อภิสิทธิ์ของมหาอำนาจ: เข้าใจช่องว่างกฎหมายระหว่างประเทศ เมื่อทรัมป์คลั่ง ทำโลกป่วน
“ไม่มีสิ่งใดที่จะขวางเราได้”
คือตอนหนึ่งของสุนทรพจน์โดย โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ที่กล่าวในพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เมื่อปีที่แล้วในวันที่ 21 มกราคม 2025
ทรัมป์รับผิดชอบกับคำพูดของตนเองได้เป็นอย่างดี หลังครบรอบ 1 ปีในการปฏิบัติหน้าที่ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ และที่ผ่านมา ทั่วโลกคงได้ประจักษ์อย่างชัดเจนแล้วว่า ไม่มีสิ่งใดที่จะหยุดยั้งชายผู้นี้ได้อย่างแท้จริง
ทันทีที่เข้าสู่ปี 2026 ได้เพียงแค่ 3 วัน ทรัมป์เปิดปฏิบัติการทางการทหารเข้าโจมตีเวเนซุเอลาและบุกจับตัว นิโคลัส มาดูโร (Nicolas Maduro) อดีตประธานาธิบดีฯ สำเร็จภายในไม่กี่ชั่วโมง 1 วันหลังจากนั้น เขาประกาศอย่างหนักแน่นว่าจะเข้ายึดครองเกาะกรีนแลนด์ โดยอ้างเรื่องความมั่นคงของชาติ
ต่อมาทรัมป์ยังขู่ว่า อาจเข้าแทรกแซงทางการทหารในอิหร่าน เพื่อควบคุมสถานการณ์ความวุ่นวายภายในประเทศ ยังไม่นับรวมที่สหรัฐฯ ประกาศถอนตัวออกจากองค์กรระหว่างประเทศมากกว่า 66 องค์กรภายในชั่วข้ามคืน
ความวุ่นวายทั่วโลกที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่ถึงเดือน นำมาสู่การตั้งคำถามพื้นฐานของผู้ติดตามสถานการณ์โลกอย่าง “ทรัมป์ทำได้อย่างไร” หรือ “เหตุใดทรัมป์จึงสามารถละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศได้”
The Momentum ชวนทำความเข้าใจการกระทำที่ผ่านมาของทรัมป์ในเวทีระหว่างประเทศ ผ่านหลักการ ‘เบื้องต้น’ ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ
การดำรงอยู่ของรัฐในสังคมระหว่างประเทศ
ในสังคมระหว่างประเทศ รัฐต่างๆ อยู่ร่วมกันภายใต้สภาวะ ‘อนาธิปไตย’ (Anarchy) กล่าวคือ ไม่มี ‘อำนาจสูงสุด’ ไม่มี ‘รัฐบาลกลาง’ ปกครองหรือควบคุมพฤติกรรมของรัฐ ขณะเดียวกันรัฐเองก็ไม่เต็มใจยอมรับการแทรกแซง หรืออำนาจควบคุมใดที่จะเหนือไปกว่าอำนาจอธิปไตยของตนเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้บรรดารัฐสมาชิกจึงสามารถดำเนินกิจการต่างๆ เพื่อสร้างผลประโยชน์และแสวงหาความอยู่รอดของตนเองได้อย่างเป็นอิสระในชุมชนระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม การดำเนินการใดๆ ระหว่างรัฐ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบของความร่วมมือ หรือการแก่งแย่งเพื่อให้ได้มาซึ่ง ‘ผลประโยชน์แห่งชาติ’ โดยไม่มีอำนาจกลางคอยควบคุม อาจนำมาสู่ความขัดแย้งหรือแม้กระทั่งหายนะใหญ่อย่าง ‘สงครามโลกครั้งที่1’ และ ‘สงครามโลกครั้งที่2’ เหมือนอย่างที่โลกเคยประสบมาก่อนหน้านี้
ดังนั้นการมีอยู่ของกฎหมายระหว่างประเทศจึงถือเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้สังคมระหว่างประเทศเกิดความสงบและสันติภาพอย่างสูงสุด
จุดเด่นของกฎหมายระหว่างประเทศ
