โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ทองคำ vs Bitcoin สองขั้วการลงทุน สินทรัพย์ไหนคือตัวจริงในปี 2026?

Thairath Money

อัพเดต 17 ม.ค. เวลา 02.00 น. • เผยแพร่ 17 ม.ค. เวลา 02.00 น.
ภาพไฮไลต์

ในยุคที่ความผันผวนทางการเงินกลายเป็นเรื่องใกล้ตัว “ทองคำ” และ “Bitcoin” ได้กลายเป็นสองสินทรัพย์ที่ถูกนำมาเปรียบเทียบกันมากที่สุดในฐานะเครื่องมือรักษาความมั่งคั่ง

อย่างที่รู้กันว่า ทองคำได้รับการยอมรับว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีความมั่นคง ปลอดภัย และมีประวัติศาสตร์ยาวนาน ขณะที่ Bitcoin กลับถูกมองว่าเป็น "ทองคำดิจิทัล" แห่งโลกอนาคตที่สามารถโยกย้ายถ่ายโอนได้อย่างอิสระ

Thairath Money พาเจาะลึกมุมมองจากสองผู้เชี่ยวชาญ

  • “อ. จิม จิณณะ สินส่ง” Full-time Trader เจ้าของเพจ เล่นพื้นฐาน อ่านเทคนิค ตัวแทนฝั่งทองคำ
  • “ดร. วิชิต ซ้ายเกล้า” วิศวกรระบบ และ Bitcoiner ตัวแทนฝั่ง Bitcoin

เพื่อช่วยให้ทุกคนทำความเข้าใจแก่นแท้ของสินทรัพย์ทั้งสองชนิดนี้ และค้นหาคำตอบไปพร้อมกันว่าอะไรเหมาะสมกับเป้าหมายการลงทุนของตนเองมากที่สุด

ทองคำ vs Bitcoin

การถกเถียงระหว่าง “ทองคำ” สินทรัพย์ดั้งเดิมที่ยืนหยัดมายาวนาน กับ “Bitcoin” สินทรัพย์ดิจิทัลที่เข้ามาท้าทายระบบเดิม กำลังกลายเป็นคำถามสำคัญของนักลงทุนทั่วโลก

ว่าสุดท้ายแล้วอะไรคือเครื่องมือเก็บรักษาความมั่งคั่งที่ตอบโจทย์ที่สุดในปัจจุบัน ระหว่างความมั่นคงที่พิสูจน์มาแล้ว กับนวัตกรรมที่อาจเปลี่ยนอนาคตการเงินไปตลอดกาล

อ.จิม จิณณะ สินส่ง มองว่า ทองคำคือสินทรัพย์ที่พิสูจน์ตัวเองมาอย่างนาน มีมูลค่าในตัวเองและสามารถเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในอนาคต ด้วยตัวของมันเอง แม้จะมีความยากในการขนย้ายมากกว่าสินทรัพย์ดิจิทัล

ปัจจุบันทองคำยังคงเป็นสิ่งที่ธนาคารกลางและรัฐบาลทั่วโลกสะสมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามูลค่าของทองคำยังคงอยู่ นอกจากนี้ ยังย้ำอีกว่า แม้ตนจะจบทางด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มีความรู้ด้านเทคโนโลยี แต่หากต้องเลือกการลงทุนในพอร์ตหลักก็ยังเลือกทองคำอยู่

อย่างไรก็ดี แม้ อ.จิม จะยอมรับว่า Bitcoin เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์การเงินของโลกและจุดประกายนวัตกรรมการเงินยุคใหม่ แต่ก็ยังมีข้อกังวลว่าด้วย “ความเชื่อใจ” ของ Bitcoin ที่อยู่กันแบบชุมชนนี้

หากในอนาคตรัฐบาลทั่วโลกรวมตัวกันสร้างเหรียญที่มีความน่าเชื่อถือมากกว่า เช่น มีทองคำหนุน ก็อาจกลายเป็นคู่แข่งที่ต้องพิจารณาในอนาคต

ขณะที่ดร. วิชิต ซ้ายเกล้า มองว่า รากฐานของการทำความเข้าใจ Bitcoin นั้น ต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจ "ทองคำ" เสียก่อน โดยเฉพาะคำถามที่ว่า ทำไมทองคำจึงถูกยอมรับให้เป็นสินทรัพย์ที่มีค่าและใช้สะสมความมั่งคั่งมาอย่างยาวนาน

โดยได้อธิบายว่า เมื่อมนุษย์สร้างรายได้จนเกิดเป็นเงินออม สิ่งที่ตามมาคือการมองหาเครื่องมือในการรักษามูลค่าของเงินนั้น ซึ่งสินทรัพย์ที่ดีที่สุดจะต้องมีคุณสมบัติสำคัญ คือ หาได้ยาก เพิ่มจำนวนไม่ได้ คงทนไม่เน่าเสีย พกพาได้ และมีสภาพคล่องสูง สามารถเปลี่ยนกลับเป็นเงินสดได้ง่าย ซึ่งทั้งทองคำและ Bitcoin ล้วนมีคุณสมบัติเหล่านี้ครบถ้วน

อย่างไรก็ตามดร. วิชิต มองว่าในอนาคตโลกดิจิทัลจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ดังนั้น “ความสะดวกในการเคลื่อนย้าย” ของสินทรัพย์ต่างๆ คือหัวใจสำคัญ

เขาเปรียบเทียบว่าหากเกิดวิกฤติสงคราม การจะขนทองคำจำนวนมากหนักๆ ข้ามพรมแดนเป็นเรื่องยากลำบาก แต่ Bitcoin ช่วยให้ทุกคนสามารถ "หายตัว" ไปที่ไหนก็ได้พร้อมความมั่งคั่ง

5,000 ปี vs 16 ปี

เมื่อระยะเวลาบนหน้าประวัติศาสตร์กลายเป็นปัจจัยในการตัดสินใจลงทุน “อายุของสินทรัพย์” จึงต้องถูกหยิบยกขึ้นมาเปรียบเทียบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ว่าทองคำที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่า 5,000 ปี กับ Bitcoin ที่มีอายุเพียง 16 ปี อะไรน่าสนใจกว่ากัน

ในมุมมองของอ.จิม ประเด็นเรื่องความน่าเชื่อถือยังเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญสูงสุด โดยเปรียบเทียบว่า ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มอบ "ความอุ่นใจ" แก่นักลงทุนได้มากกว่า

เนื่องจากผ่านบทพิสูจน์ท่ามกลางวิกฤติต่าง ๆ มายาวนานกว่า 5,000 ปี ตามหลักการที่ว่าสินทรัพย์ใดยิ่งดำรงอยู่มานาน ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะคงอยู่ต่อไป แม้ราคาทองคำอาจไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วหรือหวือหวาแบบก้าวกระโดด แต่ก็แลกมาด้วยความสบายใจในการถือครอง

ในทางกลับกัน แม้ความผันผวนและราคาที่พุ่งทะยานของ Bitcoin จะเป็นเสน่ห์ดึงดูดใจ แต่ก็ต้องยอมรับว่าความอุ่นใจในการถือนั้นน้อยกว่ามาก เนื่องจาก Bitcoin มีอายุเพียง 16 ปี ซึ่งถือว่ายังต้องพิสูจน์ตัวเองอีกมาก

นอกจากนี้อ.จิม ยังตั้งข้อสังเกตผ่านทฤษฎีผลประโยชน์ว่า ในท้ายที่สุด "กลุ่มคนส่วนน้อยที่มีอำนาจ" อาจเป็นผู้ชนะในเกมการเงินนี้ โดยกลุ่มคนเหล่านี้มีศักยภาพเพียงพอที่จะสร้างสกุลเงินดิจิทัลของตนเองขึ้นมาแทนที่ ซึ่งเป็นความเสี่ยงในอนาคตที่ไม่อาจมองข้ามได้

ด้าน ดร. วิชิต มองต่างออกไปโดยเชื่อว่าโครงสร้างการเงินโลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญที่จะฉีกกฎเกณฑ์เดิมทิ้งไปอย่างสิ้นเชิง โดยมองว่าระบบการเงินที่ผูกโยงกับทองคำนั้น จบไปแล้วนับตั้งแต่มีการยกเลิกมาตรฐานทองคำในปี 1971

และโลกอนาคตจะเป็นยุคของ "ดิจิทัลไซเบอร์" อย่างสมบูรณ์ ซึ่งจะเกิดช่องว่างที่แยกขาดระหว่างสินทรัพย์ยุคเก่าอย่างทองคำกับสินทรัพย์ดิจิทัล สิ่งที่เหลืออยู่คือ "ความเชื่อใจ" ในตัวสินทรัพย์นั้น ๆ

ด้วยบริบทนี้ ดร. วิชิต จึงมองว่าทฤษฎีผลประโยชน์ที่ อ.จิม กังวลว่ากลุ่มอำนาจเก่าจะสร้างเหรียญขึ้นมาควบคุมตลาดนั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้ในโครงสร้างโลกการเงินใหม่ที่อำนาจขององค์กรใหญ่กำลังลดทอนลง

สำหรับประเด็นความผันผวน ดร. วิชิต เปรียบเทียบ Bitcoin ซึ่งมีอายุเพียง 16 ปี ว่าเป็นเสมือน "เด็ก" ที่มีศักยภาพการเติบโตสูงมาก และเปรียบความผันผวนของราคาว่าเป็น "อาการสั่นของเครื่องบินขณะกำลัง Take off" แรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นไม่ได้หมายถึงอันตราย แต่คือสัญญาณของการไต่ระดับเพื่อขึ้นสู่เพดานบินใหม่ที่สูงกว่าเดิม ดังนั้น เราจึงควรให้เวลา Bitcoin พิสูจน์ตัวเองอีกสัก 5-10 ปี เพราะนี่คือสินทรัพย์แห่งอนาคต

ถ้ามีเงิน 100,000 บาท จะซื้ออะไรดี?

หากมีเงินอยู่ในมือ 100,000 บาท ควรนำไปวางไว้ที่ไหนระหว่างทองคำหรือ Bitcoin คำตอบของคำถามนี้ไม่ได้มีถูกหรือผิดตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับเป้าหมายชีวิต ระดับความเสี่ยง และมุมมองต่ออนาคตของแต่ละคน ซึ่งทั้งสองคนก็มีคำอธิบายที่แตกต่างกัน ดังนี้

อ.จิม จิณณะ ได้ให้คำแนะนำโดยแบ่งออกเป็น 2 แนวทางหลัก ตามระดับความเสี่ยงที่รับได้ หากนักลงทุนอยู่ใน “วัยสร้างตัว” ที่มีความมุ่งมั่นและพร้อมรับความเสี่ยงสูงได้ Bitcoin คือสินทรัพย์ที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนแบบทวีคูณได้อย่างมหาศาล แต่ต้องแลกมาด้วยความระมัดระวังอย่างสูงในเรื่อง Human Error เช่น การลืมรหัสผ่านกระเป๋าดิจิทัล หรือความเสี่ยงจากการฝากเงินไว้ใน Exchange ที่อาจเกิดการโกงขึ้นได้

ในทางกลับกัน หากนักลงทุนต้องการความปลอดภัยและมองหาความมั่นคงให้เงินก้อนนี้ไม่สูญหายไปไหน “ทองคำ” ยังคงเป็นคำตอบที่อุ่นใจกว่า เพราะเป็นสินทรัพย์ที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถชนะเงินเฟ้อได้ในระยะยาวและไม่มีทางหมดค่า

นอกจากนี้อ.จิม ยังชี้ให้เห็นว่านวัตกรรมในปัจจุบัน ทำให้ทองคำเข้าถึงง่ายขึ้น รายย่อยไม่จำเป็นต้องแบกเงินแสนไปซื้อทองแท่ง แต่สามารถออมผ่านแอปพลิเคชันด้วยเงินหลักร้อยบาท แล้วค่อยสะสมจนครบเพื่อแลกเป็นทองจริงมาเก็บไว้ได้เช่นกัน

ในขณะที่ ดร. วิชิต ให้มุมมองที่สวนทางกันโดยเน้นย้ำว่า Bitcoin คือสินทรัพย์สำหรับ “คนตัวเล็ก” อย่างแท้จริง ด้วยคุณสมบัติที่สามารถแบ่งซื้อเป็นหน่วยย่อยได้ แม้มีเงิน 100 บาท ก็สามารถเริ่มออมได้ทันที และเชื่อว่ามีความได้เปรียบกว่าทองคำในแง่ของการเคลื่อนย้ายความมั่งคั่งที่สะดวกและรวดเร็วกว่าในโลกยุคดิจิทัล

และหากเปรียบเทียบศักยภาพการเติบโตไปถึงปี 2030 ทองคำอาจขยับจากหลักหมื่นขึ้นไปเป็นบาทละ 120,000 บาท หรือโตขึ้นประมาณ 2 เท่า แต่สำหรับ Bitcoin อาจมีโอกาสพุ่งไปถึงเหรียญละ 20 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้นถึง 5 เท่า ดังนั้น จึงเชื่อว่า Bitcoin คือ “ม้าที่วิ่งเร็วที่สุด” ในกระดานการลงทุนปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองท่านต่างเห็นพ้องกันในประเด็นพื้นฐานว่า “การออมคือแม่ทุกสถาบัน” และหัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าจะเริ่มเมื่อไหร่ แต่อยู่ที่การเลือกสินทรัพย์ที่ถูกต้องและสอดคล้องกับตนเอง

สุดท้ายอ.จิม ฝากแง่คิดว่าการลงทุนไม่มีคำว่าช้าเกินไปและสามารถใช้วิธี DCA ได้กับทั้งสองสินทรัพย์ แต่ต้องมั่นใจว่าสินทรัพย์นั้นเป็นสิ่งที่ “ฝากผีฝากไข้” ได้จริง ส่วนดร. วิชิต มองว่าช่วงเวลานี้คือ “Bonus Period” สำหรับคนตัวเล็กที่จะได้สะสมสินทรัพย์แห่งอนาคต ก่อนที่สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่จะเข้ามาครอบครองพื้นที่ทั้งหมด

อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

https://www.thairath.co.th/money/investment

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้

https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ทองคำ vs Bitcoin สองขั้วการลงทุน สินทรัพย์ไหนคือตัวจริงในปี 2026?

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ

อ่านคอนเทนต์เพิ่มเติม คลิก!

'เหรียญ' พารวย

’บิตคอยน์’ กับบทพิสูจน์ฐานะ ‘ทองคำดิจิทัล’ ที่เริ่มสั่นคลอน

กรุงเทพธุรกิจ

เวียดนามคุมเข้มคริปโต จัดชั้นเป็นหลักทรัพย์ เก็บภาษีเทรด 0.1%

Manager Online

สรุปให้ เคสสูญเงินดิจิทัลเกลี้ยงบัญชี กระเป๋า Bitkub ถูกแฮก ล่าสุดยังไร้การยืนยันระบบรั่ว

SpringNews
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...