วิเคราะห์อาวุธในมือทรัมป์ ‘ไทย’ มีความเสี่ยงโดนภาษีอะไรบ้าง
วิจัยกรุงศรีได้ศึกษาและรวบรวมกฎหมายภาษีอื่นๆ ที่สหรัฐฯ อาจหยิบออกมาใช้ได้ หลังศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ตัดสินว่าการใช้อำนาจตาม International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เพื่อกำหนดภาษีนำเข้าในวงกว้างเป็นการใช้อำนาจเกิน ทำให้มาตรการภาษีหลายชุด รวมถึงภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ในช่วงปีที่ผ่านมา ‘ไม่ชอบด้วยกฎหมาย’
โดยหลังจากผลตัดสินของศาลสูงสุด โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ประกาศใช้ Section 122 ยกระดับภาษีทั่วโลกไปสู่ระดับ 10% ก่อนจะประกาศขึ้นอีกเป็น 15% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดที่กฎหมาย Section 122 อนุญาต เป็นเวลาไม่เกิน 150 วัน มีผลตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์
นอกจาก Section 122 วิจัยกรุงศรียังมองว่า มีความเป็นไปได้สูงที่สหรัฐฯจะหันไปใช้กฎหมายอื่นที่เพดานอัตราภาษีสูงกว่าและมีผลบังคับใช้นานกว่า เช่น มาตรา 301, 201, 232, และ 338 ซึ่งมีลักษณะเฉพาะเจาะจงรายประเทศหรือรายอุตสาหกรรม สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความเสี่ยงที่อาจเพิ่มขึ้นต่อภาคการค้า การลงทุน และบทบาทของประเทศต่างๆ ในห่วงโซ่อุปทานโลก
ส่องกฎหมายภาษีที่ไทยมีความเสี่ยง ‘สูง’ ว่าจะถูกเก็บ
มาตรา 301 ในกฎหมายการค้าปี 1974 มุ่งตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรม หรือแก้ปัญหาความไม่สมดุลเชิงโครงสร้าง โดยขอบเขตของภาษีนี้มีรูปแบบเจาะจงรายประเทศ (Country-specific)
มาตรา 201 กฎหมายการค้าปี 1974 ที่มุ่งปกป้องการนำเข้าที่ทะลักเข้ามามากเกินไป (Safeguard) โดยมาตรา 201 นี้จะเจาะจงเก็บเป็นรายสินค้า
ดร.พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ และผู้บริหารสายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกเก็บภาษี มาตรา 301 และ 201 จากข้อหาการค้าที่ไม่เป็นธรรม เนื่องจากในปีที่ผ่านมาไทยได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ สูงถึง 5.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ไทยติดอยู่ในกลุ่มเฝ้าระวัง (Watchlist) หรือที่เรียกว่าลิสต์ “Dirty 15” และกำลังถูกสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) สืบสวนอยู่
ส่องกฎหมายภาษีที่ไทยมีความเสี่ยง ‘ปานกลาง’ ว่าจะถูกเก็บ
มาตรา 338 ในกฎหมายภาษีสมูท-ฮอว์ลีย์ปี 1930 เป็นกฎหมายเก่าแก่อายุเกือบ 100 ปี ที่อนุญาตให้สหรัฐฯ เก็บภาษีได้สูงถึง 50% หากพบว่าประเทศคู่ค้ามีค่าธรรมเนียมหรือมีข้อจำกัดทางการค้าที่ไม่เหมาะสม
ไทยมีความเสี่ยงในระดับปานกลาง เนื่องจากเงื่อนไขของกฎหมายข้อนี้ใช้เหตุผลที่กว้างและเป็นนามธรรมมาก เช่น มีพฤติกรรมหรือข้อจำกัดที่ไม่เป็นธรรม ทำให้คาดเดาได้ยากว่าสหรัฐฯ จะหยิบยกประเด็นใดมาใช้เป็นเหตุผลในการเก็บภาษีไทย
ส่องกฎหมายภาษีที่ไทยมีความเสี่ยง ‘ปานกลาง/น้อย’ ว่าจะถูกเก็บ
มาตรา 232 ในกฎหมายขยายการค้าปี 1962 เป็นการเก็บภาษีด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ (National Security) ซึ่งที่ผ่านมาเคยถูกนำมาใช้กับสินค้าบางประเภทแล้ว เช่น อะลูมิเนียม ทองแดง รถยนต์ และเซมิคอนดักเตอร์ โดยมาตรานี้ไม่มีเพดานกำหนดตายตัว
ดร.พิมพ์นาราประเมินว่า ไทยมีความเสี่ยงค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับมาตราอื่นๆ เนื่องจากห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของสินค้าไทยไม่ได้เชื่อมโยงกับสินค้าที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของสหรัฐฯ มากนัก แม้ในอดีตไทยจะเคยโดนเก็บภาษีจากมาตรานี้ในสินค้าบางรายการไปบ้างแล้วก็ตาม
ดร.พิมพ์นารา ยังประเมินว่า ในกรณีฐาน (Baseline) ที่เศรษฐกิจไทยจะโต 2% ในปีนี้ มีสมมติฐานว่า ไทยน่าจะโดนบ้างแน่ๆ บางมาตรา อย่างไรก็ตาม วิจัยกรุงศรียังประเมินว่า อัตราภาษีศุลกากรที่แท้จริง (Effective Tariff Rate) ของไทยที่ส่งออกไปสหรัฐฯ น่าจะอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับปี 2568 ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ อัตราภาษีที่แท้จริงของไทยที่ส่งออกไปสหรัฐฯ ณ 24 กุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ 18.7%
ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