ภายใต้คำอธิบายเชิงทฤษฎีข้างต้น คงช่วยให้สามารถเข้าใจระบบระหว่างประเทศ และความสำคัญของกฎหมายระหว่างประเทศในเบื้องต้นได้แล้ว
เมื่อย่อภาพให้เล็กลงมาสู่ลักษณะของกฎหมายระหว่างประเทศ เราจะพบว่า ภายใต้ระบบระหว่างประเทศที่ทุกรัฐมีอำนาจเท่าเทียมกัน กฎหมายระหว่างประเทศไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบของสนธิสัญญาหรือหลักกฎหมายทั่วไปต้องเกิดจาก ‘ความยินยอม’ (Consent) และ ‘การยอมรับ’ (Acceptance) ของรัฐเท่านั้น
เช่นเดียวกัน เมื่อสังคมระหว่างประเทศขาดรัฐบาลกลาง ไม่มีตำรวจโลกอย่างเป็นทางการ ตลอดจนไม่มีอำนาจใดคอยเข้ามาควบคุมการใช้กฎหมาย รัฐต่างๆ จึงสามารถเลือกที่จะปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายได้ แม้ว่ารัฐเหล่านั้นจะไม่ได้ปฏิเสธการมีอยู่ของกฎหมายระหว่างประเทศก็ตาม
แม้กระทั่งการมีอยู่ขององค์กรระหว่างประเทศ ดังเช่นศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งทำหน้าที่พิพากษาคดีระหว่างประเทศ ยังจำเป็นต้องได้รับ ‘ความยินยอม’ จากรัฐคู่พิพาทเสียก่อน จึงจะสามารถพิจารณาคดีได้
หรือหากจะกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ หลักการทั้งหมดของกฎหมายระหว่างประเทศกำลังตั้งอยู่บนแนวคิดเรื่อง ‘อำนาจอธิปไตยของรัฐ’ นั่นเอง
ภายใต้สังคมระหว่างประเทศที่รัฐทุกรัฐมีอำนาจเท่าเทียมกัน (อย่างน้อยก็ในแง่ของทฤษฎี) จึงส่งผลให้กฎหมายระหว่างประเทศไม่สามารถทำหน้าที่ควบคุมพฤติกรรมของรัฐได้อย่าง ‘สมบูรณ์แบบ’ ดังเช่นกฎหมายภายในประเทศ ซึ่งรัฐมีอำนาจอย่างชอบธรรมในการควบคุมประชาชน
กฎหมายระหว่างประเทศ=เครื่องมือของรัฐ?
เมื่อทำความเข้าใจกรอบทฤษฎีทั้งหมดแล้ว เป็นอันเข้าใจว่า รัฐหนึ่งมีสิทธิที่จะไม่ยอมรับหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศได้
ทว่าในความเป็นจริงแล้ว รัฐต่างๆ ได้แสดงการยอมรับการมีอยู่ของกฎหมายระหว่างประเทศเสมอมา ทั้งจากแนวปฏิบัติของรัฐหรือการบรรจุความสำคัญของกฎหมายระหว่างประเทศไว้ในรัฐธรรมนูญของตนเองประเทศ ดังเช่น รัฐธรรมนูญฝรั่งเศส ปี 1946 ระบุว่า “สาธารณรัฐจะต้องยึดถือแนวทางปฏิบัติ โดยกระทำการที่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ”
นอกจากนี้ รัฐต่างๆ มักนำเอากฎหมายระหว่างประเทศ มาใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์ หรือใช้เป็นข้ออ้างในการเข้าแทรกแซงประเทศอื่น แม้ว่ากฎหมายระหว่างประเทศอาจจะไม่อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์มากพอก็ตาม
ดังเช่นในปี 2003 สหรัฐฯ ในฐานะชาติมหาอำนาจบุกโจมตีอิรัก โดยอ้างกฎหมายระหว่างประเทศ และขอความเห็นชอบจากคณะมนตรีความมั่นคง (United Nations Security Council: UNSC) เพื่อธำรงไว้ซึ่งความชอบธรรมในการกระทำของตนเอง
ยุคอาณานิคมใหม่ภายใต้รัฐบาลทรัมป์
เมื่อพิจารณาตามกฎหมายระหว่างประเทศแล้ว การบุกโจมตีเวเนซุเอลาของทรัมป์เมื่อช่วงต้นปี 2026 ที่ผ่านมา ละเมิดต่อข้อ 2 วรรค 4 ของกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งระบุว่า “สมาชิกทั้งปวงจะต้องละเว้นจากการคุกคาม หรือการใช้กำลังต่อบูรณภาพแห่งดินแดนหรือเอกราชทางการเมืองใดๆ”
อย่างไรก็ตาม ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมากลับไม่มีคำอธิบายเชิงกฎหมายออกมาอย่างชัดเจนจากทางการสหรัฐฯ และยิ่งสะท้อนชัดเมื่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า
“ผมไม่ต้องการกฎหมายระหว่างประเทศ
“อำนาจของผมขึ้นอยู่กับศีลธรรมและจิตใจของผมเอง” คือคำกล่าวของทรัมป์ ที่ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับประเด็นเรื่องการบุกโจมตีเวเนซุเอลา และการเตรียมเข้ายึดครองกรีนแลนด์ผ่านสำนักข่าว The New York Times เมื่อวันที่ 8 มกราคมที่ผ่านมา
นี่คงเป็นภาพตัวอย่าง ‘ในโลกความเป็นจริง’ ที่แสดงให้เห็นแล้วว่ารัฐๆ หนึ่งสามารถที่จะละเมิดหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศได้
ขณะเดียวกัน การละเมิดข้างต้นยังไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายแต่อย่างใด เพราะนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์บุกรุกเวเนซุเอลา เราไม่เห็นการกล่าวถึงบทลงโทษอย่างเป็นรูปธรรมออกมาจากองค์กรใด แต่กลับเห็นเพียงแค่สุนทรพจน์กล่าวประณามในฐานะ ‘เสือกระดาษ’ จากบรรดาผู้นำชาติอื่นๆ ซึ่งไม่สามารถหยุดยั้งความทะเยอทะยานของทรัมป์ได้แต่อย่างใด
สิ่งเหล่านี้ทำให้นักวิชาการทางด้านความสัมพันธ์ต่างเห็นตรงกันว่า ทรัมป์กำลังนำโลกเข้าสู่ยุค ‘ล่าอาณานิคมใหม่’ ซึ่งไร้ความพยายามในการยึดถือหลักกฎหมายระหว่างประเทศ หรือแม้แต่ระเบียบโลกที่สหรัฐฯ เคยเป็นผู้นำในการประกอบสร้างขึ้นมานับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2
เวลิเล เอ็นฮลาโป (Welile Nhlapo) อดีตเอกอัครราชทูตแอฟริกาใต้ประจำสหรัฐฯ แสดงความคิดเห็นไว้ว่า ชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ กำลังบ่อนทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งมันจะลามไปถึงการล่มสลายของระเบียบระหว่างประเทศและสถาบันระหว่างประเทศด้วยเช่นกัน
“เมื่อใดก็ตามที่กฎหมายเป็นประโยชน์ต่อพวกเขา พวกเขาก็ใช้มันกับประเทศอื่น แต่เมื่อใดก็ตามที่กฎหมายไม่เป็นประโยชน์ พวกเขาก็เลือกที่จะเพิกเฉยมัน” เอ็นฮลาโปกล่าว
ท้ายสุดแล้ว การกระทำของทรัมป์จะปูทางไปสู่การสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้กับชาติมหาอำนาจ ภายใต้ระเบียบระหว่างประเทศที่ไร้ทิศทางหรือไม่
และอีกคำถามสำคัญคือ กฎหมายระหว่างประเทศจะยังคงศักดิ์สิทธิ์ต่อระบบระหว่างประเทศสำหรับปี 2026 ต่อจากนี้ไปหรือไม่
ที่มา:
จันตรี สินศุภฤกษ์, กฎหมายระหว่างประเทศ, พิมพ์ครั้งที่ 5 (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์นิติธรรม, 2566), 1-21.
https://www.bbc.com/news/articles/cx2lej7d52po
https://www.theguardian.com/us-news/2026/jan/08/trump-power-international-law