ปัญหาเศรษฐกิจของไทย “กับดักรายได้ปานกลาง” หรือ “การพัฒนาอุตสาหกรรมแบบพึ่งพา” ตอนที่ 1
รายงานโดย ปรีดี บุญซื่อ
Pietro Masina นักวิชาการด้านการพัฒนา และผู้เชี่ยวชาญด้านเวียดนาม มหาวิทยาลัยเนเปิ้ล อิตาลี เขียนบทความชื่อ “ประเทศไทยกับมายาคติกับดักรายได้ปานกลาง” โดยเริ่มต้นว่า หลายครั้งที่ไทยถูกกล่าวถึง เหมือนกับเป็น “กรณีศึกษา” ในตำราเรียนในเรื่องกับดักรายได้ปานกลาง
หลังจากหลายสิบปีของการเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาอุตสาหกรรม และการส่งออก ที่ขยายตัวรวดเร็ว แต่ปรากฏว่า ไทยกลับไม่สามารถก้าวกระโดด สู่การผลิตที่มีมูลค่าสูงขึ้น ผลิตภาพที่ถือเป็นปัจจัยสำคัญของการเติบโต เพราะผลผลิตเพิ่มขึ้นจากการใช้เทคโนโลยี และแรงงานมีทักษะ แต่การเติบโตด้านผลิตภาพของไทยชะลอตัว การยกระดับทางเทคโนโลยีมีอย่างจำกัด และค่าแรงสูงขึ้นมาจากปัญหาค่าครองชีพ แต่ไม่ได้เกิดจากการเพิ่มขึ้นของนวัตกรรมในประเทศ
การประดิษฐ์ “กับดักรายได้ปานกลาง”
บทความกล่าวว่า การวินิจฉัยปัญหาเศรษฐกิจของไทยดังกล่าว ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง แต่ก็เป็นการวินิจฉัยที่เข้าใจผิดต่อปัญหา จากประวัติศาสตร์การพัฒนานั้น ระดับการพัฒนาที่ต้องการการเติบโตของผลิตภาพ (productivity growth) อยู่สูงกว่าระดับเศรษฐกิจของชาติส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ปัญหาของไทยไม่ใช่ความล้มเหลว ที่จะก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง แต่เป็นรูปแบบการพัฒนาที่เดินมาถึงเพดานข้อจำกัดที่อยู่ภายในของตัวเอง
แนวคิด “กับดักรายได้ปานกลาง” ถูกนำเสนอว่า เป็นแนวการวิเคราะห์ ที่มีความเป็นกลางการเมือง เป็นการขั้นตอนการพัฒนาที่เกิดตามธรรมชาติ เมื่อขั้นตอนการเติบโตที่ทำได้ง่าย หมดแรงขับเคลื่อน สิ่งที่เหลืออยู่เป็นขั้นตอนการพัฒนาต่อไปที่ยากลำบาก คือความก้าวหน้าที่มาจากนวัตกรรม ประเทศที่ล้มเหลวในการเปลี่ยนผ่าน จะเกิดการชะงักงัน เพราะไม่สามารถแข่งขันกับชาติผู้ผลิตมีค่าแรงถูก หรือกับประเทศพัฒนาแล้วด้านอุตสาหกรรม
กับดักรายได้ปานกลางเข้าสู่วาทกรรมด้านการพัฒนา เมื่อปลายทศวรรษ 2000 โดยธนาคารโลกสนับสนุนแนวคิดนี้ ในทศวรรษ 1990 เศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ได้รับการเชิดชูว่า เป็นโมเดลการพัฒนาอุตสาหกรรม ที่นำโดยการลงทุนต่างประเทศ และเป็นมิตรต่อกลไกตลาด
โมเดลการพัฒนาของชาติภูมิภาคนี้ แตกต่างจากการพัฒนาของเกาหลีใต้และไต้หวัน แต่ชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พิสูจน์ให้เห็นว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วสามารถเกิดขึ้นได้ โดยไม่มีการแทรกแซงอย่างเข้มข้นจากรัฐ หรือการมีนโยบายอุตสาหกรรมแบบพุ่งเป้า แต่มีนโยบายเปิดรับเงินทุนต่างประเทศ มุ่งการส่งออก และการมีวินัยทางเศรษฐกิจ ในระดับแม็กโคร ทั้งหมดนี้พอที่ประเทศจะบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก
แต่วิกฤติการเงินเอเชียปี 1997 ทำลายความเชื่อมั่นต่อแนวทางนี้ วิกฤติไม่เพียงแต่เปิดเผยให้เห็นจุดอ่อนทางการเงิน แต่การฟื้นตัวในเวลาต่อมา เกิดขึ้นช้าและไม่ต่อเนื่อง ปลายทศวรรษ 2000 พิสูจน์ให้เห็นว่า ประเทศกลุ่มที่ 2 ของเอเชีย ไม่ได้เดินบนเส้นทางการไล่ตามแบบเดียวกับประเทศอุตสาหกรรมใหม่ในเอเชียตะวันออก ช่องว่างรายได้กับชาติพัฒนาแล้วยังอยู่ห่างไกล การยกระดับเทคโนโลยียังมีจำกัด และการเติบโตของผลิตภาพยังล้าหลัง
แนวคิด “กับดักรายได้ปานกลาง” จึงกลายเป็นคำอธิบายใหม่ โดยเสนอว่า ประเทศเหล่านี้ไม่ได้ปฏิรูปจริงจังมากพอ ภายในประเทศมีจุดอ่อน คือแรงงานทักษะมีไม่มากพอ ระบบนวัตกรรมอ่อนแอ การเปิดเสรียังไม่เต็มที่ และไม่มีนโยบายการยกระดับห่วงโซ่คุณค่า ดังนั้น การเติบโตที่ชะลอตัวลงไป ไม่ใช่เพราะโมเดลการพัฒนาที่ถือกลไกตลาดเป็นศูนย์กลาง ที่ตัวมันเองมีความผิดพลาด แต่เราประเทศเหล่านี้ยังทำได้ไม่ดีพอ
ทำไมแนวคิดกับดักฯทำให้หลงทาง
บทความ Thailand and the Myth of the Middle-Income Trap กล่าวว่า ความเข้าใจเรื่องกับดักรายได้ปานกลาง ไม่ใช่ว่าจะผิดพลาดทั้งหมด ในแง่ประวัติศาสตร์ ประเทศที่พัฒนาตามหลังเผชิญความยากลำบบาก เมื่อพัฒนามาถึงจุดที่ต้องมีเทคโนโลยีใหม่ หรือ technological frontier หลักฐานประวัติศาสตร์ระบุว่า ชาติที่ผลิตภาพชะลอตัวมากที่สุด เกิดขึ้นในช่วงมีระดับรายได้ ที่สูงกว่าระดับรายได้ที่เป็นอยู่ของชาติส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เกาหลีใต้และไต้หวันเผชิญแรงกดดันที่รุนแรงว่าต้องยกระดับเศรษฐกิจ เมื่อระดับรายได้ต่อคนใกล้เคียงกับประเทศอุตสาหกรรมพัฒนาแล้ว ถึงระดับนั้น สองประเทศนี้มีค่าแรงสูง บริษัทในประเทศมีความช่ำชองทางเทคโนโลยี และปัญหาท้าทายสำคัญคือ การแข่งขันในอุตสาหกรรมที่ใช้ทุนและความรู้เข้มข้น
แต่ฐานะทางเศรษฐกิจไทย มาเลเซียและอินโดนีเซีย มีความแตกต่างโดยพื้นฐาน รายได้ต่อคนมีระดับแค่บางส่วนของประเทศเอเชียตะวันออก อุตสาหกรรมการผลิตยังกระจุกตัวที่การประกอบการผลิตมูลค่าต่ำและระดับกลาง ความสามารถทางเทคโนโลยีของประเทศมีจำกัด บริษัทข้ามชาติของคนในประเทศมีน้อย
ปัญหาที่ประเทศไทยเผชิญอยู่ไม่ใช่ปัญหาความยากลำบากเรื่องการเติบของผลิตภาพ เพราะประเทศก้าวมาถึงจุด technological frontier ที่ต้องการเทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นปัญหาการเติบโตของผลิตภาพ ยังคงฉาบฉวย เนื่องจากการพัฒนาอุตสาหกรรม เกิดขึ้นในรูปแบบที่จำกัดการเรียนรู้
แนวคิดกับดักรายได้ปานกลางถือว่า การบูรณาการกับตลาดโลก กับการยกระดับทางเทคโนโลยี มีความสัมพันธ์ที่ราบรื่นต่อกันและกัน การเข้าร่วมห่วงโซ่คุณค่าโลกเป็นเส้นทางปกติของการเรียนรู้ ของการสะสมความสามารถ และการสร้างนวัตกรรม
แต่แนวคิดแบบนี้มองข้ามระบบเครือข่ายการผลิต ที่มีการจัดลำดับชั้น บริษัทชั้นนำของโลกจะแยกการผลิตเป็นส่วนๆ เก็บรักษาส่วนที่เป็นหัวใจของเทคโนโลยี กระจายการผลิตที่มีมูลค่าต่ำให้ซับพลายเออร์ที่อยู่ชายขอบ ความรู้ไม่ได้กระจายออกไปอย่างอัตโนมัติ การยกระดับคุณค่าการผลิต ต้องแข่งขันกัน ต้องอาศัยการเจรจา และอาจถูกขัดขวาง
ดังนั้น การเติบโตของผลิตภาพที่ชะลอตัวลง ไม่ใช่สิ่งลี้ลับ แต่เป็นผลมาจากยุทธศาสตร์การพัฒนา ที่รวมศูนย์ที่การดึงเงินทุนต่างชาติ โดยไม่มีระบบการเรียนรู้เทคโนโลยีที่เข้มแข็ง แนวคิดกับดักรายได้ปานกลางมีจุดอ่อนที่ว่า มองการชะลอตัวเศรษฐกิจ เป็นขั้นตอนการพัฒนาที่หลีกเลี่ยงไม่พ้น แต่ไม่ได้มองว่าเกิดจากปัญหาลำดับชั้นของโครงสร้างการผลิตดังกล่าว
เอกสารประกอบ
Thailand and the Myth of the Middle-Income Trap, Pietru Masina, FEB 13, 2026, substack.com