โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปริศนาธรรมในฐานพระสมเด็จฯ

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

พระสมเด็จฯแบบกรอบสี่เหลี่ยมของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) นั้น สร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์รูปเคารพแทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เส้นสายของงานศิลปกรรมแบบนูนต่ำที่ฝังตัวลงบนพื้นระนาบแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้านั้น เกิดจากการที่ช่างผู้แกะแม่พิมพ์ได้ออกแบบตามคติการสร้างของท่านเจ้าประคุณสมเด็จ เป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างศิลปะเชิงช่างของผู้สร้างแม่พิมพ์และคติการสร้างที่รวมถึงปริศนาธรรมของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต ทำให้ได้งานพุทธศิลปกรรมอันทรงคุณค่า เป็นพระสมเด็จองค์น้อย แต่มากด้วยบุญญาบารมีแห่งองค์พระอริยะสงฆ์ผู้สร้าง เป็นตัวกลางในการถ่ายทอดคติธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ที่ถึงพร้อมด้วยพระพุทธคุณไปยังผู้ที่เลื่อมใสศรัทธา ให้มีจิตใจที่ยึดมั่นในกรรมดี มีสติตั้งมั่นเมื่อเผชิญภยันอันตราย ทำให้แคล้วคลาดปลอดภัย สามารถตัดสินใจในการใหญ่น้อยได้เป็นอย่างดี และมีความเจริญก้าวหน้าในชีวิต

มีผู้กล่าวว่าพระสมเด็จฯของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตนั้น มีสุนทรียลักษณ์แห่งความงามตามหลักการศิลปะ กล่าวคือมักมีกรอบด้านนอกเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าทรงสูง ถัดเข้ามามีเส้นนูนรูปโค้งครึ่งวงรูปไข่ โอบรอบองค์พระทั้งองค์ไว้ เป็นลักษณะของความมั่นคงที่แฝงไว้ด้วยความเคลื่อนไหว ที่งดงามและตื่นรู้ องค์พระถูกออกแบบให้อยู่ตรงกึ่งกลาง มีการเว้นที่ว่างรอบองค์พระอย่างพอเหมาะขับเน้นให้เห็นองค์พระเป็นจุดเด่น มีลายเส้นที่เรียบง่ายไม่ซับซ้อน ทำให้จิตใจของผู้พบเห็นเกิดความสงบ ผ่อนคลาย

ตรียัมปวาย ได้พูดถึงเรื่องรูปทรงของพระสมเด็จฯไว้ในหนังสือพระเครื่องประยุกต์ว่า “แบบสี่เหลี่ยมผืนผ้านี้ มีความหมายถึง อริยสัจสี่ และฐาน 3 ชั้นหมายถึง องค์ไตรสรณาคมณ์ (หมายถึงการรับพระรัตนตรัยมาเป็นที่พึ่งที่ระลึก) เริ่มแรกที่จะมีแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้านี้ กล่าวกันว่า “นายเทศ” (กล่าวกันว่าเป็นหลานท่านเจ้าพระคุณฯ) บ้านอยู่ถนนดินสอเป็นผู้แกะพิมพ์ขึ้นถวายท่านเจ้าพระคุณฯ เป็นเบื้องแรก ซึ่งเข้าใจว่าเป็น พิมพ์ทรงเส้นด้าย, พิมพ์ทรงฐานคู่, พิมพ์ทรงสังฆาฏิ เป็นต้น สำหรับพิมพ์ทรงอกครุฑเศียรบาตรนั้น เชื่อกันว่า พระคุณฯเป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้นมาเอง ต่อมา เจ้าวังหลัง พระองค์หนึ่ง ซึ่งรับราชการอยู่ในกรมช่าง 10 หมู่ ได้คิดออกแบบใหม่ถวาย กล่าวคือ ได้ดัดแปลงแก้ไขจากแบบเก่าๆ ให้ได้ลักษณะงดงามยิ่งขึ้นกว่าเดิม และในที่สุด หลวงวิจารณ์เจียรนัย ช่างทองหลวงราชสำนัก ร.4 เป็นผู้แกะแม่พิมพ์ถวาย ซึ่งนับว่าเป็นแม่พิมพ์ที่งดงามมาก แฝงลักษณะศิลปะแบบโบราณเข้าไว้อย่างสมบูรณ์ ลักษณะของกรอบมีมาตรฐาน ได้อัตราส่วนประมาณดังนี้ กว้าง 1 นิ้ว และยาว 1.5 นิ้ว หรือเป็นอัตราส่วนระหว่างความกว้างและความยาวเป็น 2:3 สี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีอัตราส่วนเช่นนี้ เรียกว่า “กรีค ออปลอง” เป็นศิลปะเหลี่ยมลูกบาศก์ ของชนชาติกรีคโบราณ อันมีชื่อเสียงมาก เป็นที่นิยมกันมาจนวันนี้ เพราะจัดว่าเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีสัดส่วนงดงามที่สุด”

(มีตำราบางเล่มบอกว่า ในการออกแบบพระสมเด็จฯของท่านเจ้าประคุณสมเด็จนั้น ได้มีการนำเอาหลักของสัดส่วนทองคำ ที่เป็นลักษณะของสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีอัตราส่วน 1:1.618 ของกรีกโบราณในสมัยคลาสสิก มาใช้ในการออกแบบด้วยเช่นกัน ทำให้มีความงดงามของสัดส่วนได้ทุกยุคสมัย)

สำหรับเรื่องของ คติการสร้าง หรือกรอบแนวคิดที่กำหนดรูปลักษณะเบื้องต้นของพระที่จะสร้างนั้น “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เคยนำเสนอว่า ท่านเจ้าประคุณฯ น่าจะได้มีการกำหนดคติการสร้างพระสมเด็จฯ แบบสี่เหลี่ยมไว้เป็นสองรูปแบบ สอดคล้องกับช่วงเวลาที่พระพุทธองค์ได้ทรงบำเพ็ญเพียรจนกระทั่งตรัสรู้เป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า คติการสร้างรูปแบบแรก คือ “การบำเพ็ญทุกกรกิริยาก่อนที่จะทรงตรัสรู้เป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า” และคติการสร้างรูปแบบที่สอง คือ “การตรัสรู้เป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า”

คติการสร้างรูปแบบแรกนั้น สะท้อนให้เห็นในรูปลักษณะของพระสมเด็จฯ แบบสี่เหลี่ยมในยุคแรก ที่เป็นแบบฐาน 5 ชั้น 6 ชั้น และ 7 ชั้น หรือที่เรียกว่าพระสมเด็จเกศไชโย ที่เป็นลักษณะของ “การบำเพ็ญทุกกรกิริยา” (การทรมานตนให้ลำบากด้วยประการต่าง ๆ เพื่อหาหนทางแห่งการดับทุกข์ก่อนที่จะทรงตรัสรู้เป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า) องค์พระจะเน้นให้เห็นพระวรกายที่ผ่ายผอมจนมองเห็นพระผาสุกะ (ซี่โครง) ตลอดทั้งพระวรกาย หนังสือ “พระสมเด็จเกศไชโยและพระเครื่องเมืองอ่างทอง” ของเทศมนตรีเข่ง อ่างทอง และอาจารย์อ้า สุพรรณ ได้สรุปลักษณะของพระสมเด็จฯกลุ่มนี้ไว้ว่า “ออกจะปรากฏพิมพ์ไว้ค่อนข้างแปลกพิสดาร และต่างกับสมเด็จวัดระฆัง และวัดใหม่อมตรส บางขุนพรหม มากทีเดียว โดยพระพิมพ์ส่วนใหญ่จะปรากฏเอกลักษณ์ให้เห็น อกร่อง หูบายศรี และต้องมีกรอบกระจก” สำหรับฐานที่มีแบบ 5 ชั้น 6 ชั้น และ 7 ชั้น นั้นเข้าใจว่าเป็นปริศนาธรรมของท่านเจ้าประคุณฯ

มีผู้กล่าวถึงความหมายของฐานแบบ 5 ชั้น 6 ชั้น และ 7 ชั้น ว่าหมายถึง อุดมคติในการหาหนทางในการตรัสรู้เพื่อการหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง โดยฐานแบบ 5 ชั้น นั้นหมายถึง พละ 5 ได้แก่ ศรัทธาพละ, วิริยะพละ, สติพละ, สมาธิพละ, ปัญญาพละ ส่วนฐานแบบ 6 ชั้น หมายถึงอายาตนะ 6 ประกอบด้วย จักขุ-รับรูป, โสตะ-รับเสียง, ฆานะ-รับกลิ่น, ชิวหา-รับรส, กาย-รับสัมผัส (โผฏฐัพพะ), มโน-รับอารมณ์ทางใจ (ธรรมารมณ์) สำหรับฐานแบบ 7 ชั้น นั้นหมายถึงโพชฌงค์ 7 ประกอบด้วย สติ ความระลึกได้, ธรรมวิจยะ การศึกษาสอดส่องธรรมะ, วิริยะ ความพากเพียร, ปีติ ความเอิบอิ่มใจโดยปราศจากอามิส, ปัทสัทธิ ความสงบกายใจ, สมาธิ ความจิตตั้งมั่น, อุเบกขา ความมีใจเป็นกลาง (อาจารย์ประกิต หลิมสกุล หรือพลายชุมพล แห่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐบอกว่า หมายถึงความหลุดพ้น ความหมายเดียวกับ นิพพาน)

ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต เมื่อคราวเข้าสู่ปัจฉิมวัย นั้น ตามประวัติบอกว่าได้เคยมีดำริให้สร้างพระสมเด็จฯแบบฐาน 7 ชั้น (หูบายศรี) เพื่ออุทิศให้กับโยมมารดาของท่าน โดยตั้งใจให้นำไปบรรจุไว้ที่กรุวัดไชโยวรวิหาร เข้าใจว่าการที่ท่านเลือกสร้างเป็นแบบฐาน 7 ชั้น น่าจะหมายถึงการที่โยมมารดาของท่านมีการปฏิบัติธรรมตาม โภชฌงค์ 7 ซึ่งมีจุดหมายอยู่ที่พระนิพพาน

ในส่วนของคติการสร้างรูปแบบที่สองของท่านเจ้าประคุณฯ นั้น แสดงให้เห็นถึง “การตรัสรู้เป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า” รูปลักษณะของพระจะแสดงให้เห็นถึงพระวรกายที่สมบูรณ์ ประทับนั่งบนฐาน 3 ชั้น หมายถึงการที่ทรงตรัสรู้เป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว โดยฐานทั้ง 3 ชั้นนั้น อาจจะหมายถึง พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ด้วยไตรสิกขา อันมี ศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อการพ้นทุกข์ ด้วยอริยสัจสี่ อันมีพระนิพพานเป็นจุดมุ่งหมาย พระสมเด็จฯ แบบสี่เหลี่ยมในยุคปลาย หรือที่เรียกว่าแบบพิมพ์ทรงมาตรฐาน สร้างโดยช่างทองหลวง มักจะสร้างตามคติการสร้างรูปแบบนี้

บทส่งท้าย

พระสมเด็จฯนั้น ถือว่าเป็นงานพุทธศิลปกรรมแบบหนี่ง ในการศึกษางานศิลปะนั้น ผู้ศึกษาสามารถที่จะรับรู้ได้ทั้งทางด้านรูปทรงและความหมายของศิลปะไปพร้อมกัน โดยถ้าสามารถเข้าใจถึงวัตถุประสงค์หรือความหมายของงานศิลปะที่ศิลปินหรือผู้สร้างสรรค์งานศิลปะ ต้องการแสดงออกมาแล้วนั้น ก็ย่อมจะทำให้เกิดความประทับใจในงานศิลปกรรมดังกล่าวได้อย่างลึกซึ้ง และยังสามารถเข้าถึงธรรมะของพระพุทธองค์ได้ด้วยเช่นกัน

ข้อมูลที่ปรากฏจากหลักฐานและตำราที่น่าเชื่อถือต่างๆ พบว่าพระสมเด็จฯแบบกรอบสี่เหลี่ยมแบบที่มีฐานรองรับนั้น เท่าที่ยอมรับกันในปัจุบันว่าเป็นพระสมเด็จฯที่สร้างโดยท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตจริง ปรากฏว่ามีเพียงแบบฐาน 3 ชั้น 5 ชั้น 6 ชั้น และ 7 ชั้น เท่านั้น น่าสนใจว่าท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต ได้สร้างพระสมเด็จฯแบบฐานชนิดอื่นไว้ด้วยหรือไม่

ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่เพจ พระสมเด็จศาสตร์ โดย พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ และขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ที่กรุณาเอื้อเฟื้อรูป พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมองค์ครู เพื่อให้ความรู้ และขอขอบคุณท่านเจ้าของพระท่านปัจจุบัน พระองค์นี้เป็นพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ใหญ่ที่งดงามมากอีกองค์หนึ่ง พิมพ์ทรงถูกต้องตามตำรา เป็นแม่พิมพ์ของวัดบางขุนพรหม (เส้นซุ้มมีขนาดค่อนข้างเล็กกว่าของวัดระฆังฯ) มีวรรณะออกน้ำตาลอ่อน มีคราบขี้กรุปกคลุมโดยทั่วไปทั้งบริเวณด้านหน้า (ค่อนข้างหนา) และด้านหลังองค์พระ ด้านหลังเป็นแบบหลังเรียบ ปรากฏรอยหมึกของตราประทับสีออกม่วงของทางวัด ด้านหน้าเห็นรอยขอบปลิ้นเล็กน้อยด้านซ้ายมือองค์พระ ซึ่งขอบปลิ้นมักจะพบในพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม เป็นองค์ต้นแบบที่ดีเพื่อใช้ในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม ติดตามอ่านบทความอื่นเพิ่มเติมได้ที่ คอลัมน์ ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ

ผู้เขียน พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ อดีตตำรวจพิสูจน์หลักฐาน
เพจเฟซบุ๊ก – พระสมเด็จศาสตร์

อ่านคอลัมน์ ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ เพิ่มเติม

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปริศนาธรรมในฐานพระสมเด็จฯ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...