ผ่านชีวิตมาเยอะ และทำอะไรสำเร็จมาตั้งมากมาย ทำไมเรายังไม่มั่นใจตัวเองอยู่ดี
หลายคนอาจจะรู้สึกว่าทั้งๆ ที่ตัวเองทำสิ่งต่างๆ มาก็มาก ผ่านชีวิตมาก็เยอะ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังไม่รู้สึกมั่นใจตัวเองอยู่ดี จนอาจเผลอคิดไปว่าความไม่มั่นใจในตัวเองเกิดจากพันธุกรรม การเลี้ยงดู หรือประสบการณ์ในวัยเด็ก แต่นักจิตวิทยา Nick Wignall ระบุว่า สิ่งที่ส่งผลต่อความมั่นใจมากที่สุดไม่ใช่อดีต แต่คือ “พฤติกรรมที่เราทำซ้ำ ๆ ในชีวิตประจำวัน” และนี่คือ 5 พฤติกรรมทางจิตวิทยาที่บ่อนทำลายความมั่นใจโดยไม่รู้ตัว
1. เสพติดการขอความมั่นใจจากคนอื่น
การคอยถามย้ำว่า “โอเคไหม” หรือ “จะพลาดหรือเปล่า” อาจช่วยคลายกังวลชั่วคราว แต่ในระยะยาวกลับฝึกสมองให้กลัวการตัดสินใจเอง เมื่อไม่มีใครคอยยืนยัน ความไม่มั่นใจก็ยิ่งรุนแรงขึ้น ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ฝึกยอมรับความรู้สึกของตัวเอง (self-validation) แทนการพึ่งพาคำตอบจากคนอื่น บอกกับตัวเองว่า “ฉันรู้สึกแบบนี้ได้ และมันก็โอเค” จะช่วยความต้องการในการขอคำยืนยันจากคนอื่น เป็นหนึ่งในก้าวสำคัญในการพัฒนาความมั่นใจในตัวเองที่ดีเลย
2. ลังเลและสงสัยในตัวเองตลอดเวลา
การลังเล (second-guess) บ่อย ๆ เป็นการส่งสัญญาณให้สมองเชื่อว่า “เราตัดสินใจเองไม่ได้” ยิ่งลังเลบ่อย ก็ทำให้ครั้งต่อ ๆ ไปยิ่งลังเลมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นเพราะความไม่มั่นใจในผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น ยิ่งในเวลาที่ต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญ หรือเรื่องที่ส่งผลกระทบในหลาย ๆ ด้าน แต่ทางออกไม่ใช่การรอให้มั่นใจ 100% แล้วค่อยตัดสินใจ แต่คือการยอมรับว่าการตัดสินใจนั้นอาจถูกหรือผิดก็ได้ สิ่งสำคัญคือการยอมรับในจุดนี้ และยอมให้ตัวเองตัดสินใจทั้งที่รู้สึกอึดอัดดูบ้าง จะช่วยฝึกให้สมองเห็น “ความวิตกกังวล” เป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่ใช่อันตราย และจะทำให้ตัดสินใจได้เร็วขึ้น มีความมั่นใจมากขึ้น โดยไม่ต้องมานั่งย้อนคิดเรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก
3. คิดลบและคาดการณ์ร้ายเกินจริง
หลายคนคิดในแง่ลบตลอดเวลา เช่น เขาต้องไม่ชอบฉันแน่ ๆ ทั้งที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก หรือเมื่อเจ้านายเรียก ก็คิดว่าจะต้องโดนดุ โดนด่า หรือที่ร้ายแรงกว่านั้น การคิดไปถึงสถานการณ์เลวร้ายที่สุดอย่างต่อเนื่อง ทำให้สมองอยู่ในโหมดระแวงตลอดเวลา ซึ่งกัดกร่อนความเชื่อมั่นในตัวเอง และทำให้กลายเป็นคนที่ไม่มั่นใจนั่นเอง เพราะฉะนั้นเรื่องบางเรื่อง ไม่จำเป็นต้องคิดซ้ำ ๆ ว่าอะไรร้าย ๆ จะเกิด ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติบ้างก็ได้ ลองพยายามปล่อยวางแล้วทำให้ดีที่สุดแทนจะดีกว่า
4. จมอยู่กับความผิดพลาดในอดีต
การทบทวนอดีตเพื่อเรียนรู้เป็นเรื่องที่ดี แต่การคิดวนซ้ำ ๆ (rumination) แบบคิดไปเรื่อย ๆ โดยไม่ได้ตกตะกอนบทเรียนจากมัน มีแต่จะเพิ่มความอับอายและลดความเชื่อมั่นในตัวเอง
การหยุดจมอยู่กับอดีตเริ่มจากการยอมรับความคิด ความรู้สึก และความผิดพลาดโดยไม่ตีตราตัวเอง ไม่ต้องมองกลับไปในอดีต แต่ให้สนใจสิ่งที่สามารถควบคุมได้ในปัจจุบันแทนจะมองความผิดพลาดในอดีตให้เป็นบทเรียนที่ใช้พัฒนาตัวเอง และอยู่กับปัจจุบันอย่างมีสติ
5. กลัวความกลัวของตัวเอง
หลายครั้งอุปสรรคไม่ใช่สถานการณ์ตรงหน้า แต่คือความกลัวว่าจะ “รู้สึกกลัว” จนสมองทำงานได้ไม่เต็มที่ ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ความกลัวเป็นเพียงสัญญาณเตือนจากสมอง ซึ่งอาจไม่ใช่ภัยจริงเสมอไป คนที่มั่นใจไม่ใช่คนที่ไม่มีความกลัว แต่คือคนที่ยอมรับและก้าวผ่านมันได้
การเอาชนะความกลัวไม่ใช่การพยายามกำจัดความกลัว แต่เป็นการเรียนรู้ว่า ความกลัวก็เป็นอีกความรู้สึกหนึ่งที่ใคร ๆ ก็มี เพราะสมองผลิตขึ้นเพื่อเตือนให้เราเตรียมตัวรับมือกับสิ่งที่เราคิดว่ากำลังจะเกิดขึ้น เราแค่ต้องฝึกแยกแยะว่าสิ่งที่เรากำลังกลัวมันจะเกิดขึ้นจริงแน่ ๆ ใช่ไหม และตอบสนองต่อสถานการณ์ด้วยเหตุผลและสติ แทนการปล่อยให้ความกลัวครอบงำแล้วตัดสินใจอะไรโดยที่ไม่มีสติ
สรุปแล้วความมั่นใจไม่ใช่สิ่งที่ติดตัวมาแต่เกิด แต่เป็นทักษะที่สร้างได้จากพฤติกรรมในปัจจุบัน การเลิกพึ่งพาการยืนยันจากคนอื่น การยอมรับความไม่แน่นอน ปล่อยวางอดีต และพยายามเอาชนะความกลัว คือกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ความมั่นใจค่อย ๆ กลับมาได้อย่างแน่นอน
อ้างอิง:
Nick Wignall. 5 Psychological Reasons You Don’t Feel Confident. https://nickwignall.com/5-psychological-reasons-you-dont-feel-confident/
บทความต้นฉบับได้ที่ : ผ่านชีวิตมาเยอะ และทำอะไรสำเร็จมาตั้งมากมาย ทำไมเรายังไม่มั่นใจตัวเองอยู่ดี
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath