โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เงินเฟ้อสูง สินทรัพย์ไหนน่าลงทุน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 09 ก.ย 2566 เวลา 11.02 น. • เผยแพร่ 09 ก.ย 2566 เวลา 04.02 น.

ในช่วงปีที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อ ปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากจะส่งผลต่อระดับราคาสินค้าที่ปรับขึ้นและการใช้จ่ายของผู้คน ยังส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจและตามมาด้วยความผันผวนด้านการลงทุน ทำให้ช่วงที่ผ่านมานักลงทุนตั้งคำถามว่า เงินเฟ้อที่ปรับขึ้นมาจากสาเหตุอะไรและแนวโน้มจะเป็นอย่างไร

เงินเฟ้อโลกสูง เป็นผลมาจากการกลับมาบริโภคสินค้าและบริการทั่วโลกอย่างรวดเร็วหรืออุปสงค์ล้นตลาด (Demand Push) ภายหลังจากการอัดอั้นมาจากช่วงวิกฤติ COVID-19

ขณะที่ภาคการผลิต การขนส่ง และตลาดแรงงานปรับตัวไม่ทัน และถึงแม้ว่า เงินเฟ้อโลก เริ่มชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยตลาดแรงงานที่ยังคงตึงตัว (หาคนทำงานยาก) การบริโภคยังแข็งแรง ตัวเลขเศรษฐกิจขยายตัว ประเมินว่าเงินเฟ้อจะยังอยู่ในระดับสูงอยู่ไปอีกสักระยะ

เมื่อประเมินว่าเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไป คำถามตามมา คือ ควรลงทุนอะไรดี คำตอบคือ ต้องพิจารณาว่าเงินเฟ้อมีผลต่อสินทรัพย์ลงทุนอย่างไร

  • หุ้น

จากข้อมูลสถิติย้อนหลังของ Kenneth R. French Data Library พบว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ ปี 1947 – 2021 พบว่าหากเงินเฟ้ออยู่ในช่วง 0 – 5% จะให้ผลตอบแทนที่แท้จริง (หลังหักเงินเฟ้อ) 0.90% ต่อเดือน (ประมาณ 12% ต่อปี)

หรือหากเงินเฟ้อสูงกว่า 5 – 10% จะให้ผลตอบแทนที่แท้จริง (หลังหักเงินเฟ้อ) 0.40% และหากเงินเฟ้อสูงกว่า 10% จะให้ผลตอบแทนที่แท้จริง (หลังหักเงินเฟ้อ) 0.10% ต่อเดือน

หากเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ ควรลงทุนหุ้นกลุ่มเติบโต (Growth Stock) เช่น กลุ่มเทคโนโลยี นวัตกรรม หรือสินค้าฟุ่มเฟือย เพราะได้รับผลดีจากภาวะต้นทุนทางการเงินต่ำ สนับสนุนราคาพื้นฐานของบริษัทที่เน้นการเติบโตได้ดี

ตรงกันข้ามหากเงินเฟ้อสูง ควรลงทุนหุ้นปลอดภัย (Defensive Stock) เช่น กลุ่มสินค้าจำเป็น โรงพยาบาล โครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค เพราะเป็นสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต

  • ตราสารหนี้

จากข้อมูลสถิติย้อนหลังของ Allianz Global Investors ปี 1971 – 2021 พบว่าหากเงินเฟ้อสหรัฐฯ อยู่ระดับตั้งแต่ 2% และมากกว่า 8% ตราสารหนี้กลุ่มพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาที่มีอายุต่ำกว่า 1 ปี จะให้ผลตอบแทนประมาณ 2 – 3% ต่อปี

และหากเงินเฟ้ออยู่ระดับ 2 – 8% ตราสารหนี้กลุ่มพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาอายุ 1- 5 ปี จะให้ผลตอบแทนประมาณ 8 – 13% ต่อปี

ส่วนตราสารหนี้เอกชนกลุ่ม Investment Grade จะให้ผลตอบแทนประมาณ 6 – 8% ต่อปี เนื่องจากการลงทุนในกลุ่มตราสารหนี้ระยะสั้นที่ผลตอบแทนหน้าตั๋วไม่สูง อาจทำให้ผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yield) หลังหักเงินเฟ้อน้อยลงหรือติดลบได้ รวมถึงหลังจากเงินเฟ้อชะลอลง หากอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มปรับลดลง จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ผลตอบแทนของตราสารหนี้ปรับตัวดีขึ้น

นอกจากนี้ พันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะมีอัตราดอกเบี้ยแปรผันตามการเปลี่ยนแปลงของเงินเฟ้อ โดยดอกเบี้ยจ่าย (Coupon)

ประกอบด้วยอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ซึ่งถูกกำหนดไว้คงที่ และดอกเบี้ยจ่ายซึ่งขึ้นอยู่กับเงินเฟ้อในช่วงนั้น รวมถึงเงินต้นยังได้รับการปกป้องจากเงินเฟ้อให้มีอำนาจซื้อเท่าเดิมด้วย โดยจะปรับเพิ่มขึ้นตามเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ส่วนดอกเบี้ยจ่ายจะปรับเพิ่มหรือลดลงตามเงินเฟ้อ และจ่ายเป็นร้อยละของเงินต้นที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น เมื่อเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ดอกเบี้ยจ่ายก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

  • กอง REIT

หากพิจารณาข้อมูลของ FTSE NAREIT All Equity REIT Index ปี 1972 – 2021 พบว่าหากเงินเฟ้อต่ำกว่า 2.5% ผลตอบแทนจากการลงทุนในทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (Real estate investment trust)

หรือเรียกสั้น ๆ ว่า กอง REIT อยู่ที่ระดับประมาณ 10% ต่อปี (ผลตอบแทนจากกำไรราคาตลาดและเงินปันผล) หากเงินเฟ้ออยู่ในช่วง 2.5 – 7.0% ผลตอบแทนจะอยู่ระดับประมาณ 16% ต่อปี และเมื่อเงินเฟ้ออยู่สูงกว่า 7% ผลตอบแทนจะอยู่ระดับประมาณ 13% ต่อปี

อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าผลตอบแทนของกอง REIT ในอดีตจะน่าสนใจ แต่ในปัจจุบันพบว่าREIT รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ยังไม่ฟื้นตัว ทำให้ผลตอบแทนไม่น่าประทับใจ จึงไม่สามารถทนทานต่อภาวะเงินเฟ้อได้ดีนัก

ปัจจัยสำคัญมาจากความกังวลว่าเศรษฐกิจจะมีโอกาสถดถอย ประกอบกับพฤติกรรมการทำงานที่บ้านยังคงมีต่อไปนับตั้งแต่ช่วง COVID-19 ส่งผลให้กอง REIT หรืออสังหาริมทรัพย์ เป็นกลุ่มสินทรัพย์ลงทุนสำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้ค่อนข้างสูงและลงทุนในระยะยาวได้

  • สินค้าโภคภัณฑ์

ในที่นี้มองเป็นกลุ่มสินทรัพย์ ไม่ใช่เฉพาะทองคำ หรือน้ำมันเพียงอย่างเดียว แน่นอนว่า ทรัพยากรธรรมชาติเป็นต้นเหตุส่วนหนึ่งของเงินเฟ้อ

เพราะฉะนั้น ข้อมูลในอดีตจะค่อนข้างสอดคล้องกันว่า เมื่อเงินเฟ้อมา ราคาสินทรัพย์กลุ่มนี้ก็จะขึ้นตามไปด้วยในช่วงเวลาเดียวกัน

แต่ในปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงอยู่ในช่วงของการ “ชะลอลง” มากกว่าร้อนแรงขึ้น ดังนั้นกลุ่ม Commodities ที่มีค่า Correlation กับเงินเฟ้อที่ 0.30 และมี Beta ที่ 4.4 อาจเป็นปัจจัยกดดันราคาในช่วงนี้ได้ (เคลื่อนไหวไปทางเดียวกัน)

อย่างไรก็ดี หากนักลงทุนต้องการกระจายความเสี่ยงอาจลองพิจารณาเป็นการผสมระหว่าง ทองคำ 50% ที่โดยกลไกความจำกัดของอุปทานช่วยป้องกันผลของเงินเฟ้อ ผสมกับทรัพยากรธรรมชาติ เช่น น้ำมัน พลังงาน หรือ โลหะอุตสาหกรรม 50% ก็อาจเป็นสัดส่วนที่สร้างผลตอบแทนต่อปีได้ถึง 9% และช่วยบริหารความผันผวนของพอร์ตลงทุนโดยรวมได้เช่นกัน (ไม่แนะนำให้ลงทุนทั้งจำนวนแบบ 100% ในสินค้าโภคภัณฑ์ เพราะจะผันผวนมาก อาจลงทุนเพียง 5% ของพอร์ตลงทุนโดยรวม)

  • ทองคำ

เงินเฟ้อถือเป็นปัจจัยสำคัญที่กระทบกับราคาทองคำโดยตรง โดยเมื่อเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง ราคาทองคำมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น เช่นเดียวกันเมื่อเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับลดลงและอยู่ในระดับต่ำ ราคาทองคำมีแนวโน้มปรับลดลงตามไปด้วย

ข้อมูลจาก Bloomberg พบว่าเมื่อมองย้อนกลับไปในเดือนมกราคมปี 1971 – ธันวาคมปี 2022 ผลตอบแทนจากทองคำเฉลี่ย 7.78% ต่อปี สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่เฉลี่ย 3.70% ต่อปี

และที่น่าสนใจไปกว่านั้นในปีที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ทองคำให้ผลตอบแทนเป็นบวก เช่น วิกฤติดอทคอม (ปี 2001) ทองคำให้ผลตอบแทน 24%, วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ (ปี 2008) ทองคำให้ผลตอบแทน 60% หรือวิกฤติ COVID-19 (ปี 2020) ทองคำให้ผลตอบแทน 7%

โดยสรุป ในช่วงเงินเฟ้อสูงและมีแนวโน้มทรงตัวระหว่าง 3 – 4.5% ไปอีกประมาณ 1 ปี ควรลงทุนหุ้นและตราสารหนี้

ขณะเดียวกันก็ลงทุนทองคำ เพื่อลดความผันผวนจากเงินเฟ้อ ซึ่งคาดว่าจะมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีและเอาชนะเงินเฟ้อได้ แต่ขออย่างเดียว คือ ต้องไม่เกิดเศรษฐกิจถดถอยแบบรุนแรง (Hard Landing) มาสร้างเซอร์ไพร์สและความแปลกใจให้กับนักลงทุน

บทความโดย พงษ์ธร ถาวรธนากุล, CFA ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Lief Capital Asset Management

https://www.setinvestnow.com/th/knowledge/article/399-tsi-what-assets-are-favorable-to-invest-in-high-inflation

หมายเหตุ : บทความนี้เพื่อใช้สำหรับศึกษาเบื้องต้นเท่านั้น มิได้มีเจตนาในการชี้นำการลงทุนแต่อย่างใด นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...