ยุค 60 ทะลุมิติทั้งทีขอสามีคลั่งรัก
ข้อมูลเบื้องต้น
#นิยายเรื่องนี้แต่งขึ้นตามจินตนาการของผู้แต่ง ตัวละครในเรื่องถูกสมมติขึ้นมาไม่ได้เกี่ยวข้องกับบุคคลใด ขอให้อ่านนิยายอย่างมีความสุขค่ะ#
คำสาปตระกูล(รีไรท์)
“คุณหนูเชิญครับ” บอดี้การ์ดเปิดประตูรถหรูให้เจ้านายของตนเอง
ลิลลี่หยางก้าวขึ้นรถหรูด้วยสีหน้าเรียบเฉย เมื่อก้าวขึ้นรถระหว่างนั่งลงเธอแค่กระพริบตาเพียงครั้งเดียวภาพที่อยู่ตรงหน้าก็เปลี่ยนไป กลายเป็นว่าเธอนั่งอยู่บนรถไฟที่เป็นแบบที่นั่งธรรมดา มีคนอยู่บนรถไฟมากมาย เสียงดัง กลิ่นเหงื่อ เสียงสัตว์เลี้ยงที่อยู่ใกล้
นี่มันอะไรกัน!
ที่นี่ที่ไหน?
มันเกิดขึ้นจริง ๆ แล้วใช่ไหม?
แม้ในใจจะตื่นตระหนกแต่เธอก็ยังทำตัวปกติและมองไปรอบ ๆ อีกครั้ง เสื้อผ้าสีทึบ ร่างกายซูบผอม ตัวเหลือง ผมแห้งกรอบ ฟังจากเสียงพูดคุยเป็นภาษาจีน ย้อนอดีตมาแน่นอน
มองไปที่กระเป๋าสองใบข้างเท้าของตัวเอง เธอหยิบกระเป๋าขึ้นมาเปิดใบนึงมีเสื้อผ้าและเอกสารส่วนตัว ส่วนอีกใบเป็นอาหารแห้ง เปิดดูทะเบียนบ้าน
โอ้! หยางลี่!!! จากลิลลี่หยางเป็นหยางลี่ ทั้งเล่มมีเธอแค่คนเดียว อืม เข้าใจได้ เมื่อมาอยู่ที่ใหม่ก็จะมีตัวตนใหม่ ตัวตนใหม่ที่ต้องอยู่ให้ได้ด้วยตัวเองตามที่พ่อเคยบอกไว้
หยางลี่ี่มองไปที่ปานดอกเหมยตรงข้อมือขวาของตนเองแล้วคิดถึงสิ่งที่พ่อบอกเธอตอนที่เธออายุ 15 ปี พ่อของเธอชื่อหยางซาน เป็นผู้สืบทอดรุ่นที่ 138 ของตระกูลหยาง ตระกูลหยางเป็นครอบครัวนักธุรกิจที่มีประวัติยาวนานนับพันปี ไม่ว่ากาลเวลาจะเปลี่ยนไปอย่างไรตระกูลหยางก็ยังสามารถยืนหยัดอยู่ได้ ด้วยความสามารถของผู้นำตระกูลแต่ละรุ่นและคำสาปที่สืบทอดมาในครอบครัวผู้นำตระกูล
ในอดีตตระกูลหยางเป็นตระกูลพ่อ ค้าคำสาปที่ว่าก็เกิดขึ้นเมื่อหนึ่งพันปีก่อน เพราะบุตรสาวของผู้นำตระกูลได้ตกหลุมรักกับบัณฑิตยากจนแต่ถูกกีดกันจากครอบครัวของหญิงสาว
ผู้นำตระกูลต้องการให้บุตรสาวแต่งเข้าไปเป็นอนุภรรยาของครอบครัวขุนนาง ผูกสัมพันธ์กับคนมีอำนาจเพื่อปูทางให้กับลูกชายคนโตได้เข้าไปเป็นขุนนาง เพื่อที่ตระกูลหยางจะได้มีอำนาจและทำให้ตระกูลรุ่งเรืองมากขึ้น
แต่ว่าบัณฑิตยากจนคนนั้นเป็นผู้วิเศษ ผู้วิเศษได้ถามหญิงคนรักว่าอยากจะแต่งงานกับครอบครัวขุนนางหรือไม่ แน่นอนว่าหญิงสาวตอบว่าไม่ นางยอมตายดีกว่าจะต้องแต่งกับคนอื่น ผู้วิเศษได้รับคำตอบจากหญิงคนรักก็ขอเข้าพบผู้นำตระกูล ผู้นำตระกูลในตอนนั้นได้เสนอเงินจำนวนมากให้กับผู้วิเศษซึ่งเขาคิดว่าเป็นเพียงบัณฑิตยากจนเท่านั้น
ผู้วิเศษได้ถามผู้นำตระกูลว่าความรุ่งเรืองที่ท่านต้องการแลกกับชีวิตของบุตรสาวมันไม่น่าละอายเกินไปหรือ แน่นอนว่าผู้นำตระกูลบอกว่าไม่น่าละอายเลย นางเป็นบุตรสาวของตระกูลหยาง มันเป็นหน้าที่ของนางที่ต้องเสียสละทั้งชีวิตเพื่อตระกูล
ผู้วิเศษได้ฟังก็โกรธมากและได้สาปผู้นำตระกูลว่า ตระกูลหยางของท่านจะเจริญรุ่งเรืองตลอดไปไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน แต่ว่าบุตรสาวของผู้นำตระกูลทุกรุ่นนับจากนี้ เมื่อพวกนางอายุครบ 15 ปี พวกนางจะหายไปเพื่อไปใช้ชีวิตที่มีความสุขตามโชคชะตาของตนเอง พวกนางจะไม่ต้องเป็นเครื่องมือของคนในตระกูลอีกต่อไป
คำสาปตระกูล 2(รีไรท์)
หลังจากนั้นครอบครัวของผู้นำตระกูลทุกรุ่นจะมีลูกสาว 1 คน และทุกคนจะมีปานดอกเหมยสีแดงที่ข้อมือขวาซึ่งเป็นมิติส่วนตัวที่ได้จากคำสาป และเมื่อพวกเธออายุครบ 15 ปี ครอบครัวก็ต้องเตรียมตัวสำหรับการจากลา ผู้นำตระกูลรุ่นต่อมาก็เริ่มเตรียมทรัพย์สินเพื่อเป็นสินเดิมให้กับหญิงสาวเหล่านั้น
มีผู้นำตระกูลบางรุ่นที่ไม่ต้องการแยกจากบุตรสาวอันเป็นที่รัก จึงจัดการให้บุตรสาวแต่งงานก่อนอายุครบ 15 ปี แต่เจ้าสาวก็หายไปในคืนเข้าหอ มันเป็นเรื่องน่าเศร้าแต่หลังจากนั้นทุกคนก็ต้องทำใจและไม่มีใครกล้าขัดขืนคำสาปอีก
ในบันทึกของตระกูลมีหญิงสาวที่กลับมาหาครอบครัวของตนเอง กลับมาหลังจากที่หายตัวไปเพียง 1 วัน แต่กลับมาในรูปแบบหญิงวัยกลางคน ที่มาพร้อมกับสามีและลูกหลาน สาเหตุที่บรรพบุรุษหญิงคนนี้กลับมาก็เพื่อบอกกับครอบครัวว่าเธอสบายดี มีชีิวิตที่ดี ครอบครัวของเธอมีความสุขมาก พ่อแม่และญาติพี่น้องไม่ต้องเป็นห่วง
บรรพบุรุษหญิงบอกว่าสินเดิมและสิ่งของต่าง ๆ ที่ครอบครัวเตรียมไว้ให้มีประโยชน์ต่อเธอมาก ทำให้เธอตั้งหลักได้อย่างรวดเร็ว และครอบครัวของเธอก็สามารถก้าวหน้าได้ด้วยต้นทุนสินเดิมนั้น
บรรพบุรุษตระกูลหยางทุกรุ่นที่ผ่านมาจะมีทายาทหญิงเพียงคนเดียว แต่คุณพ่อของเธอมีลูกสาวฝาแฝดคือเธอลิลลี่หยางซึ่งตอนนี้กลายเป็นหยางลี่ไปแล้ว และน้องสาวของเธอซินดี้หยาง เธอเกิดมาพร้อมกับปานดอกเหมยที่ข้อมือขวา ส่วนน้องสาวไม่มี หยางลี่คิดถึงซินดี้น้องสาวฝาแฝดของเธอ น้องสาวที่สวยงาม ฉลาด ดูเป็นพี่ใหญ่มากกว่าพี่สาวซะอีก
ตั้งแต่เด็กซินดี้อยู่เป็นเพื่อนเธอตลอดเวลา เนื่องจากเธอมีปานดอกเหมยที่ข้อมือเธอจึงต้องฝึกหนักเพื่อเตรียมสำหรับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ เธอต้องฝึกฝนทักษะต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการมีชีวิตรอดทุกรูปแบบเพราะไม่รู้ว่าสถานที่ที่จะไปเป็นแบบไหน
หยางลี่และซินดี้ต้องฝึกฝนทุกทักษะอย่างหนักตั้งแต่จำความได้ ทั้งที่น้องสาวไม่จำเป็นต้องฝึกฝนแต่ซินดี้ต้องการอยู่เป็นเพื่อนพี่สาวฝาแฝด เธอและน้องสาวรักและผูกพันกันมาก แต่เธอไม่เสียใจที่ต้องจากมา อย่างน้อยน้องสาวก็สามารถอยู่กับครอบครัวได้อย่างมีความสุข
หยางลี่คิดถึงน้องสาว คิดถึงครอบครัว ครอบครัวของเธอมีคุณพ่อคุณแม่ น้องรอง และน้องเล็ก เธอกับน้องรองเป็นฝาแฝดกัน น้องเล็กเป็นน้องชายของเธอ
ตั้งแต่เด็กเธอและน้องสาวต้องเรียนอย่างหนัก ฝึกฝนทักษะทางร่างกาย เรียนวิชาแพทย์ทั้งแพทย์แผนจีนและแพทย์แผนตะวันตก กลางวันฝึกฝน กลางคืนก็ฝึกฝน
เธอยังแอบสงสัยว่าคุณพ่อต้องการให้เธอและน้องสาวไปเป็นสายลับหรือนักรบหรือเปล่า เพราะเธอกับน้องต้องทำได้ทุกอย่างตั้งแต่จุดไฟไปจนถึงออกรบ ใช่ มันคือการออกรบ มีพ่อแม่ที่ไหนให้ลูกสาวที่น่ารักขนาดนี้ออกรบในฐานะทหารรับจ้างบ้าง
การรับภารกิจในฐานะทหารรับจ้างครั้งแรกเธอกลัวมาก เป็นการเข้าไปช่วยเหลือตัวประกันที่ถูกจับตัวไปเรียกค่าไถ่ เธอถูกยิงที่ท้องมันเจ็บมาก หลังจากนั้นเธอก็ฝึกฝนอย่างหนักเพื่อที่จะไม่ให้ตัวเองได้รับบาดเจ็บจากภารกิจอีก นั่นเป็นการทำงานครั้งแรกที่ต้องเจ็บตัว และมันจะต้องไม่มีครั้งต่อไปอีก
หลังจากนั้นครอบครัวของผู้นำตระกูลทุกรุ่นจะมีลูกสาว 1 คน และทุกคนจะมีปานดอกเหมยสีแดงที่ข้อมือขวาซึ่งเป็นมิติส่วนตัวที่ได้จากคำสาป และเมื่อพวกเธออายุครบ 15 ปี ครอบครัวก็ต้องเตรียมตัวสำหรับการจากลา ผู้นำตระกูลรุ่นต่อมาก็เริ่มเตรียมทรัพย์สินเพื่อเป็นสินเดิมให้กับหญิงสาวเหล่านั้น
มีผู้นำตระกูลบางรุ่นที่ไม่ต้องการแยกจากบุตรสาวอันเป็นที่รัก จึงจัดการให้บุตรสาวแต่งงานก่อนอายุครบ 15 ปี แต่เจ้าสาวก็หายไปในคืนเข้าหอ มันเป็นเรื่องน่าเศร้าแต่หลังจากนั้นทุกคนก็ต้องทำใจและไม่มีใครกล้าขัดขืนคำสาปอีก
ในบันทึกของตระกูลมีหญิงสาวที่กลับมาหาครอบครัวของตนเอง กลับมาหลังจากที่หายตัวไปเพียง 1 วัน แต่กลับมาในรูปแบบหญิงวัยกลางคน ที่มาพร้อมกับสามีและลูกหลาน สาเหตุที่บรรพบุรุษหญิงคนนี้กลับมาก็เพื่อบอกกับครอบครัวว่าเธอสบายดี มีชีิวิตที่ดี ครอบครัวของเธอมีความสุขมาก พ่อแม่และญาติพี่น้องไม่ต้องเป็นห่วง
บรรพบุรุษหญิงบอกว่าสินเดิมและสิ่งของต่าง ๆ ที่ครอบครัวเตรียมไว้ให้มีประโยชน์ต่อเธอมาก ทำให้เธอตั้งหลักได้อย่างรวดเร็ว และครอบครัวของเธอก็สามารถก้าวหน้าได้ด้วยต้นทุนสินเดิมนั้น
บรรพบุรุษตระกูลหยางทุกรุ่นที่ผ่านมาจะมีทายาทหญิงเพียงคนเดียว แต่คุณพ่อของเธอมีลูกสาวฝาแฝดคือเธอลิลลี่หยางซึ่งตอนนี้กลายเป็นหยางลี่ไปแล้ว และน้องสาวของเธอซินดี้หยาง เธอเกิดมาพร้อมกับปานดอกเหมยที่ข้อมือขวา ส่วนน้องสาวไม่มี หยางลี่คิดถึงซินดี้น้องสาวฝาแฝดของเธอ น้องสาวที่สวยงาม ฉลาด ดูเป็นพี่ใหญ่มากกว่าพี่สาวซะอีก
ตั้งแต่เด็กซินดี้อยู่เป็นเพื่อนเธอตลอดเวลา เนื่องจากเธอมีปานดอกเหมยที่ข้อมือเธอจึงต้องฝึกหนักเพื่อเตรียมสำหรับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ เธอต้องฝึกฝนทักษะต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการมีชีวิตรอดทุกรูปแบบเพราะไม่รู้ว่าสถานที่ที่จะไปเป็นแบบไหน
หยางลี่และซินดี้ต้องฝึกฝนทุกทักษะอย่างหนักตั้งแต่จำความได้ ทั้งที่น้องสาวไม่จำเป็นต้องฝึกฝนแต่ซินดี้ต้องการอยู่เป็นเพื่อนพี่สาวฝาแฝด เธอและน้องสาวรักและผูกพันกันมาก แต่เธอไม่เสียใจที่ต้องจากมา อย่างน้อยน้องสาวก็สามารถอยู่กับครอบครัวได้อย่างมีความสุข
หยางลี่คิดถึงน้องสาว คิดถึงครอบครัว ครอบครัวของเธอมีคุณพ่อคุณแม่ น้องรอง และน้องเล็ก เธอกับน้องรองเป็นฝาแฝดกัน น้องเล็กเป็นน้องชายของเธอ
ตั้งแต่เด็กเธอและน้องสาวต้องเรียนอย่างหนัก ฝึกฝนทักษะทางร่างกาย เรียนวิชาแพทย์ทั้งแพทย์แผนจีนและแพทย์แผนตะวันตก กลางวันฝึกฝน กลางคืนก็ฝึกฝน
เธอยังแอบสงสัยว่าคุณพ่อต้องการให้เธอและน้องสาวไปเป็นสายลับหรือนักรบหรือเปล่า เพราะเธอกับน้องต้องทำได้ทุกอย่างตั้งแต่จุดไฟไปจนถึงออกรบ ใช่ มันคือการออกรบ มีพ่อแม่ที่ไหนให้ลูกสาวที่น่ารักขนาดนี้ออกรบในฐานะทหารรับจ้างบ้าง
การรับภารกิจในฐานะทหารรับจ้างครั้งแรกเธอกลัวมาก เป็นการเข้าไปช่วยเหลือตัวประกันที่ถูกจับตัวไปเรียกค่าไถ่ เธอถูกยิงที่ท้องมันเจ็บมาก หลังจากนั้นเธอก็ฝึกฝนอย่างหนักเพื่อที่จะไม่ให้ตัวเองได้รับบาดเจ็บจากภารกิจอีก นั่นเป็นการทำงานครั้งแรกที่ต้องเจ็บตัว และมันจะต้องไม่มีครั้งต่อไปอีก
น้องสาวตัวน้อย!!!(รีไรท์)
หยางลี่มองไปรอบ ๆ อีกครั้ง รถไฟตู้ที่เธอนั่งอยู่นี้ส่วนมากเป็นคนหนุ่มสาว คนเหล่านี้จะไปที่ไหนกัน แล้วเธอล่ะจะไปที่ไหน แม้จะสงสัยแต่เธอก็ยังไม่แสดงอารมณ์ออกมา
“น้องสาวตัวน้อย เธอก็จะไปที่หมู่บ้านต้าซานเหมือนกันใช่ไหม”
น้องสาวตัวน้อย? เด็กสาวคนนี้ไม่ได้พูดกับเธอใช่ไหม หยางลี่หันไปมองคนพูด เด็กสาวอายุประมาณ 18 ปี หน้าตาสะสวย ผิวพรรณดี แต่งตัวดี หล่อนดูดีกว่าทุกคนในที่นี้
“คุณถามฉันเหรอคะ” หยางลี่ถามออกไป
เด็กสาวคนนั้นยิ้มให้เธอแล้วถามต่อ
“ฉันถามเธอนั่นแหละ เรานั่งรถไฟมาด้วยกันตั้งแต่เมื่อวาน ทุกคนรู้จักกันหมดแล้ว มีเธอคนเดียวที่ยังไม่ได้พูดอะไรกับใครเลย เธอเป็นปัญญาชนที่ถูกส่งไปหมู่ต้าซานเหมือนกันใช่ไหม”
‘หมู่ต้าซาน? อืม น่าจะเป็นจุดหมายปลายทางของฉันด้วย แต่น้องสาวตัวน้อยเนี่ยนะ ฉันอายุ 26 ปีแล้ว เด็กสาวคนนี้อายุแค่ 18 ปี จะมาเรียกฉันว่าน้องสาวมันไม่น่าจะเป็นไปได้ ต้องมีอะไรผิดพลาดแน่นอน’
หยางลี่คิดแล้วรีบค้นกระเป๋าดูว่าพอมีจะอุปกรณ์อะไรที่เธอพอจะส่องดูหน้าของตัวเองหรือไม่ จะได้รู้ว่าตอนนี้ตัวเองหน้าตาเป็นอย่างไร ทำไมถึงมีคนเรียกเธอว่าน้องสาวตัวน้อยทั้งที่เธอควรเป็นพี่ใหญ่ของเหล่าวัยรุ่นกลุ่มใหญ่นี้ ทันใดนั้นเธอก็หยิบกระจกออกมาส่องดูหน้าตาตัวเอง
‘เป็นไปได้อย่างไร!!!! นี่คือฉันหรือ นี่คือฉันตอนอายุ 16 ปีนี่ จากข้อมูลที่น้องสาวอ่านนิยายแนวทะลุมิติวิญญาณของฉันต้องไปเข้าร่างคนอื่นไม่ใช่หรือ แต่หน้าแบบนี้มันคือฉันตอนอายุ 16 ชัด ๆ เด็กลง 10 ปี นี่คือพรอันล้ำค่า หลังจากที่เป็นสาวใหญ่ก็กลับมาเป็นสาวน้อยได้อีก ฉันมีความสุขมาก’
หยางลี่เงยหน้าขึ้นแล้วตอบกลับไป
“ฉันเป็นปัญญาชนที่จะไปอยู่ชนบทค่ะ ฉันจะไปที่หมู่บ้านต้าซาน”
เด็กสาวคนนั้นมองกระจกและมองเธอด้วยตาที่เป็นประกาย
“น้องสาวตัวน้อย ฉันชื่อฟางซิ่นฝู อายุ 18 ปี เธอเรียกฉันว่าพี่ซิ่นฝูก็ได้”
หยางลี่หยิบทะเบียนบ้านของตนเองขึ้นมา เกิดปี 1950?
“สวัสดีค่ะพี่ฟาง ปีนี้ปีอะไรคะ” หยางลี่เรียกฟางซิ่งฝูว่าพี่ฟางแทนที่จะเรียกว่าพี่ซิ่นฝูตามที่อีกฝ่ายบอก เพิ่งจะรู้จักกันจะเรียกอย่างสนิทสนมขนาดนั้นมันก็ไม่ถูกใช่ไหมล่ะ เธอผ่านโลกมาตั้ง 26 ปี จะมาถูกเด็กอายุ 18 ปี ตีสนิทได้ง่ายขนาดนี้หรือ
“ปีนี้ปี 1966 นั่งรถไฟมาแค่วันเดียวเธอก็ลืมวันเดือนปีแล้วหรือเธอไม่สบายหรือเปล่า” ฟางซิ่นฝูใช้สายตาห่วงใยมองมาที่เธอ
‘1966? ถ้าอย่างนั้นปีนี้ฉันก็อายุ 16 ปี ฉันทะลุมิติมาทั้งตัวแล้วยังเด็กลง 10 ปี จริง ๆ สินะ’ เงยหน้าขึ้นมาอีกทีก็เห็นหน้าฟางซิ่งฝูกำลังรอคำตอบของเธออยู่
“ ฉันไม่ได้เป็นอะไรหรอกค่ะ นั่งรถไฟมาหนึ่งวันแล้วรู้สึกเหนื่อยนิดหน่อย ฉันชื่อลิ… เอ่อ หยางลี่ค่ะ อายุ 16 ปีค่ะ”
ฟางซิ่นฝูได้ยินคำตอบก็รู้แล้วว่าที่เธอเดาว่าเด็กสาวตรงหน้าน่าจะอายุ 15 - 16 ปีนั้น เธอเดาถูกต้องแล้ว ครอบครัวแบบไหนกันนะที่ส่งลูกสาวที่น่ารักอย่างกับตุ๊กตาแล้วยังอายุน้อยขนาดนี้ไปอยู่ชนบทได้
อืม อาจจะเป็นเหมือนครอบครัวเธอที่เป็นปิตาธิปไตย เห็นลูกชายดีกว่าลูกสาว ตอนอยู่ที่บ้านแม้จะไม่ได้รับการปฏิบัติที่แย่เกินไป แต่พ่อแม่ก็ไม่ได้สนใจเธอมากนัก พ่อแม่ทุ่มเทเวลาและทรัพย์สินทั้งหมดในบ้านให้กับพี่ชายทั้งสองคนของเธอ
ฟางซิ่นฝูยิ่งมองยิ่งถูกชะตากับหยางลี่ เธอลุกขึ้นมานั่งข้างหยางลี่แล้วกระซิบเบา ๆ
“ลี่ลี่ ฉันเรียกเธอแบบนี้ได้ไหม ฉันมีพี่ชายสองคนแต่ฉันต้องเสียสละ พ่อแม่ให้ฉันมาแทนพี่ชาย เราต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวในชนบท ฉันถูกชะตากับเธอมาก ฉันพอจะมีเงินติดตัวอยู่บ้าง เมื่อไปถึงหมู่บ้านแล้วฉันจะดูแลเธอเอง เรามาเป็นพี่น้องที่ดีต่อกันดีไหม เธอคิดว่ายังไง” ฟางซิ่นฝูมองหยางลี่ด้วยความคาดหวัง
“ฉันกับพี่ฟางเพิ่งรู้จักกันเองนะ ถ้าทำอย่างพี่ว่าฉันจะเอาเปรียบพี่ฟางเกินไป” เธอไม่รู้จะทำอย่างไรกับข้อเสนอของอีกฝ่าย
“ไม่ ๆ ไม่เอาเปรียบเลย เราเป็นพี่น้องกันนะ ของฉันก็คือของเธอ ส่วนของเธอก็คือของเธอ ดีไหม”
หยางลี่มองสายตากระตือรือร้นของพี่ฟางแล้วเธอก็ปวดหัว อะไรคือของฉันก็คือของเธอ ของเธอก็คือของเธอ เอาใจกันเกินไปไหม
“ของพี่คือของฉัน? ของฉันคือของฉัน? นั่นคือการเอาเปรียบ กลายเป็นฉันที่เอาเปรียบพี่”
หยางลี่มองฟางซิ่งฝูอย่างอ่อนใจ สปอยคนแปลกหน้าแบบนี้มันจะดีหรือ เปิดเผยทรัพย์สินของตัวเองต่อหน้าคนนอกมันไม่ใช่สิ่งดีเลยถูกไหม?
“ไม่เอาเปรียบเลย ฉันชอบเธอ ฉันอยากให้เธอเป็นน้องสาวฉัน ฉันให้ของของฉันกับเธอ แต่ของเธอก็คือของเธอ ตกลงไหม” ฟางซิ่นฝูยังยืนยันความคิดของตนเอง
หยางลี่ไม่รู้จะจัดการความโปรดปรานนี้อย่างไร 1966 เป็นยุคขาดแคลนถูกไหม แล้วคนโง่คนนี้มาจากไหน จู่ ๆ จะเอาเงินและสิ่งของมาให้คนอื่นแบบนี้ จะไม่ถูกคนเลวหลอกลวงเอาหรือ
“พี่ใหญ่ฟาง เราจะเป็นพี่น้องที่ดีต่อกันก็ได้ แต่พี่ไม่ต้องเอาของของพี่ให้ฉัน พี่ไม่ต้องให้ใครด้วยตกลงไหม พี่เป็นแบบนี้ฉันอดกังวลไม่ได้เลยจริง ๆ”
หยางลี่ลืมคำพูดของตัวเองไปแล้ว เธอบอกว่าตนเองอายุ 26 ไม่มีทางที่จะปล่อยให้เด็กสาวอายุ 18 ปี มาตีสนิทได้ง่าย ๆ แต่สุดท้ายก็…
ทันทีที่หยางลี่พูดจบฟางซิ่นฝูก็รีบกอดเธอทันที
“ฉันรู้อยู่แล้วว่าเธอเป็นน้องสาวที่ดี ฉันมีสายตาที่ดี”
ทั้งสองคนพูดคุยกันอย่างมีความสุขโดยไม่รู้ว่ามีสายตาคู่หนึ่งกำลังจับตามองมายังพวกเธออย่างไม่พอใจอยู่