‘แผลใจ’ เด็กเผชิญเหตุรุนแรง เปิดพื้นที่เล่าเมื่อพร้อม-กลับวงจรชีวิตเดิมให้เร็ว
แม้ภาพเหตุการณ์จะจบ แต่ภาพติดตาที่อยู่ในความคิดและจิตใจ อาจไม่สามารถลบเลือนง่ายดายในเด็ก โดยเฉพาะเมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในโรงเรียน สภาพแวดล้อมที่เด็กยังต้องใช้ชีวิตต่อไป
“ทีมข่าวอาชญากรรม” มีโอกาสสอบถาม ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข และโฆษกกรมสุขภาพจิต ถึงสภาพจิตใจช่วงเร่งด่วนและระยะยาว มีภาวะใดน่ากังวลและต้องติดตาม โรงเรียน-ครอบครัว ควรเปิดพื้นที่กับเรื่องนี้แค่ไหน
ห้วงฟื้นฟูเร่งด่วน
ต้องเข้าใจว่าเด็กเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิตมากที่สุดเมื่อเกิดเหตุรุนแรงเช่นนี้ เพราะเด็กมีความรับรู้และความเข้าใจต่อเหตุการณ์น้อยกว่าผู้ใหญ่ ทำจึงมักตีความไปหลากหลายและน่ากลัวกว่าความเป็นจริง ที่สำคัญความเป็นเด็กทำให้รู้สึกว่าไม่สามารถจัดการ หรือควบคุมสถานการณ์นั้นได้เลย
“แม้เราจะเคยสอนทักษะหลบ ซ่อน สู้ ไว้บ้าง แต่เมื่อต้องเผชิญหน้าสถานการณ์ที่น่าตื่นตระหนก ด้วยความที่เขาตัวเล็ก แรงน้อยกว่าผู้ใหญ่ และไม่เคยมีประสบการณ์รับมือกับความยากลำบากระดับนี้ เด็กจึงตกอยู่ในภาวะที่คุมสถานการณ์ไม่ได้และกลายเป็นกลุ่มเสี่ยงอย่างมาก”
ผลกระทบทางจิตใจอาจเริ่มตั้งแต่ความหวาดกลัว ตกใจ หรือแสดงออกมาเป็นความวิตกกังวลในระยะแรก หากเรื้อรังและไม่ได้รับการแก้ไขจะพัฒนาสู่ความเครียดที่รุนแรงขึ้น มีความเศร้า ความโกรธ หรือนำไปสู่โรคซึมเศร้าและปัญหาทางพัฒนาการที่หยุดชะงัก บางคนอาจเรียนต่อไม่ได้ ผลการเรียนตก หรือไม่อยากไปโรงเรียนอีกเลย และบางรายอาจเปลี่ยนเป็นปัญหาด้านพฤติกรรม เช่น การเก็บตัวซึมเศร้า หรือแสดงอาการก้าวร้าว
ดังนั้น การจัดการผลกระทบเบื้องต้นจึงสำคัญมาก “หัวใจ” ของการเยียวยาคือ ต้องเปิดโอกาสให้เด็กได้พูดถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน เพราะบางครั้งเด็กไม่รู้ว่าเรื่องแบบนี้เล่าได้ไหม หรือควรเล่าในรูปแบบไหน เราจึงต้องเปิดพื้นที่ให้เล่าโดยไม่ต้องบังคับ หากเด็กบางคนยังไม่พร้อม เพราะความรู้สึกมันยังอัดอั้นอยู่ข้างในก็ไม่เป็นไร แต่ผู้ใหญ่ต้องสแตนด์บายและเปิดโอกาสให้เล่าได้อย่างเต็มที่เมื่อเขาต้องการ
ขณะเดียวกัน คนที่ลงไปดูแลต้องพยายามให้เด็กได้อยู่ใกล้ชิดกับผู้ปกครองให้มากที่สุด เพื่อคอยสอดส่องพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้ปกครองคนนั้นต้องเป็นคนที่เด็กไว้วางใจ และต้องคุมความกังวลของตนเองให้ลดลง แสดงออกถึงความมั่นคง และทำให้เด็กรู้สึกปลอดภัยว่าเหตุการณ์แบบนี้มันไม่ควรเกิดขึ้นและเกิดขึ้นได้ยากมากในพื้นที่โรงเรียน ถ้าผู้ปกครองไม่ “แพนิค” เด็กจะรับรู้ถึงความปลอดภัยได้ง่ายขึ้น
อีกประเด็นที่มองข้ามไม่ได้คือสื่อโซเชียลและโทรทัศน์ ต้องระวังไม่ให้เด็กดูสื่อที่ใช้ภาพหรือรายงานข่าวเดิมซ้ำ ๆ เพราะทำให้เด็กบาดเจ็บทางใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า สุดท้ายคือการจัดการความรู้สึกผิดที่อาจเกิดขึ้นในใจเด็ก เช่น ความรู้สึกผิดที่ช่วยเพื่อนไม่ได้ หรือรู้สึกว่าตัวเองไม่เชื่อฟังจนทำให้เกิดความเสียหาย ผู้ใหญ่มีหน้าที่สำคัญในการเข้าไปพูดคุยและปรับความเข้าใจ
สัญญาณเตือน PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder)
PTSD หรือ ภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจในเด็กนั้นค่อนข้างชัด สามารถสังเกตได้จากกลุ่มอาการหลัก อันดับแรกคือ นึกถึงเหตุการณ์ซ้ำ ๆ (Re-experiencing) เด็กจะแสดงอาการผ่านการฝันร้ายเกี่ยวกับเหตุการณ์ หรือเรื่องน่ากลัวใกล้เคียงกัน หรืออาจสังเกตเห็นผ่านการวาดรูปซ้ำ ๆ ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เช่น ในอดีตช่วงสึนามิ จะเห็นเด็กวาดรูปคลื่นขนาดใหญ่บ่อยครั้ง นั่นคือการนึกทวนเหตุการณ์ที่ฝังใจ
ต่อมาคือ ภาวะตื่นตัวเกินจริง (Hyperarousal) เด็กจะตกใจง่ายผิดปกติ เพียงได้ยินเสียงที่คล้ายคลึงเหตุการณ์ เช่น เสียงของตก เสียงฟ้าร้อง หรือเสียงสตาร์ตรถมอเตอร์ไซค์ ทำสะดุ้งผวา กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน สมาธิเสีย หรือสะดุ้งกลางดึก เพราะระวังภัยตลอดเวลา
พฤติกรรมหลีกเลี่ยง (Avoidance) เด็กจะปฏิเสธการไปในสถานที่เกิดเหตุ หลีกเลี่ยงเส้นทางที่เคยใช้หนีภัย หรือไม่ยอมไปโรงเรียน บางคนเริ่มแยกตัวออกจากเพื่อน ไม่ร่วมกิจกรรม หรืออาจไปโรงเรียนได้แต่เมื่อถึงหน้าโรงเรียนก็วิ่งกลับบ้านทันที รวมถึงมีอาการชาไร้ความรู้สึก ไม่สามารถมีความสุขได้เหมือนเดิมเมื่ออยู่ในสถานที่เหล่านั้น
นอกจากนี้ ยังมีอาการทางอารมณ์และพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น การตำหนิตัวเอง รู้สึกผิด หวาดกลัว หรือแสดงอาการทางกายโดยไม่มีสาเหตุ เช่น ปวดหัว หรือปวดท้องบ่อย ๆ สำหรับเด็กเล็กอาจพบพฤติกรรมถดถอย เช่น กลับมาปัสสาวะรดที่นอน หรือทำตัวเหมือนเด็กกว่าวัย เพราะต้องการความรู้สึกปลอดภัยจากคนรอบข้าง
“อาการเหล่านี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่อาจแสดงออกมาหลังจากผ่านเหตุการณ์ไปแล้ว 3 เดือน หรือยาวไปถึง 6 เดือนก็ได้”
เห็นสัญญาณ…ไม่ต้องรอป่วย
สำหรับการพาเด็กมาพบจิตแพทย์นั้น “ไม่จำเป็นต้องรอให้ป่วยก่อน” หรือรอจนครบเกณฑ์วินิจฉัย หากผู้ปกครองสอดส่องแล้วพบว่าเด็กมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปจากเดิม ไม่ว่าอารมณ์ ความคิดที่วนเวียนอยู่กับความกลัว หรือพฤติกรรมที่เริ่มก้าวร้าว แยกตัว หรือมีอาการทางกายตามที่กล่าวมา ควรพามาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทันที เพราะในระยะแรกอาจเป็นเพียงความเครียดที่เด็กจัดการเองไม่ได้ หากปล่อยทิ้งไว้จนสะสมรุนแรง โอกาสที่จะพัฒนาไปเป็นโรคจิตเวชในเด็กก็จะสูงขึ้นเรื่อย ๆ การเข้าหาผู้เชี่ยวชาญแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด
รับมือสูญเสีย ‘คนใกล้ชิด’
อารมณ์ความโศกเศร้าที่เกิดขึ้นกับทุกคนเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้อยู่แล้ว จะไม่บอกให้ใครหยุดรู้สึก แต่ต้องให้กำลังใจเพื่อให้ทุกคนผ่านพ้นเหตุการณ์นี้ไปให้ได้ โดยเฉพาะครอบครัวของ ผอ.โรงเรียน ที่เสียชีวิต สิ่งแรกที่ต้องทำคือ การสื่อสารให้ทุกคนในโรงเรียนรับทราบและจดจำว่า ผอ. คือผู้ที่กล้าหาญและเสียสละ ทำหน้าที่ปกป้องเด็กๆ จนสุดความสามารถ หากไม่มีท่านอาจสูญเสียมากกว่านี้ ต้องทำให้เรื่องนี้เป็นความภาคภูมิใจ และย้ำเตือนถึงความดีงามที่จะไม่มีวันหายไปจากใจ
เรื่องที่สองคือ การทำงานเชิงรุกของหน่วยงานสุขภาพจิต ซึ่งขณะนี้ลงพื้นที่ไปประเมินสถานการณ์ ซึ่งต้องประเมินให้ครบถ้วนและต่อเนื่อง ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อดูว่ากลุ่มเสี่ยงมีอาการพัฒนาไปในทิศทางใด ขณะที่โรงเรียนเองต้องจัดตั้งทีมสอดส่องดูแล โดยแบ่งกลุ่มครูและนักเรียน เพื่อช่วยกันดูแลสภาพจิตใจคู่ขนานกัน
อีกเรื่องสำคัญมากคือ เมื่อสถานการณ์ปลอดภัยแล้ว ต้องพยายามให้ทุกคนกลับไปใช้ชีวิตประจำวันให้ได้เหมือนเดิมรวดเร็วที่สุด แม้เข้าใจดีว่าหลายคนยังมีความกลัว แต่ยิ่งปิดโรงเรียนนานเท่าไหร่ ความรู้สึกยากที่จะกลับมาเป็นปกติจะยิ่งเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ การกลับมาเปิดโรงเรียนต้องมาพร้อมกับการแสดงความเสียใจร่วมกันอย่างเหมาะสม เช่น การจัดพิธีกรรมทางศาสนาหรือกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ร่วมแสดงความขอบคุณและแสดงความเสียใจ เพื่อให้ทุกคนได้ร่วมกันเผชิญหน้ากับความสูญเสียและก้าวผ่านไปพร้อมกัน
สอดส่องระยะยาว
หากพบผู้ที่มีอาการรุนแรงต้องส่งต่อเข้าสู่กระบวนการรักษาทันที รวมถึงการที่กระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเข้ามาทบทวนระบบความปลอดภัยในโรงเรียนเข้มงวดขึ้น ส่วนระดับชุมชนต้องอาศัยความร่วมมือทั้งตำรวจและฝ่ายปกครอง จัดการกับต้นตอยาเสพติดและการค้า เพื่อหยุดยั้งปัญหาที่ปลายเหตุ
รวมถึงการสอดส่องมองหาบุคคลที่มีความเสี่ยงในการก่อความรุนแรงในชุมชน เพื่อสร้างความรู้สึกปลอดภัยแท้จริง ไม่ใช่แค่ในโรงเรียนแต่รวมถึงในชุมชนโดยรอบด้วย พร้อมแนะแนวทางสร้างความเข้มแข็งทางใจ เพื่อให้เด็กยืดหยุ่น และสามารถเผชิญหน้าอนาคต ด้วยการฝึกทักษะแก้ปัญหาผ่านการมีส่วนร่วม
“แทนที่ผู้ใหญ่จะเป็นฝ่ายบอกเพียงอย่างเดียวว่าต้องทำอย่างไร ควรใช้วิธีชวนเด็กพูดคุยและระดมสมองร่วมกันว่า หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันในโรงเรียนขึ้นอีก พวกเขาคิดว่าจะมีวิธีจัดการหรือแก้ไขสถานการณ์นั้นอย่างไรได้บ้าง กระบวนการนี้จะช่วยให้เด็กเรียนรู้วิธีการคิดและวางแผนจัดการปัญหาด้วยตัวเอง สอนให้รู้จักและรับมือกับอารมณ์”
ดร.นพ.วรตม์ ย้ำต้องฝึกให้เด็กสามารถระบุอารมณ์ของตัวเองได้ เช่น เมื่อเกิดเหตุรุนแรงแล้วรู้สึกเศร้า ร้องไห้ หรือโกรธ ต้องรู้เท่าทันความรู้สึกนั้น และเรียนรู้การรับมือกับอารมณ์ สร้างทัศนคติในการขอความช่วยเหลือ ต้องทำให้เด็กมั่นใจว่าการขอความช่วยเหลือไม่ใช่เรื่องผิด เด็กจำนวนมากไม่กล้าพูดเพราะกลัวถูกดุหรือตำหนิ ดังนั้น จำเป็นที่ต้องปลูกฝังว่าสามารถขอความช่วยเหลือได้ตลอด เพื่อให้รู้สึกว่าไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว โดยมีพื้นฐานจากความสัมพันธ์ที่ดีของพ่อแม่และผู้ปกครองที่พร้อมเป็นผู้ฟังที่ดี
ความสัมพันธ์ที่มั่นคงนี้เอง จะเป็นเกราะป้องกันทางใจชั้นดีให้กับเด็ก มุ่งเน้นที่ “กระบวนการ” มากกว่า “ผลลัพธ์” ในการเผชิญวิกฤติว่าทำได้ดีหรือไม่ เช่น หากเด็กตื่นเต้น ตกใจ จนหนีออกมาไม่ได้ตามแผนที่เคยสอนไว้ ก็อย่าไปตำหนิ แต่ควรให้เขาชื่นชมในความพยายามของตัวเองที่ได้พยายามทำบางอย่างลงไปแล้ว
“การชื่นชมที่กระบวนการและความพยายามจะทำให้เด็กมีกำลังใจในการเอาตัวรอดและแก้ไขปัญหาในอนาคต โดยไม่ยึดติดกับความล้มเหลวที่เกิดขึ้น” ดร.นพ.วรตม์ ระบุ.
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน