โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

อภิสิทธิ์ของมหาอำนาจ: เข้าใจช่องว่างกฎหมายระหว่างประเทศ เมื่อทรัมป์คลั่ง ทำโลกป่วน

The Momentum

อัพเดต 23 มกราคม 2569 เวลา 2.00 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE MOMENTUM

“ไม่มีสิ่งใดที่จะขวางเราได้”

คือตอนหนึ่งของสุนทรพจน์โดย โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ที่กล่าวในพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เมื่อปีที่แล้วในวันที่ 21 มกราคม 2025

ทรัมป์รับผิดชอบกับคำพูดของตนเองได้เป็นอย่างดี หลังครบรอบ 1 ปีในการปฏิบัติหน้าที่ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ และที่ผ่านมา ทั่วโลกคงได้ประจักษ์อย่างชัดเจนแล้วว่า ไม่มีสิ่งใดที่จะหยุดยั้งชายผู้นี้ได้อย่างแท้จริง

ทันทีที่เข้าสู่ปี 2026 ได้เพียงแค่ 3 วัน ทรัมป์เปิดปฏิบัติการทางการทหารเข้าโจมตีเวเนซุเอลาและบุกจับตัว นิโคลัส มาดูโร (Nicolas Maduro) อดีตประธานาธิบดีฯ สำเร็จภายในไม่กี่ชั่วโมง 1 วันหลังจากนั้น เขาประกาศอย่างหนักแน่นว่าจะเข้ายึดครองเกาะกรีนแลนด์ โดยอ้างเรื่องความมั่นคงของชาติ

ต่อมาทรัมป์ยังขู่ว่า อาจเข้าแทรกแซงทางการทหารในอิหร่าน เพื่อควบคุมสถานการณ์ความวุ่นวายภายในประเทศ ยังไม่นับรวมที่สหรัฐฯ ประกาศถอนตัวออกจากองค์กรระหว่างประเทศมากกว่า 66 องค์กรภายในชั่วข้ามคืน

ความวุ่นวายทั่วโลกที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่ถึงเดือน นำมาสู่การตั้งคำถามพื้นฐานของผู้ติดตามสถานการณ์โลกอย่าง “ทรัมป์ทำได้อย่างไร” หรือ “เหตุใดทรัมป์จึงสามารถละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศได้”

The Momentum ชวนทำความเข้าใจการกระทำที่ผ่านมาของทรัมป์ในเวทีระหว่างประเทศ ผ่านหลักการ ‘เบื้องต้น’ ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ

การดำรงอยู่ของรัฐในสังคมระหว่างประเทศ

ในสังคมระหว่างประเทศ รัฐต่างๆ อยู่ร่วมกันภายใต้สภาวะ ‘อนาธิปไตย’ (Anarchy) กล่าวคือ ไม่มี ‘อำนาจสูงสุด’ ไม่มี ‘รัฐบาลกลาง’ ปกครองหรือควบคุมพฤติกรรมของรัฐ ขณะเดียวกันรัฐเองก็ไม่เต็มใจยอมรับการแทรกแซง หรืออำนาจควบคุมใดที่จะเหนือไปกว่าอำนาจอธิปไตยของตนเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้บรรดารัฐสมาชิกจึงสามารถดำเนินกิจการต่างๆ เพื่อสร้างผลประโยชน์และแสวงหาความอยู่รอดของตนเองได้อย่างเป็นอิสระในชุมชนระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการใดๆ ระหว่างรัฐ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบของความร่วมมือ หรือการแก่งแย่งเพื่อให้ได้มาซึ่ง ‘ผลประโยชน์แห่งชาติ’ โดยไม่มีอำนาจกลางคอยควบคุม อาจนำมาสู่ความขัดแย้งหรือแม้กระทั่งหายนะใหญ่อย่าง ‘สงครามโลกครั้งที่1’ และ ‘สงครามโลกครั้งที่2’ เหมือนอย่างที่โลกเคยประสบมาก่อนหน้านี้

ดังนั้นการมีอยู่ของกฎหมายระหว่างประเทศจึงถือเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้สังคมระหว่างประเทศเกิดความสงบและสันติภาพอย่างสูงสุด

จุดเด่นของกฎหมายระหว่างประเทศ

ภายใต้คำอธิบายเชิงทฤษฎีข้างต้น คงช่วยให้สามารถเข้าใจระบบระหว่างประเทศ และความสำคัญของกฎหมายระหว่างประเทศในเบื้องต้นได้แล้ว

เมื่อย่อภาพให้เล็กลงมาสู่ลักษณะของกฎหมายระหว่างประเทศ เราจะพบว่า ภายใต้ระบบระหว่างประเทศที่ทุกรัฐมีอำนาจเท่าเทียมกัน กฎหมายระหว่างประเทศไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบของสนธิสัญญาหรือหลักกฎหมายทั่วไปต้องเกิดจาก ‘ความยินยอม’ (Consent) และ ‘การยอมรับ’ (Acceptance) ของรัฐเท่านั้น

เช่นเดียวกัน เมื่อสังคมระหว่างประเทศขาดรัฐบาลกลาง ไม่มีตำรวจโลกอย่างเป็นทางการ ตลอดจนไม่มีอำนาจใดคอยเข้ามาควบคุมการใช้กฎหมาย รัฐต่างๆ จึงสามารถเลือกที่จะปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายได้ แม้ว่ารัฐเหล่านั้นจะไม่ได้ปฏิเสธการมีอยู่ของกฎหมายระหว่างประเทศก็ตาม

แม้กระทั่งการมีอยู่ขององค์กรระหว่างประเทศ ดังเช่นศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งทำหน้าที่พิพากษาคดีระหว่างประเทศ ยังจำเป็นต้องได้รับ ‘ความยินยอม’ จากรัฐคู่พิพาทเสียก่อน จึงจะสามารถพิจารณาคดีได้

หรือหากจะกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ หลักการทั้งหมดของกฎหมายระหว่างประเทศกำลังตั้งอยู่บนแนวคิดเรื่อง ‘อำนาจอธิปไตยของรัฐ’ นั่นเอง

ภายใต้สังคมระหว่างประเทศที่รัฐทุกรัฐมีอำนาจเท่าเทียมกัน (อย่างน้อยก็ในแง่ของทฤษฎี) จึงส่งผลให้กฎหมายระหว่างประเทศไม่สามารถทำหน้าที่ควบคุมพฤติกรรมของรัฐได้อย่าง ‘สมบูรณ์แบบ’ ดังเช่นกฎหมายภายในประเทศ ซึ่งรัฐมีอำนาจอย่างชอบธรรมในการควบคุมประชาชน

กฎหมายระหว่างประเทศ=เครื่องมือของรัฐ?

เมื่อทำความเข้าใจกรอบทฤษฎีทั้งหมดแล้ว เป็นอันเข้าใจว่า รัฐหนึ่งมีสิทธิที่จะไม่ยอมรับหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศได้

ทว่าในความเป็นจริงแล้ว รัฐต่างๆ ได้แสดงการยอมรับการมีอยู่ของกฎหมายระหว่างประเทศเสมอมา ทั้งจากแนวปฏิบัติของรัฐหรือการบรรจุความสำคัญของกฎหมายระหว่างประเทศไว้ในรัฐธรรมนูญของตนเองประเทศ ดังเช่น รัฐธรรมนูญฝรั่งเศส ปี 1946 ระบุว่า “สาธารณรัฐจะต้องยึดถือแนวทางปฏิบัติ โดยกระทำการที่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ”

นอกจากนี้ รัฐต่างๆ มักนำเอากฎหมายระหว่างประเทศ มาใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์ หรือใช้เป็นข้ออ้างในการเข้าแทรกแซงประเทศอื่น แม้ว่ากฎหมายระหว่างประเทศอาจจะไม่อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์มากพอก็ตาม

ดังเช่นในปี 2003 สหรัฐฯ ในฐานะชาติมหาอำนาจบุกโจมตีอิรัก โดยอ้างกฎหมายระหว่างประเทศ และขอความเห็นชอบจากคณะมนตรีความมั่นคง (United Nations Security Council: UNSC) เพื่อธำรงไว้ซึ่งความชอบธรรมในการกระทำของตนเอง

ยุคอาณานิคมใหม่ภายใต้รัฐบาลทรัมป์

เมื่อพิจารณาตามกฎหมายระหว่างประเทศแล้ว การบุกโจมตีเวเนซุเอลาของทรัมป์เมื่อช่วงต้นปี 2026 ที่ผ่านมา ละเมิดต่อข้อ 2 วรรค 4 ของกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งระบุว่า “สมาชิกทั้งปวงจะต้องละเว้นจากการคุกคาม หรือการใช้กำลังต่อบูรณภาพแห่งดินแดนหรือเอกราชทางการเมืองใดๆ”

อย่างไรก็ตาม ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมากลับไม่มีคำอธิบายเชิงกฎหมายออกมาอย่างชัดเจนจากทางการสหรัฐฯ และยิ่งสะท้อนชัดเมื่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า

“ผมไม่ต้องการกฎหมายระหว่างประเทศ

“อำนาจของผมขึ้นอยู่กับศีลธรรมและจิตใจของผมเอง” คือคำกล่าวของทรัมป์ ที่ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับประเด็นเรื่องการบุกโจมตีเวเนซุเอลา และการเตรียมเข้ายึดครองกรีนแลนด์ผ่านสำนักข่าว The New York Times เมื่อวันที่ 8 มกราคมที่ผ่านมา

นี่คงเป็นภาพตัวอย่าง ‘ในโลกความเป็นจริง’ ที่แสดงให้เห็นแล้วว่ารัฐๆ หนึ่งสามารถที่จะละเมิดหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศได้

ขณะเดียวกัน การละเมิดข้างต้นยังไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายแต่อย่างใด เพราะนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์บุกรุกเวเนซุเอลา เราไม่เห็นการกล่าวถึงบทลงโทษอย่างเป็นรูปธรรมออกมาจากองค์กรใด แต่กลับเห็นเพียงแค่สุนทรพจน์กล่าวประณามในฐานะ ‘เสือกระดาษ’ จากบรรดาผู้นำชาติอื่นๆ ซึ่งไม่สามารถหยุดยั้งความทะเยอทะยานของทรัมป์ได้แต่อย่างใด

สิ่งเหล่านี้ทำให้นักวิชาการทางด้านความสัมพันธ์ต่างเห็นตรงกันว่า ทรัมป์กำลังนำโลกเข้าสู่ยุค ‘ล่าอาณานิคมใหม่’ ซึ่งไร้ความพยายามในการยึดถือหลักกฎหมายระหว่างประเทศ หรือแม้แต่ระเบียบโลกที่สหรัฐฯ เคยเป็นผู้นำในการประกอบสร้างขึ้นมานับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2

เวลิเล เอ็นฮลาโป (Welile Nhlapo) อดีตเอกอัครราชทูตแอฟริกาใต้ประจำสหรัฐฯ แสดงความคิดเห็นไว้ว่า ชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ กำลังบ่อนทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งมันจะลามไปถึงการล่มสลายของระเบียบระหว่างประเทศและสถาบันระหว่างประเทศด้วยเช่นกัน

“เมื่อใดก็ตามที่กฎหมายเป็นประโยชน์ต่อพวกเขา พวกเขาก็ใช้มันกับประเทศอื่น แต่เมื่อใดก็ตามที่กฎหมายไม่เป็นประโยชน์ พวกเขาก็เลือกที่จะเพิกเฉยมัน” เอ็นฮลาโปกล่าว

ท้ายสุดแล้ว การกระทำของทรัมป์จะปูทางไปสู่การสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้กับชาติมหาอำนาจ ภายใต้ระเบียบระหว่างประเทศที่ไร้ทิศทางหรือไม่

และอีกคำถามสำคัญคือ กฎหมายระหว่างประเทศจะยังคงศักดิ์สิทธิ์ต่อระบบระหว่างประเทศสำหรับปี 2026 ต่อจากนี้ไปหรือไม่

ที่มา:

จันตรี สินศุภฤกษ์, กฎหมายระหว่างประเทศ, พิมพ์ครั้งที่ 5 (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์นิติธรรม, 2566), 1-21.

https://www.bbc.com/news/articles/cx2lej7d52po

https://www.theguardian.com/us-news/2026/jan/08/trump-power-international-law

https://www.un.org/en/about-us/un-charter/full-text?fbclid=IwY2xjawPexmFleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFoNXJNd3NaQmNJVWwyTE5Zc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHgqQzqcgRHut5QPoa4trG2kJ5SxfPTGNgO4VuFDJ_jybY17IqYuTk2WVfcvc_aem_Pl7fPoURpLbQiC6JxoT5Fw

https://www.reuters.com/world/americas/trumps-foreign-policy-called-imperialist-by-experts-2026-01-15/

https://www.ox.ac.uk/news/2026-01-07-expert-comment-illegality-us-attack-against-venezuela-beyond-debate-how-world-reacts

https://www.chathamhouse.org/2026/01/president-trump-may-disregard-international-law-other-countries-want-make-use-it

https://iol.co.za/news/politics/2026-01-05-this-is-bullying-trump-on-the-wrong-side-of-international-law-over-venezuela-ex-sa-envoy/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...