นักวิชาการ ชี้ เกมพลิก "กล้าธรรม" หมอบไพ่ เปิดทางร่วมรัฐบาล
วันนี้ (17 ก.พ.2569) ผศ.เชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช เปิดเผยถึงกรณีพรรคกล้าธรรมประกาศถอยทุกอย่าง ว่าเป็นสถานการณ์ที่สะท้อน "เสือสิ้นลาย" ทางอำนาจต่อรอง หลังเกมจัดตั้งรัฐบาลพลิกผัน
ผศ.เชษฐา ระบุว่า ก่อนหน้านี้ พรรคภูมิใจไทยได้พูดคุยกับพรรคเพื่อไทย เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (13 ก.พ.) และตามไทม์ไลน์ควรมีการหารือกับพรรคกล้าธรรมในลำดับถัดมา แต่ภูมิใจไทยตั้งธงไว้ในใจว่า พรรคใดต้องการร่วมรัฐบาลต้องเป็นฝ่ายติดต่อเข้ามาก่อน ไม่ใช่ให้พรรคภูมิใจไทยส่งเทียบเชิญ
ปรากฏว่าพรรคกล้าธรรมตกขบวน ส่งผลให้ สส.และสมาชิกพรรคเกิดความร้อนรน เพราะเห็นว่าพรรคที่มี 58 เสียง และเคยเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ควรเป็นตัวเลือกแรก ทำให้ต้องประกาศยอมทุกอย่าง ซึ่งยิ่งทำให้อำนาจต่อรองลดลงและทำให้ภูมิใจไทยเป็นฝ่ายกำหนดเกม
ผศ.เชษฐา ประเมินว่า ขณะนี้เสียงสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นั่งนายกรัฐมนตรี อยู่ที่ราว 278 เสียง และอาจเกินกว่านั้นแล้ว ถือว่าเพียงพอ โดยหลักการตั้งรัฐบาลที่เข้มแข็งควรมีประมาณ 300 เสียง หรือ 3 ใน 5 ของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเวลานี้ตัวเลขใกล้แตะ 290 เสียง และมีโอกาสขยับเพิ่มได้
ในสถานการณ์นี้ ทั้งพรรคกล้าธรรมและพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ใช่ความจำเป็นของรัฐบาล เพราะภูมิใจไทยมีฐานเสียงแข็งแรงเพียงพอ หากรวมกับพรรคกล้าธรรมจะดันเสียงใกล้ 350 เสียง ส่วนหากรวมกับประชาธิปัตย์จะอยู่ราว 310 เสียง
อย่างไรก็ตามเตือนว่ารัฐบาลเสียงท่วมท้นเกินไปอาจถูกครหาคล้ายกรณี พรรคไทยรักไทย ในปี 2548 ที่ถูกวิจารณ์ว่าเป็นเผด็จการรัฐสภา แม้ครั้งนี้จะเป็นรัฐบาลผสมก็ตาม อีกทั้งเสียงที่มากเกินไปอาจกระทบการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี
ผศ.เชษฐา วิเคราะห์ว่า เดิมพรรคกล้าธรรมถูกมองว่าเป็นพันธมิตรหลักในการสนับสนุนอนุทิน แต่เมื่อภูมิใจไทยมี สส.ทะลุ 193 เสียง เกือบ 2 ใน 3 ของสภาฯ อำนาจต่อรองจึงแข็งแกร่ง กลายเป็นฝ่าย "หล่อเลือกได้" และต้องจัดการเสถียรภาพภายในพรรคก่อน
เมื่อมีพรรคการเมืองสีแดงที่มีราว 74 เสียงเข้ามาประสานในเบื้องต้น และรวมกับพรรคเล็กอื่น ๆ เกมจึงพลิก ทำให้กล้าธรรมไม่ใช่ตัวแปรจำเป็นอีกต่อไป
พรรคกล้าธรรมยอมร่วมรัฐบาลแบบไม่มีเงื่อนไขไม่ได้การันตีว่าจะได้ร่วมรัฐบาล เพราะสุดท้ายคนที่เป็นแกนนำหรือตัดสินใจเป็นพรรคภูมิใจไทย เพราะพรรคภูมิใจไทยเองก็ต้องมีที่ยืน ถ้าที่นั่งเหลือค่อยมองข้างบ้าน เพราะตอนนี้พรรคภูมิใจไทยอาจประสบปัญหาคนดูแลบ้านใหญ่ที่อยู่ในพรรค
ผศ.เชษฐา เห็นว่า หากกล้าธรรมไปเป็นฝ่ายค้านร่วมกับพรรคประชาชน จะเป็นฝ่ายค้านส้มเขียวหวาน โดยยอมรับว่าตัวบุคคลอย่าง ร.อ.ธรรมนัส มีความเข้มแข็ง แต่ยังต้องดูบทบาทของ สส.ในพรรคโดยรวม
อย่างไรก็ตาม การไม่ได้ร่วมรัฐบาลครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นฝ่ายค้านตลอด 4 ปี เพราะการเมืองไทยสามารถปรับสมดุลใหม่ได้เสมอ
ส่วนกรณีการยื่นตรวจสอบการเลือกตั้งจะถึงขั้นโมฆะหรือไม่ ผศ.เชษฐา ระบุว่า มีน้ำหนักระดับหนึ่ง แต่ต้องใช้เวลาพิจารณาของศาล โดยกรณีปี 2549 ชัดเจนเรื่องการจัดคูหาเลือกตั้งที่เปิดเผยจนเห็นได้โดยตรง ต่างจากกรณีปัจจุบันที่ต้องอาศัยกระบวนการตรวจสอบเชิงเทคนิค
การยื่นผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นแนวทางที่ตรงประเด็นมากกว่า แต่โอกาสจะถึงขั้นโมฆะยังเป็นไปได้ยาก และต้องรอผลวินิจฉัยตามกระบวนการของศาลต่อไป
อ่านข่าว :
ผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งหนังสือให้ กกต.ชี้แจงภายใน 7 วัน ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง
นักวิชาการ วิเคราะห์ ปมรับผิดชอบบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง (ไม่) ลับ
กกต.ชี้แจง ยืนยันเลือกตั้งเป็นไปโดยตรงและลับ