวละครอย่างถี่ถ้วน กระทั่งว่าเปลี่ยนจุดโฟกัสจากตัวละครหนึ่งไปสู่อีกคน แบบเล่าไม่ครบทั้งชีวิตของตัวละครนั้น สิ่งหนึ่งที่เกี่ยวร้อยเชื่อมโยงกันอย่างเนียนสนิทและยอดเยี่ยมมาก ก็คือประเด็นทางเนื้อหา ทั้งอคติของคนญี่ปุ่นที่มีต่อชาวเกาหลีอพยพ เปลี่ยนรุ่นมาสู่คนเกาหลีที่เกิดในญี่ปุ่น ก็ยังคงเผชิญปัญหาเดียวกับคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ แต่เพิ่มความสลับซับซ้อนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับความสับสนว่าตนเองควรถือสัญชาติใด? คำถามว่าประเทศใดกันแน่ที่เป็นมาตุภูมิ? ล่วงเลยไปถึงบางตัวเอกซึ่งตัดสินใจเลือกใช้ชีวิตด้วยการปฏิเสธความเป็นเกาหลี และยืนยันแสดงตัวว่าเป็นคนญี่ปุ่น, การดิ้นรนต่อสู้ทำทุกวิถีทาง เพื่อให้หลุดพ้นจากสถานะถูกกระทำ มีที่ยืนในสังคมทัดเทียมคนญี่ปุ่น
นี่ยังไม่นับรวมการสะท้อนภาพ ‘สงครามชีวิต’ ซึ่งมีทั้งผู้แพ้และผู้ชนะ มีคนเกาหลีซึ่งล้มเหลว พังทลายในการใช้ชีวิตต่างแดน และบางคนที่ประสบความสำเร็จ กลายเป็นคนร่ำรวย มีอำนาจ (ตัวอย่างเด่นชัดคือตัวละครชื่อโคฮันซู) แต่ก็ต้องแลกมาด้วยภาพติดลบเป็น ‘คนสีเทา’ ซึ่งกระเดียดไปทางอาชญากรที่โดนสังคมรังเกียจ (ทั้งโดยคนญี่ปุ่นและคนเกาหลีด้วยกัน)
Pachinko เป็นนิยายมหากาพย์เกี่ยวกับการสู้ชีวิตของชาวเกาหลีหลายๆ รุ่นในญี่ปุ่น ซึ่งเต็มไปด้วยความเข้มข้นในทางดรามา และมีความโดดเด่นมากในด้านความบันเทิง แต่จุดเด่นสูงสุดที่ทำนิยายเรื่องนี้ยอดเยี่ยมและทรงพลังมากคือเนื้อหาสาระ ซึ่งนำเสนออย่างรอบด้าน ได้ทั้งความกว้างและความลึก
เนื้อหาสาระใน Pachinko เล่าสะท้อนแบบมุ่งตีแผ่ปัญหาต่างๆ โดยละเอียด มากกว่าจะเสนอแนวความคิดทัศนะของผู้เขียนต่อปัญหาต่างๆ เหล่านี้ เข้าลักษณะของหลักเกณฑ์ทางวรรณกรรมที่ว่า ‘Show, don’t tell’ ส่งผลให้งานชิ้นนี้เปิดพื้นที่ว่างให้ผู้อ่านนำไปครุ่นคิดต่ออย่างเป็นอิสระได้มากมาย
อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นความฉลาดรัดกุมของผู้เขียน คือตลอดทั่วทั้งเรื่องมุ่งเน้นไปที่อคติและการมองชาวเกาหลีแบบสรุปเหมารวมในแง่ลบ (ว่าเป็นพวกสกปรก เจ้าเล่ห์คดโกง และชั่วร้าย) ของคนญี่ปุ่น พูดง่ายๆ ว่าคนเกาหลีเป็นฝ่ายถูกกระทำ ส่วนคนญี่ปุ่นเป็นผู้ร้าย
ในนิยายหรือหนังส่วนใหญ่ที่มีเนื้อหาว่าด้วยการกดขี่ข่มเหง มักจะสร้างตัวละครฝ่ายผู้ร้ายให้ชั่วช้าสารเลวกันอย่างไม่บันยะบันยัง มีการแบ่งตัวละครเป็นขาวและดำเด่นชัด แต่ลักษณะดังว่าไม่ปรากฏให้เห็นใน Pachinko นะครับ ตรงกันข้าม ตัวละครชาวญี่ปุ่นที่มีบทบาทสำคัญในนิยาย เป็นคนดีและมองชาวเกาหลีด้วยความเห็นอกเห็นใจ เป็นมิตร ทั้งเรื่องมีตัวละครชาวญี่ปุ่นที่เข้าข่ายตัวโกงแค่รายเดียว และเป็นผู้ร้ายที่แสดงตนเป็นคนจิตใจดีงามได้อย่างแนบเนียน
มีอีกตัวละครหนึ่งนำพาไปสู่แง่มุมเล็กๆ ที่น่าสนใจ เป็นหญิงสาวชาวญี่ปุ่นชื่ออากิโกะ เพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยของโนอา ซึ่งมีความคิดก้าวหน้าทันสมัย อากิโกะมองชาวเกาหลีในแง่ตรงกันข้ามกับผู้อื่น และสนใจใคร่รู้ แต่ท้ายที่สุดโนอาก็เจ็บช้ำกับการแสดงออกหญิงสาว ซึ่งมีความเป็นมิตร และมองชาวเกาหลีเป็น ‘คนแปลก’ ที่เต็มไปด้วยความน่าสนใจ เด็กหนุ่มโนอารู้สึกว่าการที่อากิโกะชื่นชมชาวเกาหลีนั้นก็เป็นการเหยียดหยามอีกแบบหนึ่ง ถึงจะไม่ได้ดูแคลน แต่ก็ไม่ได้มองว่าเขาเป็นคนที่เท่าเทียมกัน
นอกจากจะปราศจาก ‘ผู้ร้าย’ ชาวญี่ปุ่นที่ปรากฏเป็นตัวเป็นตนเด่นชัดแล้ว นิยายเรื่องนี้ยังเล่าถึงตัวละครชาวญี่ปุ่นหลายๆ ราย ซึ่งมีปัญหาน่าเห็นใจไปอีกแบบ ไม่ว่าจะเป็นโสเภณี พลเมืองชั้นสอง ยากูซา และคนที่รักเพศเดียวกัน
พ้นจากนี้แล้ว ตัวเอกชาวเกาหลีหลายๆ คน มักพูดถึงชาวญี่ปุ่นส่วนน้อยที่เป็นคนดี เช่นเดียวกับคนเกาหลีจำนวนไม่น้อยก็ทำตัวแย่ดังที่ถูกครหา
หลายย่อหน้าข้างต้น ผมคิดว่าเป็นความระมัดระวังของผู้เขียนที่จะนำเสนอภาพชาวญี่ปุ่นให้ปนเปกันทั้งในด้านบวกและด้านลบ พยายามไม่ให้เกิดการมองแบบเหมารวม อย่างไรก็ตาม อคติ การเหยียดเชื้อชาติ และการกดขี่ข่มเหง ก็มีปรากฏตลอดทั่วทั้งเรื่องอย่างละเอียดถี่ถ้วนและหนักแน่น ผ่านตัวละครชาวญี่ปุ่นที่ไร้ชื่อเสียงเรียงนามและมีบทบาทแค่นิดเดียว เช่น กลุ่มเด็กนักเรียนที่กลุ้มรุมลวนลามซอนจา, ข่าวเกี่ยวกับเด็กนักเรียนชาวเกาหลีที่ฆ่าตัวตายเพราะโดนกลั่นแกล้งในโรงเรียน รวมถึงเหตุการณ์ทางอ้อมอีกมากมายที่ไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวละครหลัก
ความประทับใจสุดท้ายของผมที่มีต่อนิยายเรื่อง Pachinko ก็คือการเร้าอารมณ์
ตัวเนื้อเรื่องนั้นเอื้ออำนวยใส่พานให้บีบคั้นสะเทือนใจกันแบบขยี้หนักๆ แทบจะตลอดเวลา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเมื่อถึงจุดเขม็งตึงเครียด อีมินจินเลือกจะตัดข้ามไปสู่บทอื่น เวลาล่วงเลยไปอีกไกล โดยไม่แตะต้องฉากที่ใกล้จะเกิดดรามาอีกเลย หรือถ้าหากจะมีการเร้าอารมณ์ ก็นำเสนออย่างเบามือ รวมทั้งหลีกเลี่ยงลักษณะ cliché ซ้ำซากได้อย่างชาญฉลาด
ผมนั้นเตรียมตัวเตรียมใจว่าจะได้พบเจอกับการเร้าอารมณ์คร่ำครวญฟูมฟายน้ำหูน้ำตาไหล เมื่อได้อ่านจนจบก็ผิดหวัง แต่เป็นความผิดหวังที่น่ายินดีมาก ที่พบว่านิยายความยาว 500 กว่าหน้าเรื่องนี้ มีฉากที่จำเป็นต้องเร้าอารมณ์กันจริงๆ อยู่แค่ 2-3 ครั้งเท่านั้นเอง